บทความทั้งหมด    บทความค้าขาย    การเริ่มต้นค้าขาย    การวางแผนค้าขาย
2.6K
2 นาที
17 สิงหาคม 2561
7 วิธีเปลี่ยนพ่อค้าตลาดนัดกลายเป็นนักธุรกิจ
 

ทุกคนที่ลงทุนไม่ว่าจะรายเล็กหรือใหญ่สิ่งที่มุ่งหวังคือกำไร ยิ่งมีมากก็ยิ่งรวยมาก แต่ในความเป็นจริงหลายคนลงทุนแล้วเจ๊งไม่เป็นท่า หลายคนลงทุนมาเป็น10ปี แต่ก็แค่อยู่รอดไปวันๆ สิ่งที่ทำให้คนแตกต่างระหว่างรวยกับเจ๊งคือ “หัวธุรกิจ” เราทุกคนอาจมีหัวพ่อค้าแต่การจะเป็น “หัวธุรกิจ” ด้วยนั้นจำเป็นต้องฝึกฝน

www.ThaiFranchiseCenter.com มี7วิธีเปลี่ยนพ่อค้าแม่ค้าธรรมดาจากที่ขายของกี่ปีๆ ก็ไม่รวยลองมาทำตาม7วิธีต่อไปนี้ที่ใส่หัวนักธุรกิจลงไปจะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้แน่นอน
 
1.การขายเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการตลาด
 

พ่อค้าแม่ค้ามักจะตีความเหมารวมว่าการขายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของการตลาด การขายคือสิ่งเดียวที่จะทำให้การลงทุนมีกำไร ดังนั้นพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จึงตั้งหน้าตั้งตาขาย ขาย และก็ขาย ชนิดที่ตื่นเช้ามาก็อาบน้ำแต่งตัวไปตลาดเตรียมของไปขายเย็นมาก็เตรียมตัวทำของไปขายต่อพรุ่งนี้ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้เลยไม่แปลกใจว่าทำไมรายได้ถึงไม่เพิ่มขึ้น

ถ้าเราเพิ่มหัวธุรกิจใส่เข้าไปสักหน่อยจะทำให้รู้ว่าการตลาดนอกจากการขายยังมีการประชาสัมพันธ์ ที่จะช่วยขยายลูกค้าให้มากขึ้น ช่องทางการขายก็ไม่ใช่แค่หน้าร้านในตลาดเท่านั้น ทุกวันนี้ยังมีช่องทางออนไลน์ การขายสินค้าในแบบนักธุรกิจจึงต้องทำให้ครบในทุกมิติเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรที่มากขึ้น
 
2.เน้นขายแต่สินค้าไม่ได้เน้นคุณค่าที่แท้จริง


ยกตัวอย่างง่ายๆ พูดถึงสุกี้เรานึกถึงอะไร หลายคนบอกต้อง MK นึกถึงไก่ทอดเราต้องนึกถึงอะไรทุกคนบอกต้อง KFC ถามว่าแบรนด์เหล่านี้อร่อยและดีกว่าคู่แข่งหรือเปล่า คำตอบคือไม่เลย

แต่สิ่งที่แบรนด์เหล่านี้มีคือการสร้างคุณค่าให้คนจดจำ เป็นการฝังแบรนด์เข้าไปในจิตใจเวลาพูดถึงก็จะนึกถึงเป็นอันดับแรก ดังนั้นนักธุรกิจจะไม่เน้นที่สินค้าเท่านั้นแต่เขาจะเน้นที่กลยุทธ์การขาย พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่นึกแค่ว่าจะทำอย่างไรให้ขายได้ ในทางกลับกันถ้าเขาคิดว่าจะใช้วิธีไหนให้คนนึกถึงสินค้าที่ร้านเขาเป็นอันดับแรกจะทำให้เขามียอดขายที่ดีขึ้นได้แน่นอน
 
3.บริหารเงินและบริหารตัวเองให้เป็น
 

พูดถึงเรื่องเงินก็คงเถียงกันจนหาคำตอบไม่ได้ทุกคนต่างก็บอกว่าฉันทำมาหากินรู้จักเก็บ รู้จักกิน รู้จักใช้ แต่คำว่าบริหารการเงินในมุมของนักธุรกิจไม่ใช่แค่การขายของมีกำไรแล้วเอามาเก็บ พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะเน้นเก็บเงินสดโดยไม่มีการต่อยอด โดยจะโฟกัสแค่กำไรขาดทุน การลงทุนกับเรื่องอื่นคือการจ่ายเพิ่ม เขามองว่าไม่คุ้ม และจะไม่ทำ ซึ่งหากคิดแบบนักธุรกิจจะแตกต่าง คนเหล่านี้จะใช้เงินในการลงทุนด้านอื่นร่วมด้วย

หลายคนอาจแย้งอีกว่า การลงทุนคือความเสี่ยง แต่ในมุมมองของการเป็นนักธุรกิจการไม่ลงทุนกับอะไรเลยนั้นคือความเสี่ยงยิ่งกว่า รวมถึงหากคิดแบบนักธุรกิจเขาจะหาเวลาในการพัฒนาตัวเองด้วยการหาความรู้เพิ่มเติม

ทั้งแบบที่เรียนฟรีออนไลน์หรือไม่ก็เสียเงินเข้าคอร์สอบรม ซึ่งจุดนี้คิดในแง่ของพ่อค้าแม่ค้าบอกว่าไม่เห็นจำเป็นต้องทำ ในความเป็นจริง ยิ่งเรามีทักษะมากเราก็จะมองเห็นโลกที่กว้างมากขึ้นมีวิธีในการหากำไรมากขึ้นด้วย
 
4.ทำตัวให้ก้าวตามโลกยุคใหม่
 

ไม่อยากใช้คำว่าหัวโบราณแต่ก็มีพ่อค้าแม่ค้าไม่น้อยที่ยังใช้คำนี้อยู่คือไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เข้ามาด้วยเห็นว่าไม่จำเป็น เมื่อก่อนฉันก็เคยใช้วิธีนี้ก็ขายได้ขายดี มีกำไรส่งลูกเรียนได้จนจบอะไรประมาณนี้

แต่อย่าลืมว่าตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไป เป็นยุคที่ใครเร็วกว่าก็ได้เปรียบ โดยเฉพาะการยอมรับเอาโซเชี่ยลมาเป็นส่วนหนึ่งในการค้าขายไม่ได้เป็นจุดที่ทำให้เสียศักดิ์ศรีว่าเราไม่มีจุดยืน หากแต่เป็นการก้าวตามกระแสโลก ซึ่งเป็นเรื่องของการบริหารจัดการธุรกิจในอีกมิติหนึ่ง สังเกตให้ดีว่าการใช้เทคโนโลยีและเรียนรู้ไม่ได้มีข้อเสียอะไรทางตรงกันข้ามอาจช่วยเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจเรามากขึ้นด้วย
 
5.พ่อค้าแม่ค้าต้องรู้จักการสร้างรายได้แบบ “เงินต่อเงิน”
 

รายได้แบบ Passive Income คือแนวคิดแบบนักธุรกิจแท้จริง นักธุรกิจมักใช้เงินทำงาน ซึ่งประโยชน์ของการใช้เงินทำงานคือทำให้ตัวเองมีเวลาในการคิดและพัฒนาธุรกิจได้มากขึ้น โดยที่รายได้ก็ยังมีเข้ามาต่อเนื่อง

ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะรู้จักแต่การขายอย่างเดียว วันไหนหยุดขายวันนั้นคือขาดรายได้ เป็นเหตุผลว่าทำไมพ่อค้าแม่ค้าถึงต้องทำงานหนักแต่รายได้ไม่เพิ่มพูน ดังนั้นพ่อค้าแม่ค้าควรเรียนรู้การสร้างรายได้แบบ Passive Income มีการลงทุนในสินทรัพย์อื่นบ้าง ซึ่งปัจจุบันก็มีหลากหลายรูปแบบที่เราสามารถศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจได้
 
6.ลงทุนกับวิสัยทัศน์ ไม่ใช่ตามกระแส
 

การเป็นพ่อค้าแม่ค้ายุคนี้จะสังเกตให้ดีว่าหลายคนหลงทางไปตามกระแสสินค้าที่กำลังดัง อะไรที่ขายดี คนนิยมสักพักจะมีพ่อค้าแม่ค้าเกิดขึ้นเพียบ แต่พอกระแสเงียบหายพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ที่มีสินค้าค้างสต็อคก็เรียกว่าขาดทุนป่นปี้

หากคิดในแง่ของนักธุรกิจสิ่งที่ควรลงทุนคือวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกลว่าสินค้าอะไรที่กำลังจะมาในอนาคต การมีวิสัยทัศน์เกิดจากการติดตามข่าวสารและมีไอเดียในการทำธุรกิจที่เริ่มต้นให้ไวกว่าคู่แข่ง เริ่มได้ก่อนยิ่งดี เมื่อมีคนตามเยอะขึ้น สินค้าเริ่มเกลื่อนเมืองเราก็พัฒนาไปเป็นตัวอื่น ทำให้เราเหมือนเป็นผู้นำในการขายตลอดเวลา แม้จะดูเป็นเรื่องที่ทำได้ยากแต่นักธุรกิจหลายคนก็ทำเรื่องนี้ประสบความสำเร็จมาแล้ว
 
7.สร้างเป้าหมายที่ชัดเจนและแรงบันดาลใจ


คนเราหากปราศจากเป้าหมายย่อมไม่รู้ว่าสิ่งที่เราจะทำนั้นจะไปสิ้นสุดตรงไหน อาจคิดว่าทุกวันนี้เราพอใจกับยอดขายที่มี แต่หากจะดีกว่าถ้าเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่รู้จักตั้งเป้าหมายในชีวิตให้สูงขึ้น เช่น 3 เดือนหลังจากนี้เราต้องมียอดขายเท่านั้นเท่านี้

เมื่อมีเป้าหมายก็จะทำให้มีวิธีการและแรงบันดาลใจก็จะตามมา ซึ่งผลที่ได้อาจไม่สำเร็จตามเป้าหมายแต่อย่างน้อยเราก็รู้ทิศทางว่าทำเพื่ออะไร ไม่ใช่การขายให้จบไปวันๆ ตกเย็นก็มานั่งนับว่าวันนี้ขายได้เท่าไหร่ มีกำไรหรือเปล่า แล้วทุกอย่างก็จบ เราควรมีเป้าหมายว่าการค้าขายเราต้องการอะไรไปถึงจุดไหน และพยายามไปให้ถึงในสิ่งที่ตัวเองต้องการให้ได้
 
อย่างไรก็ตามระหว่างพ่อค้ากับนักธุรกิจมันก็เหมือนเป็นเส้นบางๆ ที่คั่นกลางอยู่ พ่อค้าคือจุดเริ่มต้นของการเป็นนักธุรกิจที่ดี นักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ก็ต้องเริ่มจากการเป็นพ่อค้ามาก่อน แต่สิ่งที่แตกต่างคือความคิดที่ต่อยอดและหลุดพ้นจากการเป็นพ่อค้า ส่วนการค้าขายที่ยังคงเป็นแค่พ่อค้าเนื่องจากแนวคิดที่สลัดตัวเองไม่หลุดจากกรอบ หากทำได้พ่อค้าแม่ค้าสามารถกลายเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยได้ทั้งนั้น
 

SMEs Tips
  1. การขายเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการตลาด
  2. เน้นขายแต่สินค้าไม่ได้เน้นคุณค่าที่แท้จริง
  3. บริหารเงินและบริหารตัวเองให้เป็น
  4. ทำตัวให้ก้าวตามโลกยุคใหม่
  5. พ่อค้าแม่ค้าต้องรู้จักการสร้างรายได้แบบ “เงินต่อเงิน”
  6. ลงทุนกับวิสัยทัศน์ ไม่ใช่ตามกระแส
  7. สร้างเป้าหมายที่ชัดเจนและแรงบันดาลใจ
สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจเรามีรวบรวมบทความมากมาย ติดตามได้ที่ goo.gl/Io5k2S