บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    การบริหารธุรกิจ    การขยายธุรกิจ และบริหารสาขาแฟรนไชส์
277
4 นาที
22 มิถุนายน 2569
เทคนิคหาร้านค้า แบรนด์แฟรนไชส์ดัง มาลงพื้นที่เช่า
 

ในหลายพื้นที่ชุมชนเมือง เรามักเห็นภาพคล้ายกันอยู่เสมอ อาคารพาณิชย์ที่ทำเลดี ตั้งอยู่บนถนนที่มีรถผ่านทั้งวัน แต่กลับมีห้องว่าง หลายยูนิตเรียงกันเงียบๆ ในขณะเดียวกัน แบรนด์แฟรนไชส์ดังๆ กลับขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้เปิดทุกที่ที่มีพื้นที่ว่าง เพราะ “ทำเลดี” ในสายตาเจ้าของพื้นที่ อาจไม่ได้หมายถึง “ทำเลที่ใช่” ในสายตาของแบรนด์แฟรนไชส์ 
 
นี่คือจุดเริ่มต้นของความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เจ้าของพื้นที่จำนวนมากอยากได้ผู้เช่าที่เป็นแบรนด์ดัง เพื่อเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือของโครงการ แต่กลับไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นเข้าหาแบรนด์เหล่านั้นอย่างไร
 
ในอีกมุมหนึ่ง แบรนด์แฟรนไชส์ก็มีมาตรฐานการเลือกทำเลที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม ไม่ได้มองแค่ “มีคนผ่านเยอะ” แต่ต้องมั่นใจว่า “คนที่ผ่าน คือคนที่ใช่ และพร้อมจะซื้อ” ผลลัพธ์คือ ช่องว่างระหว่าง “พื้นที่ที่มีอยู่” กับ “แบรนด์ที่อยากได้” กว้างขึ้นเรื่อยๆ และคำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่าทำอย่างไรให้พื้นที่ของคุณได้แบรนด์ดังมาลง
 
เข้าใจวิธีคิดของแบรนด์แฟรนไชส์
 

ถ้าจะให้แบรนด์แฟรนไชส์สนใจพื้นที่ของคุณ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การ “เสนอพื้นที่” แต่คือการ “เข้าใจวิธีคิดของเขา” เพราะในมุมของแบรนด์ ทุกสาขาใหม่คือการลงทุน และทุกการลงทุนต้องตอบคำถามเดียวกันให้ได้ว่าคุ้มไหม และเสี่ยงแค่ไหน
 
แฟรนไชส์มองหาทำเลแบบไหน
 
1. Traffic (จำนวนคนผ่าน)
 
ไม่ใช่แค่ “คนเยอะ” แต่ต้องเป็นคนที่หยุดแวะได้ เช่น คนเดินเท้าในแหล่งชุมชน มากกว่ารถที่วิ่งผ่านเร็วๆ บนถนนใหญ่ แบรนด์จะสนใจว่าต่อวันมีโอกาสเปลี่ยน “คนผ่าน” ให้เป็น “ลูกค้าเดินเข้าร้าน” ได้มากแค่ไหน
 
2. Demographic (กลุ่มลูกค้าและกำลังซื้อ)
 
ทำเลเดียวกัน แต่คนละพื้นที่ อาจให้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น ย่านนักศึกษา ย่านออฟฟิศ หรือย่านครอบครัว แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่างกัน แบรนด์จึงต้องมั่นใจว่าลูกค้าในพื้นที่มีความต้องหารตรงกับสินค้าหรือไม่ 
 
3. Rent-to-sales ratio (ค่าเช่าต่อยอดขาย)
 
นี่คือหนึ่งในตัวเลขสำคัญที่แบรนด์ใช้ตัดสินใจ พูดง่ายๆ คือ ค่าเช่าควรสัมพันธ์กับรายได้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ถ้าค่าเช่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับยอดขายที่ทำได้ ต่อให้ทำเลดี แบรนด์ก็อาจไม่คุ้มที่จะเข้า
 
ประเภททำเลที่แบรนด์แฟรนไชส์นิยม
 

แม้แต่ละแบรนด์จะมีเกณฑ์ต่างกัน แต่โดยภาพรวม ทำเลที่มักถูกมองว่าน่าสนใจจะมีลักษณะคล้ายกัน เช่น
  • ศูนย์การค้า (Shopping Mall) มีระบบคนเดินชัดเจน และมีการจัดการพื้นที่มืออาชีพ
  • คอมมูนิตี้มอลล์ (Community Mall) เน้นลูกค้าใกล้บ้าน มีความถี่ในการใช้บริการสูง
  • ปั๊มน้ำมัน (Gas Station Area) เหมาะกับร้านที่เน้นความรวดเร็ว และลูกค้าที่เดินทางตลอดเวลา
  • โซนสำนักงาน / โรงเรียน / โรงพยาบาล มีรอบการใช้งานชัดเจน เช่น ช่วงเช้า กลางวัน เย็น ที่มีคนหนาแน่นต่างกัน
วิธีเตรียมพื้นที่ให้แบรนด์สนใจ
 
ถ้าอยากให้แบรนด์แฟรนไชส์ดังๆ หันมาสนใจพื้นที่ของคุณ สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนคือ “มุมมอง” ของเจ้าของพื้นที่เอง  เพราะในสายตาของแบรนด์ พื้นที่ให้เช่าไม่ได้ถูกมองแค่เป็นตึกหรือห้องว่าง แต่คือเครื่องมือทำเงินที่ต้องตอบโจทย์ได้ชัดเจนว่า จะมีลูกค้าเดินเข้ามาเท่าไหร่ และคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่

1. ปรับภาพลักษณ์พื้นที่ 
 

ก่อนจะเริ่มติดต่อแบรนด์ ต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้าเราเป็นแบรนด์ใหญ่ เราจะอยากเข้าไหม
สิ่งที่แบรนด์เห็นตั้งแต่แรกคือ หน้าตาของพื้นที่
  • หน้าอาคาร (Facade) ต้องดูสะอาด ทันสมัย และมีเอกลักษณ์
  • ป้ายชื่อโครงการหรืออาคารต้องชัด ไม่รก ไม่สับสน
  • ทางเข้า-ออกต้องไม่ซับซ้อน และมองเห็นง่ายจากถนน
  • แสงไฟและบรรยากาศโดยรวมต้องน่าดึงดูดให้คนอยากเดินเข้า
พูดง่ายๆ คือ ต่อให้ทำเลดี แต่ถ้าภาพรวมดูไม่น่าเชื่อถือ แบรนด์ใหญ่ก็อาจไม่หยุดมองตั้งแต่แรก

2. จัดข้อมูลพื้นที่ให้พร้อม 
 
แบรนด์แฟรนไชส์ไม่ได้ตัดสินใจจากความรู้สึก แต่ตัดสินใจจาก “ข้อมูล” ดังนั้น เจ้าของพื้นที่ควรเตรียมข้อมูลให้เหมือนเป็น “แพ็กเกจเสนอขาย”
ข้อมูลที่ควรมี เช่น
  • ขนาดพื้นที่ (กว้าง x ยาว / ตารางเมตร)
  • ค่าเช่า + เงื่อนไขสัญญา
  • ผังพื้นที่ (Floor plan)
  • จำนวนคนผ่านต่อวัน (Foot traffic estimate)
  • ช่วงเวลาที่คนเยอะที่สุด (Peak hours)
ถ้ายิ่งดีขึ้นอีกขั้น คือการมีข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า เช่น คนแถวนั้นเป็นวัยเรียน วัยทำงาน หรือครอบครัว รวมถึงมีพฤติกรรมใช้จ่ายแบบไหน เช่น กินด่วน นั่งคาเฟ่ ซื้อของประจำวัน
 
สิ่งเหล่านี้จะทำให้แบรนด์เห็นภาพพื้นที่ชัดขึ้น และลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ

3. สร้าง “Tenant Mix Strategy” ให้พื้นที่ดูมีชีวิต 
 
อีกหนึ่งสิ่งที่แบรนด์ใหญ่ให้ความสำคัญมาก คือ จำนวนร้านค้ารอบๆ ร้าน เพราะไม่มีแบรนด์ไหนอยากเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่เงียบและไม่มีแรงดึงดูด เจ้าของพื้นที่จึงควรวางแผนให้พื้นที่มีความหลากหลายของร้านค้า เช่น
  • ร้านกาแฟ + ร้านอาหารจานด่วน + ร้านบริการ (ซักรีด / โทรศัพท์ / ความงาม)
  • ร้านที่ดึงคนตอนเช้า + ร้านที่ดึงคนตอนเย็น
  • ร้านที่ทำให้คน “แวะสั้น” + ร้านที่ทำให้คน “อยู่ยาว”
สิ่งนี้เรียกว่า Tenant Mix หรือการจัดสมดุลร้านค้าในพื้นที่ เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้มีร้านเยอะ แต่คือทำให้คนหมุนเวียนตลอดวัน 
 
ช่องทางหาแบรนด์แฟรนไชส์ 
 
แม้เจ้าของพื้นที่หลายคนจะมีทำเลที่ดีอยู่ในมือ แต่โจทย์ที่ยากกว่า คือการเข้าถึงแบรนด์แฟรนไชส์ที่ใช่ เพราะแบรนด์เหล่านี้ไม่ได้เปิดรับทุกข้อเสนอที่เข้ามา ไม่ได้มีช่องทางเดียวในการติดต่อ ดังนั้นการรู้ว่าควรไปหาที่ไหน จึงสำคัญไม่แพ้การมีพื้นที่ดี

1. ผ่านศูนย์กลางแฟรนไชส์ 
 

หนึ่งในช่องทางที่ตรงที่สุด คือการเข้าไปอยู่ในพื้นที่รวมตัวของแบรนด์แฟรนไชส์ เช่น งานแสดงแฟรนไชส์ (Franchise Expo) หรือกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ที่เจ้าของแบรนด์ ผู้ลงทุน และผู้พัฒนาพื้นที่ มาพบกันในที่เดียว

ข้อดีของช่องทางนี้ คือ ได้เจอหลายแบรนด์ในเวลาเดียวกัน มีโอกาสพูดคุยกับผู้ตัดสินใจโดยตรง เห็นแนวโน้มตลาดว่าแบรนด์ไหนกำลังขยาย นอกจากนี้ ยังมีองค์กรหรือสมาคมที่เกี่ยวข้องกับแฟรนไชส์ ที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เชื่อมระหว่างแบรนด์กับพื้นที่เช่าอีกด้วย

2. ติดต่อผ่านบริษัทแม่โดยตรง 
 
อีกช่องทางที่ชัดเจนและตรงที่สุด คือการติดต่อไปยังเจ้าของแบรนด์โดยตรง ปัจจุบันแบรนด์แฟรนไชส์ส่วนใหญ่มีทีมที่ดูแลการขยายสาขาอยู่แล้ว เช่น Franchise Development หรือ Expansion Team ช่องทางที่ใช้ได้ เช่น เว็บไซต์ทางการของแบรนด์ แบบฟอร์มเสนอพื้นที่ (Location proposal) ติดต่อฝ่ายพัฒนาธุรกิจโดยตรง

ข้อดีคือ ลดขั้นตอนตัวกลาง ข้อมูลถึงผู้ตัดสินใจเร็ว เหมาะกับพื้นที่ที่มีศักยภาพชัดเจน แต่ข้อสำคัญคือ ต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมแบบมืออาชีพ เพราะนี่คือการเสนอโอกาสทางธุรกิจ ไม่ใช่แค่การให้เช่าห้อง

3. ใช้ดีลเลอร์ / นายหน้าเชิงพาณิชย์

อีกหนึ่งช่องทางที่เจ้าของพื้นที่ไม่ควรมองข้าม คือ ตัวกลางมืออาชีพ เช่น นายหน้าอาคารพาณิชย์ หรือ Property Consultant ที่ทำงานกับแบรนด์แฟรนไชส์อยู่แล้ว

ข้อดีของช่องทางนี้ มีฐานข้อมูลแบรนด์ที่กำลังหาทำเลอยู่ เข้าใจเงื่อนไขการเจรจาของทั้งสองฝั่ง ช่วยคัดกรองแบรนด์ที่เหมาะกับพื้นที่ ในหลายกรณี นายหน้าเชิงพาณิชย์คือ คนที่พา deal ปิดได้จริง เพราะรู้ว่าควรจับคู่พื้นที่แบบไหนกับแบรนด์ประเภทใด

4. แพลตฟอร์มออนไลน์ 
 

การหาผู้เช่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ออฟไลน์อีกต่อไป แพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ เช่น เว็บไซต์ประกาศพื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์ Marketplace ด้านอสังหาริมทรัพย์ กลุ่ม Facebook ที่เกี่ยวกับทำเล ธุรกิจ แฟรนไชส์ เครือข่ายธุรกิจอย่าง LinkedIn ข้อดีคือ เข้าถึงได้รวดเร็ว มีทั้งผู้เช่าและนักลงทุนรวมอยู่ในที่เดียว เหมาะกับการ “เปิดตลาด” ให้พื้นที่เป็นที่รู้จัก

5. เลือกแบรนด์ แล้วไล่หาคน

อีกวิธีที่เริ่มนิยมมากขึ้น คือ เริ่มจากแบรนด์ที่อยากได้ แล้วค่อยย้อนกลับไปหาคนที่เกี่ยวข้อง แทนที่จะรอให้แบรนด์มาหา เจ้าของพื้นที่จะเลือกแบรนด์เป้าหมาย เช่น คาเฟ่ หรือฟาสต์ฟู้ดที่ต้องการศึกษาว่าแบรนด์นั้นขยายสาขาในรูปแบบไหน
 
ติดต่อทีม expansion โดยตรง หรือใช้เครือข่ายนายหน้าเพื่อเชื่อมต่อ วิธีนี้ช่วยให้การหาผู้เช่า “มีทิศทาง” มากขึ้น ไม่กระจายแบบไร้เป้าหมาย และเพิ่มโอกาสปิดดีลกับแบรนด์ที่ตรงกับภาพพื้นที่จริง
 
เทคนิค “ปิดดีล” ให้แบรนด์เลือกพื้นที่เช่า
 
เมื่อเข้าถึงแบรนด์ได้แล้ว ขั้นตอนสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ “เสนอพื้นที่” แต่คือการทำให้แบรนด์ตัดสินใจได้ง่ายที่สุด เพราะแบรนด์แฟรนไชส์มีตัวเลือกจำนวนมาก สิ่งที่ชนะจึงไม่ใช่พื้นที่ที่ดีที่สุดเสมอไป แต่คือ พื้นที่ที่ “ดูแล้วตัดสินใจง่ายที่สุด”


1. เสนอ Incentive แรงจูงใจ
 
หนึ่งในวิธีที่ช่วยลดแรงต้านของแบรนด์ คือการเสนอแรงจูงใจในการเริ่มต้น เช่น ลดค่าเช่าช่วงเปิดร้านช่วง 1–3 เดือนแรกสนับสนุนค่าแต่งร้าน เงื่อนไขสัญญาที่ยืดหยุ่นในช่วงเริ่มต้น เป้าหมายคือทำให้แบรนด์รู้สึกว่าความเสี่ยงต่ำพอที่จะลอง
 
2. ทำ Proposal Deck แบบมืออาชีพ
 
อย่ามองการเสนอพื้นที่เป็นแค่การพูดคุย แต่ให้มองเป็น “การพรีเซนต์ธุรกิจ” Proposal ที่ดีควรมีภาพรวมพื้นที่และทำเล ข้อมูลลูกค้าและ Traffic แผนผังพื้นที่ เหตุผลว่าทำไมแบรนด์ควรอยู่ที่นี่ ยิ่งข้อมูลชัดเท่าไหร่ การตัดสินใจของแบรนด์จะยิ่งเร็วขึ้น
 
3. เปรียบเทียบกับทำเลคู่แข่ง 
 
แบรนด์ไม่ได้ตัดสินใจจากพื้นที่เดียว แต่เปรียบเทียบหลายตัวเลือกพร้อมกัน ดังนั้นเจ้าของพื้นที่ควรแสดงให้เห็นว่า ทำเลของคุณต่างจากที่อื่นอย่างไร จุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่งคืออะไร มีปัจจัยอะไรที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้จริง ไม่ใช่การพูดว่าของเราดี แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าดีกว่าเพราะอะไร

4. ใช้ Data-driven Pitch
 
ในโลกของแฟรนไชส์ “ความรู้สึก” ไม่พอสำหรับการตัดสินใจ สิ่งที่แบรนด์ต้องการคือข้อมูล เช่น จำนวนคนผ่านต่อวัน ช่วงเวลาที่คนหนาแน่น พฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ ศักยภาพการใช้จ่าย ยิ่งมีข้อมูลรองรับมากเท่าไหร่ โอกาสปิดดีลก็ยิ่งสูงขึ้น
 
ความผิดพลาดที่เจ้าของพื้นที่มักทำ
 

แม้หลายพื้นที่จะมีศักยภาพดี ทำเลดี หรืออยู่ในโซนที่มีคนผ่านจำนวนมาก แต่สิ่งที่ทำให้แบรนด์ไม่ตัดสินใจเข้ามาเช่า กลับไม่ใช่เรื่องทำเลเสมอไป ในหลายกรณีปัญหาเกิดจากวิธีคิดและการนำเสนอของเจ้าของพื้นที่เอง
 
1. ตั้งค่าเช่าสูงเกินศักยภาพพื้นที่
 
หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด คือการตั้งค่าเช่าจากความคาดหวังมากกว่าความเป็นจริงของตลาด เจ้าของพื้นที่บางรายมองว่าทำเลของตัวเองดี จึงตั้งราคาโดยอิงจากความรู้สึกหรือการเปรียบเทียบแบบไม่ครบมิติ

แต่ในมุมของแบรนด์แฟรนไชส์ เขาไม่ได้ดูแค่ทำเลดีหรือไม่ แต่ดูว่าค่าเช่าคุ้มกับยอดขายที่คาดว่าจะทำได้หรือเปล่า เมื่อค่าเช่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับศักยภาพพื้นที่ แม้จะเป็นทำเลดี แบรนด์ก็อาจเลือกเดินผ่านมากกว่าตัดสินใจเข้าไปเช่า
 
2. ไม่มีข้อมูล Traffic ที่ชัดเจน
 
อีกหนึ่งปัญหาคลาสสิก คือ มีพื้นที่ แต่ไม่มีตัวเลขรองรับ หลายเจ้าของพื้นที่สามารถบอกได้ว่า “คนเยอะ” แต่ไม่สามารถตอบได้ว่า เยอะแค่ไหน ช่วงเวลาไหน เป็นกลุ่มไหน ในขณะที่แบรนด์ต้องการ “ตัวเลข” เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยง ถ้าไม่มีข้อมูลสนับสนุน การตัดสินใจก็จะกลายเป็นการคาดเดา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์ใหญ่ยอมรับง่ายๆ

3. ไม่เข้าใจ Brand Positioning

อีกข้อผิดพลาดสำคัญ คือการพยายามดึงทุกแบรนด์เข้ามา โดยไม่เข้าใจว่าพื้นที่ของตัวเองเหมาะกับใคร เช่น พื้นที่เหมาะกับร้าน quick service แต่ไปเสนอแบรนด์พรีเมียม หรือพื้นที่เหมาะกับ local brand แต่พยายามดึง global brand ผลคือข้อเสนอไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เสียเวลาในการเจรจาโดยไม่จำเป็น แต่พื้นที่ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีทุกแบรนด์ แต่ต้องมีแบรนด์ที่ใช่

4. ติดต่อแบบไม่มี Proposal
 
หลายครั้ง เจ้าของพื้นที่เริ่มต้นการติดต่อด้วยข้อความสั้นๆ เช่น “มีพื้นที่ให้เช่า สนใจไหม” แต่สำหรับแบรนด์แฟรนไชส์ นี่ไม่ใช่ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ การไม่มี Proposal ที่เป็นระบบ ทำให้พื้นที่ดูไม่มืออาชีพ และลดโอกาสในการถูกพิจารณาทันที เพราะในมุมของแบรนด์ พื้นที่ที่ดีต้องขายตัวเองได้ตั้งแต่เอกสารใบแรก

สรุป
 
สุดท้ายแล้ว การดึงแบรนด์แฟรนไชส์ให้เข้ามาในพื้นที่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “โชค” หรือ ทำเลอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันคือผลลัพธ์ของ 2 สิ่งที่ทำงานร่วมกัน การ “ออกแบบพื้นที่” ให้ตอบโจทย์ธุรกิจ และ การ “สื่อสารพื้นที่” ให้แบรนด์เข้าใจศักยภาพได้อย่างชัดเจน เมื่อมองในภาพรวม พื้นที่ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่พื้นที่ที่มีคนผ่านมากที่สุด แต่คือพื้นที่ที่เล่าเรื่องตัวเองได้ดีที่สุด
 
เพราะในท้ายที่สุด แบรนด์ไม่ได้เลือกพื้นที่จากสิ่งที่คุณคิดว่าดี แต่เลือกจากสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าไปแล้วรอด และไปแล้วคุ้ม
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
แฟรนไชส์ “ธงไชย ผัดไทย” ปั้นอาชีพคนไทย ลงทุนหลัก..
716
2 แฟรนไชส์มาใหม่! น่าลงทุนประจำเดือนพฤษภาคม 2569
519
Solopreneur ทำธุรกิจแฟรนไชส์แบบ “ลุยเดี่ยว” เปิด..
421
7 แฟรนไชส์ลงทุนในวัยเกษียณ! ไม่ง้อลูกหลาน ทำงานด..
410
รวมแฟรนไชส์ จากภูธร สู่เมืองกรุง มากกว่า 2,400 ส..
407
หมดกระแส แฟรนไชส์เคยฮิต ติดลมบนไม่เกิน 2 ปี
400
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด