Freshmart
เดอะทรี บางบอน
English language
Japanese language
Chinese language
Korean language
Laos language
Malaysian language
German language
Indonesian language
ค้นหา บทความ
คำฮิต : ซื้อแฟรนไชส์อย่างไร? ไม่ปวดใจ
ความปลอดภัยในอา.. เลือกงานอย่างไร..
หน้าแรก
บทความ SMEs (301)
บทความแฟรนไชส์ (303)
บทความขายตรง (171)
 
      การบริหาร การจัดการ (15)
 
      การขาย การตลาด (99)
 
      แผนธุรกิจ (1)
 
      ออกแบบ สร้างสรรค์ (3)
 
      โลจิสติกส์ (1)
 
      ภาษี บัญชี การเงิน (2)
 
      บริหารทรัพยากรบุคคล (27)
 
      คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ท (4)
 
      กฎหมาย (11)
 
      ช่องทางทำกิน (3)
 
      ฮวงจุ้ย (1)
 
      อื่นๆ (4)
บทความค้าขาย (130)
คำค้นยอดฮิต บทความแฟรนไชส์
 
Copy and CopyDOCFranchiseMega FoodSocioeconomichasu HAUSกลยุทธ์กางเกงยีนส์การจัดจำหน่ายการทำงานการลงทุนการวางแผนโครงการการเงินการแพทย์กำลังใจตัวเองของสดของแต่งบ้านขายตรงคลินิกความถนัดของเราเองคอมมูนิตี้ มอลล์งานวิวาห์ดีกว่าเสียชื่อตลาดตลาดปัฐวิกรณ์ทัศนคติทำง่ายๆทิศทางของห้องน้ำธุรกิจบริหารปัญหาปูนพลาสเตอร์ผู้บริโภคฝรั่งเศสยางพาราแขกรู้งานมากร้านอาหารลูกค้าวางแผนงานศึกษาอย่างรอบคอบส่งเสริมอาชีพหลักเงื่อนไขเถ้าแก่เมล็ดกาแฟเรซิ่นแฟรนไชส์ต่างชาติแมคฯโรงพิมพ์ใบสั่งซื้อ
 
อ่านต่อ   
 27 มิถุนายน 2556  เข้าชม 1,172 ครั้ง
ขยายธุรกิจอย่างมั่นคงโดยเริ่มจากสิ่งที่เรามีอยู่


การเติบโตขึ้นจากธุรกิจขนาดเล็กเพื่อเป็นธุรกิจขนาดใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ นัก บางคนอาจจะพอใจกับการเป็นธุรกิจขนาดเล็กและรักษา ตลาดที่มีอยู่ให้ธุรกิจเดินไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้านั่นไม่เพียงพอสำหรับเรา หรือหากเราคิดว่าการอยู่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ไม่สามารถอยู่รอดในตลาดได้ในอนาคต เราก็ต้องตัดสินใจที่จะเดินหน้าพัฒนาธุรกิจ ต่อแม้ว่าจะมีความเสี่ยงก็ตาม
 
การขยายธุรกิจมีหลากหลายวิธี ทั้งขยายอย่างรวดเร็วและเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด เรียกว่า Extensive Growth เช่น การเข้าไปซื้อกิจการ ของบริษัทคู่แข่งที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกันเพื่อเพิ่มกำลังผลิต ขยายตลาด และตัดกำลังคู่แข่งสำคัญออกไป และมีวิธีการขยายธุรกิจอย่างช้าๆ แต่มั่นคงไปทีละขั้น ที่เรียกว่า Intensive Growth ซึ่ง แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ถ้าหากเลือกวิธีขยายขนาดธุรกิจด้วยวิธีที่รวดเร็ว ถ้าหากประสบความสำเร็จก็จะทำให้ธุรกิจเติบโตรวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่จะล้มเหลวสูง แต่ถ้าเราเลือกที่จะก้าวไปทีละช้าๆ โดยมีฐานที่เริ่มต้นจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้วก็อาจจะพาเราเติบโตไปได้อย่างช้าๆ และค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเสี่ยงที่น้อยกว่า
 
ซึ่งสำหรับธุรกิจ SME แล้ว การค่อยๆ ขยายธุรกิจไปอย่างช้าๆ และมั่นคง โดยขยายขอบเขตธุรกิจโดยเริ่มต้นจากสิ่งที่เรามีอยู่ในมือก่อน จึงถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมั่นคงในระดับหนึ่ง การทำการตลาดเพื่อขยายธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์ intensive growth นั้นสามารถทำได้ในด้านต่างๆ ต่อไปนี้
 
ถ้าเราเลือกที่จะก้าวไปทีละช้าๆ โดยมีฐานที่เริ่มต้นจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้วก็อาจจะพาเราเติบโตไปได้อย่างช้าๆ และค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเสี่ยงที่น้อยกว่า

1. ขยายส่วนแบ่งทางการตลาดให้ใหญ่ขึ้น (Market Penetration)
 
กลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดในการขยายการเติบโตของธุรกิจคือการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด โดยกลยุทธ์นี้จะเน้นการขายสินค้าเดิมที่เรา ขายอยู่แล้ว ให้กับลูกค้ากลุ่มที่ซื้อของกับเราอยู่แล้ว แต่เพิ่มปริมาณให้ได้มากกว่าเดิม ลองคิดดูว่าในปัจจุบันเราแทบหากระดาษชำระแบบแพค 6 ม้วนไม่ได้อีกแล้ว เพราะแพคเกจส่วนมากนั้นจะ บังคับให้เราต้องซื้อขั้นต่ำ 12 ม้วนในครั้งเดียว โดยวิธีนี้สามารถทำได้ด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขนาดแพคสินค้าที่ทำให้ลูกค้าต้องซื้อในปริมาณที่มากขึ้น หรือการทำรีเสิร์ชข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาจูงใจลูกค้าเกิดความต้องการซื้อมากกว่าเดิม เช่น ผลิตภัณฑ์อย่างแปรงสีฟันก็กระตุ้นยอดขายโดยการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคว่า เพื่อสุขภาพฟันที่ดีควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุกๆ 3 เดือนทำ ให้จากบางคนที่เคยซื้อใช้แค่ปีละครั้งสองครั้งเมื่อได้รับทราบข้อมูลแล้วก็เพิ่มปริมาณเป็นปีละ 4 ครั้งแทน
 
 
 
สินค้าเดิม ตลาดเดิม
 
2. พัฒนาตลาดที่มีอยู่ให้กว้างขึ้น (Market Development)
 
บันไดก้าวถัดมาก็คือหนทางที่จะขายสินค้าเดิมที่มีอยู่ให้ได้มากกว่าเดิมในตลาดใหม่ที่ใหญ่กว่า โดยการเสนอสินค้าหรือบริการของเราให้กับลูกค้า ในสถานที่อื่นๆ บ้าง หรือเรียกได้ว่าเป็นการขยายสาขาเพิ่มนั่นเอง ซึ่งมีหลายๆ บริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงสิบปีที่มาจากการใช้กลยุทธ์พัฒนาการตลาดเป็นกลยุทธ์หลักที่สำคัญในการเติบโตขององค์กร ตัวอย่างเช่น ธุรกิจของเถ้าแก่น้อยที่ใช้ผลิตภัณฑ์เดิมอย่างสาหร่ายทอด แต่แทนที่จะขายในประเทศอย่างเดียวก็เพิ่มฐานลูกค้าด้วยการส่งออกขายยังหลายๆ ประเทศในแถบเอเชีย อีกด้วย หรือแม้แต่ร้านขายข้าวแกงก็สามารถใช้นำกลยุทธ์นี้มาปรับใช้ได้ไม่ยาก จากที่เคยขายให้กับผู้ที่รับประทานในร้านและซื้อกลับไปทานที่บ้าน ก็สามารถขยับขยายให้กลายเป็นธุรกิจ ข้าวกล่องที่มีบริการส่งถึงบ้าน หรือรับทำข้าวกล่องส่งตามงานเลี้ยง งานสัมมนาต่างๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าเดิมได้มากขึ้น

สินค้าเดิม ตลาดใหม่
 
3. พัฒนาสินค้าที่มีอยู่ (Product Development)
 
นี่คือกลยุทธ์สุดแสนคลาสสิค ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสินค้าใหม่ขึ้นมา โดยอ้างอิงจากสินค้าที่มีอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับลูกค้าที่ปกติใช้สินค้าเดิมของเราอยู่ให้มากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายที่สุดก็เป็นสินค้าตามท้องตลาดทั่วไปอย่างขนมขบเคี้ยวหรือชาเขียวที่ทำออกมาหลายๆ รสชาติเช่น รสดั้งเดิม รสน้ำผึ้งมะนาว รสเก็กฮวย และอื่นๆ การพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลายจะช่วยให้ลูกค้าไม่เบื่อสินค้าที่มีอยู่เพียงไม่กี่แบบ ซึ่งถ้าเราเลือกได้นั้นเราคงอยากที่จะขายสินค้าใหม่ๆ ให้กับลูกค้าเดิมมากกว่า นั่นเป็น เพราะการขายสินค้าต่างๆ ให้กับฐานลูกค้าที่เรามีอยู่แล้วย่อมมีความเสี่ยงน้อยกว่าการที่เข้าไปเรียนรู้และพัฒนาสินค้าใหม่ไปพร้อมๆ กับการศึกษาตลาดใหม่ที่เราต้องการ
 
 
 
สินค้าใหม่ ลูกค้าเดิม
 
4. สร้างสินค้าใหม่เพื่อเปิดตลาดใหม่ (New Products for New Customers)
 
ในบางครั้งตลาดก็บังคับให้เราต้องสร้างสินค้าใหม่ขึ้นมาเพื่อลูกค้าใหม่ๆ ไม่ว่าเราจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม เหมือนอย่างบริษัท Polaris ที่ขายนวัตกรรม เกี่ยวกับเครื่องยนต์ในรัฐมินนีอาโพลิส สหรัฐอเมริกาเคยประสบมา เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้บริษัทนี้ผลิตแค่รถสำหรับวิ่งบนหิมะโดยเฉพาะเท่านั้น แต่หลังจากที่สภาพอากาศโดยรวมในรัฐอบอุ่นขึ้น และหิมะในฤดูหนาวเริ่มเบาบางลงเรื่อยๆ ก็ทำให้บริษัทต้องตัดสินใจที่จะทำยานพาหนะสี่ล้อชนิดอื่นๆ พร้อมทั้งเปิดตัวในตลาดใหม่เพื่อที่จะยังคงอยู่ในตลาดต่อไปได้
 
บริษัท Apple เองก็ใช้กลยุทธ์นี้ตอนช่วงที่เปิดตัว ipod ใหม่ๆ โดยตัว ipod เองนั้นเป็นสินค้าที่สามารถขายแยกออกมาได้โดยไม่ต้องผูกติดอยู่กับสินค้าคอมพิวเตอร์อื่นๆ ของ Apple ซึ่งการเปิดออกไปสู่ตลาดผู้ฟังเพลงนอกเหนือจากตลาดผู้ใช้คอมพิวเตอร์นี้ ก็ทำให้ ipod กลายเป็นตัวเบิกทางให้ลูกค้าใหม่ๆ ที่สนใจในคอมพิวเตอร์ของ Apple อยู่แล้วเลือกที่จะใช้สินค้าอื่นๆ ของ Apple ตามมา
 
สินค้าใหม่ ลูกค้าใหม่
 
สุดท้ายถ้าเราจะเลือกใช้กลยุทธ์ Intensive Growth แล้วเราควรเลือกใช้แต่ละข้อเป็นเพียงบันไดที่ขั้นในการก้าวต่อไปเท่านั้น ทำออกมาให้ดีทีละขั้น ก่อนที่จะมั่นใจในการก้าวขึ้นไปอีกในขั้นต่อๆ ไป แม้ว่าแต่ละก้าวจะมีความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนเกิดขึ้นมาบ้าง แต่บางทีเราก็ไม่สามารถเลี่ยงได้ อย่างเช่นเมื่อโดนตลาดกดดันให้ต้องคิดสินค้า ใหม่ๆ เพื่อให้อยู่รอดให้ได้ ในเมื่อเราเลี่ยงที่จะเสี่ยงไม่ได้ เราก็ควรที่จะควบคุมในเรื่องความเสี่ยงที่มีอยู่ให้ได้น้อยที่สุด ถึงแม้จะก้าวไปได้ช้าแต่รับความเสี่ยงน้อยๆ ก็ย่อมปลอดภัยกว่าเสมอ

อ้างอิงจาก KSMECare
 
 
 
 
ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Twitter ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน  Facebook ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน You tube ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Google Plus ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Instagram ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Line
Home | About Us | Contact Us | Feedback | Careers | Disclaimer | PC Version |  |

Tel. 02-8967330 | Fax. 02-8967331 | Contact & Advertising : info@thaifranchisecenter.com
Copyright © 2005 - 2015 All Right Reserved.
เจ้าของเดียวกับ ThaiFranchiseCenter.com | ThaiSMEfranchise.com | ThaiFranchiseTV.com