บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    โอกาสทางธุรกิจ    แฟรนไชส์ต่างประเทศ
281
3 นาที
20 พฤษภาคม 2569
D'Penyetz แฟรนไชส์ไก่ทอดอินโดนีเซีย 70 สาขาทั่วโลก โตด้วย Micro-Franchise
 

ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยที่ระบบแฟรนไชส์คือการลงทุนที่คนสนใจ เพราะเราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ไม่ต้องสร้างแบรนด์เอง สามารถเริ่มต้นและต่อยอดได้ทันที
 
หนึ่งในกลยุทธ์สำหรับสร้างธุรกิจให้เติบโตคือ Micro-Franchise หรือการเริ่มต้นจากแฟรนไชส์ขนาดเล็กที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถก้าวไปสู่การเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ได้
 
กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือในประเทศอินโดนีเซียมี Micro-Franchise เยอะมากคือการลงทุนน้อยแต่เน้นเปิดหลายสาขาเพื่อกระจายความเสี่ยง
 
แต่ถึงแม้จะเป็นการลงทุนขนาดเล็กที่เริ่มต้นด้วยงบที่น้อยกว่าการเป็นแฟรนไชส์ขนาดใหญ่แต่ก็ต้องผนวกรวมเรื่องการตลาดดิจิทัลเข้าไปด้วย โดยมีหลายแบรนด์ในประเทศอินโดนีเซียที่สำเร็จมาจากการเริ่มต้นด้วย Micro-Franchise

D'Penyetz เปลี่ยนอาหารท้องถิ่นให้เป็นธุรกิจแฟรนไชส์
 
ภาพจาก www.facebook.com/dpenyetzsingapore

D'Penyetz (ดีปันแย็ตส์) เป็นเคสที่น่าสนใจมากในโลกธุรกิจแฟรนไชส์ โดยเฉพาะการนำอาหารพื้นเมืองอินโดนีเซียมาทำให้เป็นระบบจนขยายไปได้หลายประเทศ
 
จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้เกิดขึ้นในสิงคโปร์เมื่อปี 2005 ผู้ก่อตั้งคือ Edy Ongkowijaya ซึ่งเป็นชาวอินโดนีเซียที่ไปทำงานในสิงคโปร์ และค้นพบว่า Ayam Penyet หรือไก่ทอดทุบที่เป็นอาหารพื้นเมืองของอินโดนีเซีย เป็นที่นิยมมากในสิงคโปร์
 
แต่ส่วนใหญ่เป็นร้านแบบแผงลอย ที่มาตรฐานความสะอาดหรือการบริการยังไม่สม่ำเสมอ จึงมีความคิดที่จะยกระดับอาหารพื้นเมืองนี้ให้เป็นร้านอาหารที่มีแบรนด์ชัดเจน
 
ในช่วงแรกผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้ทุ่มเวลาให้กับการพัฒนาสูตร Sambal หรือน้ำพริก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเมนูนี้
 
โดยพยายามร้างสูตรที่เป็นเอกลักษณ์และมีระดับความเผ็ดให้เลือก เพื่อให้เข้ากับความชอบของคนหลายสัญชาติในสิงคโปร์


ภาพจาก www.facebook.com/dpenyetzsingapore
 
ตอนนั้นใช้ชื่อร้านว่า Dapur Penyet ที่แปลว่าครัวไก่ทอดทุบ ต่อมาได้รีแบรนด์ใหม่เป็น D'Penyetz เพื่อให้ชื่อดูทันสมัยและเป็นสากลมากขึ้น
 
ถ้าดูกระแสของ D'Penyetz ในช่วงแรกที่เปิดร้านในสิงคโปร์ประมาณปี 2005 – 2008 ถือว่าประสบความสำเร็จมากระดับที่เรียกว่าสร้างปรากฏการณ์ทำให้คนมาต่อคิวซื้อสินค้า
 
เพราะก่อนที่จะเริ่มธุรกิจนี้ Ayam Penyet หรือไก่ทอดทุบในสิงคโปร์ถูกมองว่าเป็นอาหารราคาถูกที่หาได้ตามร้านอาหารทั่วไป แต่วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้เลือกเปิดสาขาแรกๆ ในทำเลเข้าถึงพนักงานออฟฟิศและคนรุ่นใหม่
 
เช่น ย่าน Jurong Point หรือย่านที่มีการสัญจรสูง และเน้นะบบการจัดการร้านแบบร้านอาหารสมัยใหม่ (Full-service restaurant) มีพนักงานต้อนรับ มีระบบคิวที่ชัดเจน
 
แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้คนพูดถึงมากที่สุดคือรสชาติ โดย D'Penyetz มีสูตรน้ำพริกที่แบ่งระดับความเผ็ดไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับเผ็ดน้อยไปจนถึงเผ็ดมาก ซึ่งการที่ล้าใช้พริกสดจำนวนมากและคงรสชาติต้นตำรับแบบอินโดนีเซียแท้ๆ ทำให้เกิดกระแสพิสูจน์การกินเผ็ดที่คนอยากมาลองท้าทายมากขึ้น
 
อย่างไรก็ดีแม้ D'Penyetz จะเน้นทำเลในห้างหรือ Standalone แต่ในช่วงแรก D'Penyetz ตั้งราคาได้อย่างสมเหตุสมผล เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพของคนในสิงคโปร์ ที่มีโอกาสได้รับประทานอาหารคุณภาพดีในราคาที่ไม่แพงทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและเติบโตอย่างรวดเร็ว
 
D'Penyetz สาขามากกว่า 70 แห่งทั่วโลก รายได้กว่า 2 ล้านบาท/สาขา/เดือน
 
 
ภาพจาก www.facebook.com/dpenyetzsingapore

ทั้งนี้ D'Penyetz ไม่ใช่ธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่ได้มีการเปิดเผยงบกำไรขาดทุนแบบละเอียดเหมือนบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้น ดูสาขาของ D'Penyetz ตอนนี้มากกว่า 70 แห่งทั่วโลก
 
ในสิงคโปร์มีหลายสาขาที่รู้จักกันดีเช่น Lucky Plaza ในย่าน Orchard , JEM ในย่าน Jurong Gateway และ Tampines Hub เป็นต้น
 
นอกจากนี้ประเทศที่มีสาขามากที่สุดคือในอินโดนีเซียที่ถือเป็นตลาดหลัก มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศตั้งแต่เกาะสุมาตรา , เกาะจาวา ไปจนถึงเกาะบอเนียว มีทั้งแบบร้านในห้างสรรพสินค้าและร้านแบบ Standalone ขนาดใหญ่ที่เน้นกลุ่มครอบครัว
 
ไม่ใช่แค่นั้น D'Penyetz ยังมีอีกหลายสาขาในประเทศอื่นๆ อย่างเช่นในมาเลเซีย ที่สาขาส่วนใหญ่อยู่ในกัวลาลัมเปอร์และสลังเงอร์ หรือในประเทศบรูไนที่มีสาขาในเขต Gadong และ Times Square Shopping Centre ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญ
 
นอกจากนี้ยังก้าวสู่ระดับสากลด้วยการเปิดตลาดในออสเตรเลีย มีสาขาที่เมลเบิร์น ที่จับกลุ่มลูกค้าคือนักเรียนต่างชาติชาวเอเชียที่มีอยู่จำนวนมาก ที่ทำให้อาหารนี้เริ่มแพร่หลายไปสู่ผู้คนท้องถิ่นในประเทศนั้นด้วย
 
ในส่วนของรายได้กว่า 70% คือมาจากการนั่งทานในร้านและซื้อกลับบ้าน อีก 30% มาจากการขายเดลิเวอรี่ ถ้าพิจารณารายได้อ้างอิงจากโครงสร้างของแบรนด์ที่แข็งแกร่งคาดว่าจะมีรายได้เฉลี่ยต่อสาขา ประมาณ 2-3 ล้านบาท/เดือน
 
ในมุมของการขยายแฟรนไชส์ D'Penyetz มีรายได้จากค่าธรรมเนียมแรกเข้าประมาณ 500,000 – 1.5 ล้านบาทต่อสัญญาขึ้นอยู่กับรูปแบบของร้าน และค่าธรรมเนียมรายเดือนจากยอดขายประมาณ 4-6% ของยอดขาย
 
และรายได้ที่สำคัญคือการขายวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่เป็นสูตรลับ ซึ่งแฟรนไชส์ซี จำเป็นต้องซื้อจากครัวกลางเท่านั้น เพื่อรักษามาตรฐานรสชาติ
 
3 ปัจจัยสร้างธุรกิจสู่ความสำเร็จด้วย Micro-Franchise
 

ภาพจาก www.facebook.com/dpenyetzsingapore

กรณีศึกษาของ D'Penyetz นั้นชัดเจนในเรื่องนี้มาก ในความเป็นจรืงแล้วคนที่ทุนน้อย คนที่อยากเริ่มธุรกิจการทำ Micro-Franchise หรือแฟรนไชส์ขนาดเล็ก ถือ่วาเหมาะมาก ซึ่งมีปัจจัยสู่ความสำเร็จที่ควรรู้คือ
 
1.ต้นทุนต่ำกว่าการทำแฟรนไชส์ขนาดใหญ่
 
การทำร้านขนาดเล็กกใช้พื้นที่เพียง 10–20 ตารางเมตร ซึ่งสัดส่วนพื้นที่ 70% จะถูกใช้เป็นส่วนเตรียมอาหาร และอีก 30% เป็นส่วนรับออเดอร์ ใช้วิธีเน้นการขายแบบ Grab & Go และ Delivery เป็นหลัก
 
ด้วยขนาดที่เล็ก ทำให้สามารเปิดกิจการในจุดที่ร้านใหญ่เข้าไม่ได้ เช่น ใต้คอนโดมิเนียม, หน้าซูเปอร์มาร์เก็ต หรือปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก ซึ่งค่าเช่าอาจถูกกว่าในห้างใหญ่ถึง 3-5 เท่า
 
2.ใช้ระบบครัวกลางเพื่อควบคุมคุณภาพ
 

ภาพจาก www.facebook.com/dpenyetzsingapore

เหมือนที่ D'Penyetz ใช้น้ำพริกและซอสหมักไก่ส่งตรงจากครัวกลางให้ทุกสาขาในแบบสำเร็จรูป รวมถึงการออกแบบระบบ SOP (Standard Operating Procedure) ให้ทุกสาขาทำตามได้และอร่อยเป็นมาตรฐานเดียวกันเช่นวิธีการหมักไก่ , การควบคุมอุณหภูมิและเวลา การใช้คู่มือรูปภาพติดที่ฝาผนังครัวเพื่อบอกวิธีการทุบไก่และการวางเครื่องเคียงให้เหมือนกันทุกจาน เพื่อลดความผิดพลาดจากตัวบุคคล
 
และข้อดีของระบบครัวกลางอีกอย่างคือ เมื่อครัวกลางผลิตในปริมาณมหาศาล ต้นทุนวัตถุดิบต่อหน่วยจะถูกลง ส่งผลให้เจ้าของแบรนด์สามารถขายวัตถุดิบให้แฟรนไชส์ซีในราคาที่แข่งขันได้ ในขณะที่ตัวเองก็ยังมีกำไรจากส่วนต่างนั้น
 
3.ใช้กลยุทธ์ ป่าล้อมเมือง
 
เมื่อเรามีต้นทุนน้อยกว่าจะแข่งกับแบรนด์ใหญ่ในเรื่องทำเลที่ดีกว่าคงยาก ซึ่ง D'Penyetz เลือกใช้ทำเลที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเช่นย่านออฟฟิศ , ที่พักอาศัย ดึงดูดให้คนในย่านนั้นไม่ต้องเดินทางไปไกลแต่สามารถเดินใกล้ๆ ก็มาถึงร้าน
 
เมื่อทำให้ลูกค้าในพื้นที่รู้สึกเป็นร้านประจำที่ขาดไม่ได้แบรนด์ก็จะเริ่มเป็นที่รู้จักซึ่งรวมถึงการทำให้แบรนด์มียอดขายที่ดีมากขึ้นตามไปด้วย
 
รวมถึงการขยายสาขาไปในเมืองรองซึ่งค่าเช่าและต้นทุนต่ำกว่ามากจึงมีโอกาสทำกำไรจากธุรกิจได้ดียิ่งขึ้นด้วย
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 

 
#แฟรนไชส์ #Franchise #MicroFranchise #ไมโครแฟรนไชส์ #ลงทุนแฟรนไชส์ #DPenyetz #แฟรนไชส์ไก่ทอดอินโดนีเซีย
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
9 แฟรนไชส์ชานมไข่มุก งบน้อยน่าลงทุนในปี 2026
1,266
2 แฟรนไชส์มาใหม่! น่าลงทุนประจำเดือนเมษายน 2569
1,013
จากรถเข็นสู่พันสาขา: เส้นทางผู้ก่อตั้ง “ไจแอ้นลู..
841
ไอเดีย 7 แฟรนไชส์ของกินเล่น งบน้อย กำไรเยอะ
693
10 แฟรนไชส์อาหาร Street Food โตกลับด้าน ร้านกลับ..
516
แฟรนไชส์สมาร์ทโชห่วย วันนี้อยู่ไหน
453
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด