บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    โอกาสทางธุรกิจ    แฟรนไชส์ต่างประเทศ
258
5 นาที
10 กุมภาพันธ์ 2569
แฟรนไชส์ญี่ปุ่น Saizeriya ร้านอิตาเลียน ขายถูกในย่านแพง
 

ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ร้านอาหารราคาประหยัดกลับกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของผู้บริโภคในญี่ปุ่น และหนึ่งในชื่อที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุด คือ Saizeriya เชนร้านอาหารอิตาเลียนสัญชาติญี่ปุ่นที่สามารถตั้งราคาอาหารในระดับต่ำอย่างน่าทึ่ง แม้จะเปิดให้บริการในทำเลศูนย์กลางเมืองและย่านเศรษฐกิจสำคัญ เช่น กินซ่า ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการวางรากฐานทางธุรกิจที่ยาวนานหลายทศวรรษ
 
Saizeriya ไม่ได้เริ่มต้นจากองค์กรขนาดใหญ่หรือเงินลงทุนมหาศาล แต่มีจุดกำเนิดจากร้านอาหารขนาดเล็กที่เผชิญทั้งปัญหาลูกค้าน้อยและเหตุไม่คาดฝัน จนเกือบทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวลง อย่างไรก็ตาม วิกฤตในช่วงเริ่มต้นกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่นำไปสู่การค้นพบแนวคิดและรูปแบบธุรกิจซึ่งต่อมากลายเป็นหัวใจหลักของแบรนด์
 
เรื่องราวการเติบโตของ Saizeriya จึงไม่ใช่เพียงประวัติของร้านอาหารอิตาเลียนราคาประหยัดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง การเรียนรู้จากความล้มเหลว และการนำวัฒนธรรมอาหารจากต่างประเทศมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมญี่ปุ่น จนสามารถพัฒนาเป็นเครือร้านอาหารระดับนานาชาติในปัจจุบัน
 
จุดเริ่มต้นและการเติบโตของร้าน Saizeriya
 
ภาพจาก https://citly.me/D41YF

ไซเซริยะ (Saizeriya) เป็นเชนร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1973 โดยคุณยาสุฮิโกะ มาซากิ  (正垣 泰彦) ผู้ก่อตั้งและบุคคลสำคัญที่มีบทบาทผลักดันให้แบรนด์เติบโตจากร้านเล็กๆ สู่เครือร้านอาหารขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชีย ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองโยชิคาวะ จังหวัดไซตามะ
 
เรื่องราวของไซเซริยะต้องย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1967 เมื่อโชกากิ ซึ่งขณะนั้น มาซากิ  เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งโตเกียว ได้เปิดร้านอาหารเล็กๆ แนวอาหารตะวันตกในย่านโมโตะยาวาตะ เมืองอิจิคาวะ จังหวัดชิบะ ร้านในช่วงเริ่มต้นประสบปัญหามีลูกค้าไม่มากนัก และยังเผชิญเหตุเพลิงไหม้ ส่งผลให้กิจการตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก
 
เพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ มาซากิ ตัดสินใจออกเดินทางไปศึกษาวัฒนธรรมอาหารในยุโรป โดยเฉพาะประเทศอิตาลี ซึ่งการเดินทางครั้งนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตและธุรกิจของเขา ในช่วงท้ายของการเดินทาง เขาได้พบกับร้านอาหารในกรุงโรมชื่อว่า Ristorante Mariano ประสบการณ์ที่ร้านแห่งนี้ได้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ “การรับประทานอาหาร” อย่างสิ้นเชิง
 
ที่ Ristorante Mariano เขาได้สัมผัสวัฒนธรรมการกินแบบอิตาเลียน ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลของอาหารและเครื่องดื่ม ตั้งแต่เครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย ไวน์ อาหารตามลำดับ ไปจนถึงกาแฟและเครื่องดื่มหลังอาหาร 
 
แม้แต่น้ำดื่มยังมีให้เลือกทั้งแบบอัดแก๊สและไม่อัดแก๊ส อาหารทุกจานเรียบง่ายแต่เน้นคุณภาพวัตถุดิบ และเมื่อรับประทานคู่กับไวน์จะช่วยเสริมรสชาติซึ่งกันและกัน สร้างประสบการณ์การกินที่ลึกซึ้งและเปี่ยมด้วยความสุข
 
มาซากิ ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด “La Buona Tavola” หรือ “โต๊ะอาหารแห่งความสุข” ซึ่งเป็นการรับประทานอาหารอย่างสนุกสนาน ร่วมโต๊ะ พูดคุย และใส่ใจสุขภาพ แนวคิดนี้สะท้อนผ่านคำกล่าวที่เขาประทับใจว่า “อาหารอิตาเลียนทั้งหมดมีไว้เพื่อสุขภาพ” รวมถึงวัฒนธรรมการชนแก้วด้วยคำว่า “Salute” ที่หมายถึงการอวยพรเพื่อสุขภาพ
 
หลังกลับมาญี่ปุ่น เขาได้นำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้กับร้านอาหารของตน โดยเปลี่ยนรูปแบบร้านเป็นอาหารอิตาเลียนอย่างเต็มตัวในปี 1973 และก่อตั้งบริษัท Mariane Shokai ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Saizeriya อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกจำนวนลูกค้ากลับลดลงอย่างมาก มาซากิจึงตัดสินใจปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ด้วยการลดราคาอาหารลงประมาณ 70% เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึงอาหารอิตาเลียนได้ง่ายขึ้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโมเดล “อร่อย ราคาย่อมเยา” ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านไซเซริยะ
 

ภาพจาก https://citly.me/D41YF
 
ทำเลเปิดร้านส่วนใหญ่อยู่ใกล้สถานีรถไฟใหญ่และสถานีย่อย พบได้บ่อยในย่านชานเมืองโตเกียว เช่น Chiba, Saitama, Kanagawa รวมถึงย่านใจกลางเมืองอย่างกินซ่า ชินจูกุ ชิบุยะ แต่ละสาขาใช้แนวคิด คนเยอะ ราคาจับต้องได้ หมุนลูกค้าเร็ว
 
กลยุทธ์ดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ทำให้ซาอิเซริยะขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และเติบโตเป็นเชนร้านอาหารขนาดใหญ่ บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวในปี 2000 และในปี 2015 มียอดลูกค้าต่อปีมากกว่า 200 ล้านคน 
 
ปัจจุบัน Saizeriya มีจำนวนสาขา รวมทั้งสิ้น 1,682 สาขา แบ่งเป็นในประเทศญี่ปุ่น 1,053 สาขา ต่างประเทศ 629 สาขา ครอบคลุมหลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยยังคงยึดมั่นแนวคิดดั้งเดิมในการมอบ “มื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพและเปี่ยมความสุข” ให้กับผู้คนทั่วโลก
 
ปี 2025 Saizeriya มีจำนวนพนักงานประจำ 2,215 คน พนักงานพาร์ตไทม์ 11,853 คน โดยข้อมูลปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนสิงหาคม 2025 เฉพาะบริษัทแม่ ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 256.7 พันล้านเยน
 
Saizeriya จัดอยู่ในประเภทร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์แฟมิลี่เรสเตอรองท์ มีเมนูหลัก ได้แก่ พาสต้า พิซซ่า ข้าวอบชีส และเมนูอาหารตะวันตกแบบดัดแปลง โดยระดับราคาของร้านอยู่ในช่วงราคาประหยัด เมนูเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 150 เยน และค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ในระดับที่ไม่สูง เมื่อเทียบกับร้านอาหารในย่านกินซ่า
 
Time line พัฒนาการของ Saizeriya
 

ภาพจาก https://citly.me/D41YF

เมษายน 1968
 
Yasuhiko Shōgaki เข้ารับช่วงดูแลร้าน Saizeriya เดิม และเริ่มดำเนินธุรกิจในรูปแบบกิจการส่วนตัว
 
พฤษภาคม 1973
 
ธุรกิจได้รับการจัดตั้งเป็นนิติบุคคลอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อบริษัท Maria-nu
 
ธันวาคม 1977
 
เริ่มขยายธุรกิจด้วยการเปิดร้านหลายสาขา
 
เมษายน 1981
 
เริ่มเปิดร้านในศูนย์การค้าเป็นครั้งแรก ที่ LaLaport
 
พฤษภาคม 1983
 
ย้ายสำนักงานใหญ่ไปยังเมือง Ichikawa จังหวัด Chiba
 

ภาพจาก www.saizeriya.co.jp
 
มีนาคม 1987
 
เริ่มเปิดร้านในทำเลใกล้สถานีรถไฟ ที่ Shapō
 
เมษายน 1987
 
บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น Maria-no
 
ตุลาคม 1987
 
นำระบบ Order Entry System มาใช้ในการรับออร์เดอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
 
กันยายน 1989
 
เริ่มเปิดร้านรูปแบบริมถนนชานเมือง (Suburban Roadside Stores) ที่ Mito Kaidō
 
ตุลาคม 1991
 
ย้ายสำนักงานใหญ่ไปยังเมือง Funabashi จังหวัด Chiba
 
กันยายน 1992
 
บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น Saizeriya
 
กรกฎาคม 1994
 
เปิดสาขาครบ 100 แห่ง ที่เมือง Enoshima
 

ภาพจาก www.saizeriya.co.jp
 
ตุลาคม 1997
 
ก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารที่เมือง Yoshikawa จังหวัด Saitama และย้ายสำนักงานใหญ่ไปยังพื้นที่ดังกล่าว
 
เมษายน 1998
 
จดทะเบียนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ JASDAQ
 
กรกฎาคม 1999
 
หุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว
 
สิงหาคม 2000
 
มีการเปลี่ยนแปลงสถานะการจดทะเบียนหุ้นบางส่วน
 
ตุลาคม 2001
 
เปิดสาขาครบ 500 แห่ง ที่เมือง Kyōnan จังหวัด Yamanashi
 
ธันวาคม 2003
 
เปิดสาขาในต่างประเทศแห่งแรก ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน


ภาพจาก www.saizeriya.co.jp
 
สิงหาคม 2005
 
เปิดร้านรูปแบบใหม่ “Eat Run”
 
พฤศจิกายน 2005
 
เปิดร้านรูปแบบใหม่ “Spa-Q” และ “TacoQ” ในจังหวัด Saitama
 
เมษายน 2007
 
เปิดร้าน “Saizeriya Express” ซึ่งเป็นร้านสปาเกตตีราคาประหยัด ที่ Green Walk เมือง Hachioji กรุงโตเกียว
 
ธันวาคม 2007
 
เปิดสาขาที่เมืองกว่างโจว ประเทศจีน
 
ปี 2008
 
เปิดสาขาแรกในประเทศสิงคโปร์
 
ตุลาคม 2008
 
เกิดประเด็นด้านความปลอดภัยอาหาร จากกรณีแป้งพิซซ่าที่ปนเปื้อนเมลามีนจากจีน
 
ตุลาคม 2010
 
เปิดร้าน Saizeriya Italian Restaurant ที่ย่าน North Point ฮ่องกง
 
ปี 2010
 
ขยายสาขาเพิ่มเติมประมาณ 6 แห่งในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน


ภาพจาก www.saizeriya.co.jp
 
อย่างไรก็ตาม ในปี 2008 บริษัทเผชิญประเด็นด้านความปลอดภัยอาหารจากกรณีแป้งพิซซ่าที่ปนเปื้อนเมลามีนจากจีน ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในช่วงเวลานั้น
 
ไทม์ไลน์การเติบโตของ Saizeriya สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาจากร้านอาหารขนาดเล็ก สู่เครือร้านอาหารระดับนานาชาติ ผ่านการขยายสาขาแฟรนไชส์ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในแต่ละช่วงเวลา
 
จุดเด่น Saizeriya
 
ภาพจาก https://citly.me/F5yht

จุดเด่นสำคัญของ Saizeriya อยู่ที่การกำหนดราคาที่ต่ำกว่าร้านอาหารอิตาเลียนทั่วไป โดยมีเมนูอาหารเริ่มต้นในระดับประมาณ 150 เยน ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่หาได้ยากในย่านกินซ่า ทำให้ร้านกลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรับประทานอาหารนอกบ้านในราคาประหยัด
 
ในด้านเมนู Saizeriya นำเสนออาหารอิตาเลียนสไตล์ญี่ปุ่นที่หลากหลาย อาทิ พาสต้า พิซซ่า โดเรีย (ข้าวอบชีส) และเมนูอบต่าง ๆ ซึ่งเป็นเมนูที่คุ้นเคยและสามารถรับประทานได้ง่าย โดยมีการปรับรสชาติให้เหมาะสมกับผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น พร้อมทั้งรักษามาตรฐานด้านปริมาณและราคาให้สอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์
 
กลุ่มลูกค้าหลักของร้านครอบคลุมตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ไปจนถึงนักท่องเที่ยว ทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากราคาที่เข้าถึงได้และทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟหลัก ทำให้สามารถรองรับผู้ใช้บริการในช่วงเวลาเร่งด่วน เช่น ช่วงพักกลางวัน และช่วงหลังเลิกงาน
 
การผสมผสานระหว่างเมนูอาหารต่างชาติ ราคาประหยัด และทำเลใจกลางเมือง ส่งผลให้ Saizeriya Ginza Inz เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ได้รับความสนใจในฐานะตัวเลือกด้านอาหารที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มในย่านกินซ่า
 
กลยุทธ์ Saizeriya
 
ภาพจาก https://citly.me/F5yht

หนึ่งในกลยุทธ์หลักของ Saizeriya คือการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาระดับราคาจำหน่ายให้อยู่ในระดับต่ำ โดยบริษัทเลือกใช้ระบบการจัดซื้อวัตถุดิบในปริมาณมากจากแหล่งผลิตเดียว รวมถึงการพัฒนาครัวกลางและกระบวนการแปรรูปวัตถุดิบของตนเอง เพื่อลดความผันผวนด้านต้นทุนและสร้างความสม่ำเสมอของคุณภาพอาหารในทุกสาขา
 
ในด้านการดำเนินงานภายในร้าน Saizeriya ใช้รูปแบบการให้บริการที่เรียบง่าย ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เช่น การออกแบบเมนูให้มีจำนวนไม่มากเกินไป การจัดผังร้านและครัวให้ใช้แรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในกระบวนการสั่งอาหารและบริหารจัดการ ซึ่งช่วยลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ
 
ขณะเดียวกัน Saizeriya ยังมุ่งเน้นกลยุทธ์การตั้งสาขาในทำเลที่มีผู้คนสัญจรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นย่านธุรกิจ ใกล้สถานีรถไฟ หรือศูนย์การค้า โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ การเลือกทำเลดังกล่าวช่วยสร้างปริมาณลูกค้าที่สม่ำเสมอ และสนับสนุนโมเดลธุรกิจที่อาศัยยอดขายจำนวนมากต่อวันในราคาต่อจานที่ไม่สูง
 
นอกจากนี้ การขยายสาขาไปยังต่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย ยังสะท้อนกลยุทธ์การเติบโตระยะยาวของบริษัท ที่นำรูปแบบร้านอาหารราคาประหยัดไปปรับใช้กับตลาดที่มีโครงสร้างผู้บริโภคคล้ายคลึงกัน โดยยังคงยึดแนวคิดหลักด้านความคุ้มค่า ความเรียบง่าย และการเข้าถึงได้เป็นศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจ
 
ทำไม Saizeriya ถึงปัง? 
 
1.กลยุทธ์ราคาคุ้มค่า
 
ภาพจาก https://citly.me/5lAqD

Saizeriya ใช้กลยุทธ์ด้านราคาที่แตกต่างจากร้านอาหารอิตาเลียนทั่วไปอย่างชัดเจน โดยตั้งราคาจำหน่ายในระดับต่ำเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย เมนูจำนวนมากมีราคาต่ำกว่าร้านแฟมิลี่เรสเตอรองท์รายอื่น และบางเมนูเริ่มต้นเพียงหลักร้อยเยน ซึ่งช่วยดึงดูดลูกค้าในวงกว้าง ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงคนทำงานและครอบครัว
 
กลยุทธ์ดังกล่าวเกิดจากการควบคุมต้นทุนอย่างเป็นระบบ ทั้งการจัดซื้อวัตถุดิบในปริมาณมาก การใช้ครัวกลางและโรงงานผลิตของบริษัทเอง รวมถึงการออกแบบกระบวนการทำงานให้เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ ทำให้ Saizeriya สามารถรักษาระดับราคาได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ต้นทุนและค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น
 
2.เมนูปรับให้เข้ากับคนญี่ปุ่น
 

ภาพจาก https://www.saizeriya.co.jp

แม้จะเป็นร้านอาหารอิตาเลียน แต่ Saizeriya เลือกนำเสนอเมนูในรูปแบบที่สอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น โดยปรับรสชาติให้ไม่จัดจ้านหรือหนักเกินไป และเลือกใช้วัตถุดิบที่คุ้นเคย ทำให้สามารถรับประทานได้ง่ายในชีวิตประจำวัน
 
เมนูอย่างพาสต้า พิซซ่า และโดเรีย ถูกพัฒนาให้เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับมื้อเร่งด่วนหรือการรับประทานร่วมกันเป็นกลุ่ม ส่งผลให้ Saizeriya ถูกมองว่าเป็น “อิตาเลียนแบบญี่ปุ่น” มากกว่าอิตาเลียนต้นตำรับ และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้างโดยไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มที่ชื่นชอบอาหารตะวันตกโดยเฉพาะ
 
3.บรรยากาศ casual family restaurant
 
บรรยากาศของร้าน Saizeriya ถูกออกแบบให้เป็นร้านอาหารแบบไม่เป็นทางการ เน้นความเรียบง่ายและการใช้งานจริง รองรับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้งครอบครัว นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว โดยไม่สร้างความรู้สึกกดดันด้านราคา หรือมารยาทการรับประทานอาหาร
 
รูปแบบร้านลักษณะนี้ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้เวลาภายในร้านได้นานขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารร่วมกับครอบครัว การนั่งพูดคุยกับเพื่อน หรือการพักระหว่างวันทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น
 
4.ขยายฐานในเอเชีย
 
ภาพจาก https://www.saizeriya.co.jp

นอกจากตลาดภายในประเทศญี่ปุ่น Saizeriya ยังขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศที่มีโครงสร้างผู้บริโภคคล้ายคลึงกับญี่ปุ่น เช่น จีน ไต้หวัน และสิงคโปร์ ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย
 
การขยายสาขาในต่างประเทศยังคงยึดแนวคิดหลักของแบรนด์ คือ อาหารราคาประหยัด คุณภาพสม่ำเสมอ และรูปแบบร้านที่เข้าถึงได้ง่าย ทำให้ Saizeriya สามารถสร้างการรับรู้แบรนด์ในระดับภูมิภาค และต่อยอดจากความสำเร็จในตลาดญี่ปุ่นสู่เวทีนานาชาติ
 
บทสรุป 
 
การเปิดให้บริการของ Saizeriya ในทำเลอย่างย่านกินซ่า สะท้อนแนวโน้มของร้านอาหารราคาประหยัดในญี่ปุ่นที่ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้บริโภคมีพฤติกรรมเลือกใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นหลัก
 
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ร้านอาหารที่สามารถควบคุมต้นทุนและตั้งราคาจำหน่ายในระดับต่ำได้ กลายเป็นทางเลือกสำคัญของผู้บริโภคทุกกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะนักเรียนหรือกลุ่มรายได้น้อยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพนักงานออฟฟิศและนักท่องเที่ยวที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่ของญี่ปุ่น
 
สำหรับย่านกินซ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวของกรุงโตเกียว การมีร้านอาหารที่ตั้งราคาย่อมเยาเข้ามาให้บริการ ช่วยเพิ่มความหลากหลายของทางเลือกด้านอาหาร และรองรับผู้คนจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ในแต่ละวัน ทั้งจากการทำงานและการท่องเที่ยว
 
ทั้งนี้ กลยุทธ์ของ Saizeriya ในการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดด้านความคุ้มค่าและการเข้าถึงได้ในทำเลระดับพรีเมียม สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของผู้ประกอบการร้านอาหารต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นอีกกรณีศึกษาของธุรกิจร้านอาหารในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจปัจจุบัน
 
แหล่งข้อมูล
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
.
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
4 แฟรนไชส์มาใหม่! น่าลงทุนประจำเดือนมกราคม 2569
1,356
อนาคตของธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารในปี 2026 และหลัง..
430
เป็นเจ้าของพื้นที่ เปิด 7-Eleven คืนทุนเมื่อไหร่?
381
รวม 8 ร้านชานมไข่มุก อร่อยพร้อมเปิดร้าน
366
7 แฟรนไชส์ร้านชานมไข่มุก! ธุรกิจยอดฮิตส่งท้ายปี 68
354
5 แฟรนไชส์ร้านสเต็ก มาแรงส่งท้ายปี 2568! งบน้อยก..
351
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด