บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    การเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์    ความรู้ทั่วไประบบแฟรนไชส์
469
4 นาที
19 มิถุนายน 2569
แฟรนไชส์ Scorecard เลือกคนที่เข้าใจ! ไม่ใช่แค่มีเงิน
 

ภาพรวมของแฟรนไชส์ในเมืองไทยปัจจุบันมีประมาณ 691 แบรนด์ มีสาขาแฟรนไชส์รวมกันประมาณ 172,074 แห่ง โดยเกินกว่า 50% เป็นหมวดหมู่ของอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมาคือกลุ่มธุรกิจบริการ ค้าปลีก และการศึกษา หนึ่งในสิ่งที่ควรรู้คือปัจจุบันแฟรนไชส์ไม่เน้นการขยายสาขาให้เยอะเหมือนแต่ก่อน แต่เน้นเรื่องการอยู่รอดของผู้ลงทุน
 
ซึ่งในมุมเจ้าของแฟรนไชส์ย่อมมีความต้องการหาผู้ลงทุนที่มีความสามารถ อันจะส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูดียิ่งขึ้น และความต้องการดังกล่าวนี้ทำให้เจ้าของแฟรนไชส์ลืมเช็กเรื่อง “ความพร้อม” ของผู้ลงทุน

เราจึงเห็นในบางครั้งเกิดกรณีขัดแย้งระหว่างเจ้าของแฟรนไชส์กับผู้ลงทุน ซึ่งแน่นอนว่าหากเรื่องนี้แพร่ขยายออกไปนั่นหมายถึงชื่อเสียงของแบรนด์ที่จะได้รับผลกระทบด้วย และเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว จึงมีเครื่องมือที่เรียกว่า “Franchisee Scorecard" (ระบบคะแนนประเมินความพร้อมแฟรนไชส์ซี) ที่เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะไม่ได้ใช้แค่ความรู้สึกในการพิจารณาแต่จะใช้ตัวเลขและเกณฑ์ที่ชัดเจนในการคัดเลือกคนมาร่วมลงทุน
 
Franchisee Scorecard แบบประเมินสำหรับผู้ต้องการลงทุนแฟรนไชส์
 

Franchisee Scorecard ก็คือแบบประเมินหรือเกณฑ์การให้คะแนนที่เจ้าของแฟรนไชส์สร้างขึ้น เพื่อใช้วัดคุณสมบัติ ความพร้อม และทักษะรอบด้านของผู้สมัครขอซื้อแฟรนไชส์ โดยจะแบ่งหัวข้อการประเมินออกเป็นมิติต่างๆ แล้วแปลงผลออกมาเป็น "คะแนน (Score)" ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า ผู้สมัครคนนี้มีจุดแข็ง จุดอ่อนตรงไหน และ ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ ที่แบรนด์ตั้งไว้หรือไม่ ซึ่งการทำ Scorecard ที่ดี ควรครอบคลุม 5 ด้านดังนี้
 
1.ด้านการเงินและเงินทุน (Financial Readiness)
 
ไม่ใช่มองแค่ว่าผู้ลงทุนมีเงินมาจ่ายค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ (Franchise Fee) แต่ต้องดูภาพรวมทั้งหมด เช่นมีเงินทุนหมุนเวียนสำรองเพียงพอสำหรับ 3-6 เดือนแรกหรือไม่? หรือแหล่งที่มาของเงินทุนเป็นอย่างไร เป็นเงินทุนของตัวเองหรือเงินที่มาจากการกู้ยืม ซึ่งก็มีผลต่อการพิจารณาได้เช่นกัน
 
2.ด้านประสบการณ์และทักษะ (Experience & Skills)
 
การทำแฟรนไชส์แม้จะมีระบบให้พร้อมแต่ผู้ลงทุนก็ต้องมีทักษะการบริหารคนในเบื้องต้นบ้าง เช่น เคยมีประสบการณ์บริหารลูกน้องมาก่อนไหม ? และควรประเมินในเรื่องทักษะการขายเช่น มีหัวใจรักงานบริการ (Service Mind) หรือเข้าใจการตลาดมากน้อยไหน? อย่างไรก็ดีผู้สนใจลงทุนอาจไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ในธุรกิจนั้นๆ โดยตรง (เพราะส่วนใหญ่แฟรนไชส์มีระบบสอน แต่ก็ควรต้องมีทักษะพื้นฐานในการทำธุรกิจอยู่บ้าง
 
3.ด้านทัศนคติและวัฒนธรรมองค์กร (Attitude & Culture)
 

เกณฑ์ประเมินในข้อนี้สำคัญมาก ในเรื่องทักษะอาจจะสอนกันได้แต่ถ้าเป็นเรื่องทัศนคติคือสิ่งที่เปลี่ยนยากมาก เจ้าของแฟรนไชส์ต้องประเมินผู้ต้องการลงทุนว่าจะยินดีทำตามกฎระเบียบของแบรนด์ได้มากน้อยแค่ไหน มีวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจอย่างไร มองการเติบโตระยะยาวหรือมองแค่การทำกำไรฉาบฉวยในระยะสั้น เป็นต้น
 
4.ด้านเวลาและความมุ่งมั่น (Commitment & Time)
 
เกณฑ์พิจารณาเรื่องเวลาและความมุ่งมั่นถือเป็นจุดชี้วัดการอยู่รอดของการลงทุนได้เช่นกัน เพราะต่อให้ผู้ลงทุนมีเงินมาก ทำเลดี แต่ถ้าไม่มีเวลาเข้ามาดูแลธุรกิจก็โตได้ยาก สิ่งที่เจ้าของแฟรนไชส์ต้องรู้ก่อนขายแฟรนไชส์คือสาขาใหม่แห่งนี้ใครจะเป็นผู้บริหารหลักซึ่งก็มี 2 รูปแบบคือ
  • เจ้าของลงมือทำเอง (Owner-Operator) ต้องแน่ใจว่ากล้าลุยมากพอเพราะในช่วง 3-6 เดือนแรกของการเปิดร้าน คนที่ลงมือทำเองจะต้องมีเวลาในการเฝ้าร้านมากเป็นพิเศษ
  • นักลงทุน + ผู้จัดการ (Investor + Manager) เป็นรูปแบบที่ผู้ซื้อมีเงินทุน แต่มีธุรกิจอื่นหรือทำงานประจำ แต่อยากหา Passive Income จึงต้องมีผู้จัดการร้านมาบริหารแทน หากเป็นโมเดลนี้เจ้าของแบรนด์ต้องไม่ตรวจแค่ประวัติของตัวนักลงทุน แต่ต้องขอดู โครงสร้างทีมบริหาร และต้องสัมภาษณ์ ตัวผู้จัดการร้าน ด้วยว่ามีทักษะพอไหม รวมถึงต้องมีระบบรายงาน (Reporting System) ที่เจ้าของสามารถควบคุมผู้จัดการได้จริง
5.ด้านทำเลที่ตั้ง (Location Potential)
 
ในบางครั้งผู้ลงทุนมักนำเสนอทำเลจากความรู้สึกส่วนตัว เช่นเป็นตึกแถวของตัวเองแล้วอยากเปิดเพราะรู้สึกว่าคนแถวนี้เดินเยอะดี โดยที่ไม่ได้วิเคราะห์อย่างถูกต้องการนำหัวข้อนี้มาแตกย่อยใน Franchisee Scorecard จึงต้องดูให้ลึกมากขึ้น
  • ทำเลมีศักยภาพตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์หรือไม่ เช่น ถ้าสนใจเลือกลงทุนแฟรนไชส์ชานมไข่มุกพรีเมียมราคาแก้วละ 80-100 บาท แต่ทำเลตั้งอยู่หน้าโรงเรียนประถมที่เด็กมีกำลังซื้อเฉลี่ยวันละ 40 บาท ต่อให้คนเดินผ่านมากแค่ไหนก็สร้างยอดขายไม่ได้ นอกจากนี้ควรวิเคราะห์วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ว่าเวลาไหนคนพลุกพล่าน เวลาไหนที่ยอดขายดี หรือมีแค่บางช่วงเวลาที่คนเยอะ สิ่งเหล่านี้ต้องประกอบการตัดสินใจได้ทั้งหมด
  • สัญญาเช่าเป็นอย่างไร เป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้แฟรนไชส์ซีเจ็บตัวกันมาเยอะ บางร้านขายดีมากตั้งแต่วันแรก แต่พอหมดปีโดนเจ้าของที่ไล่ที่เพื่อเอาทำเลไปทำเอง หรือขึ้นค่าเช่าจนอยู่ไม่ได้ ต้นทุนค่าตกแต่งร้านที่ลงทุนไปมากก็ยังไม่คืนทุน สิ่งเหล่านี้คือการต้องประเมิน Scorecard ที่เจ้าของแบรนด์ (Franchisor) ต้องช่วยแฟรนไชส์ซีสกรีนอย่างเข้มงวด ดูตั้งแต่ระยะเวลาของสัญญา (อย่างน้อยควรมีอายุ 3 ปี) , เงื่อนไขการปรับขึ้นค่าเช่า เป็นต้น
เทคนิคการตั้งคำถามเพื่อหาผู้ลงทุนที่มีศักยภาพ
 

 
การตั้งคำถามคือกระบวนการเก็บข้อมูลที่นำไปสู่การวิเคราะห์หาผู้ลงทุนที่เหมาะสมกับแบรนด์แฟรนไชส์ได้ ใช้รูปแบบจากการแปลงข้อมูลเชิงคุณภาพตั้งแต่ความรู้สึก ทัศนคติ น้ำเสียง นำมาแปลงเป็นคะแนนที่ชัดเจนได้ มีรูปแบบการตั้งคำถามที่เจ้าของแฟรนไชส์ควรรู้และนำไปใช้อย่างถูกต้อง คือ
 
1.ใช้เทคนิค STAR และคำถามเชิงพฤติกรรม
 
หลีกเลี่ยงคำถามปลายปิด (ใช่/ไม่ใช่) หรือคำถามชี้นำ เช่น คุณเป็นคนอดทนไหม? ซึ่งทุกคนจะตอบว่าใช่ แต่ให้ใช้ Behavioral Interview หรือการสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรม โดยใช้โครงสร้าง STAR เพื่อสืบจากอดีตและทัศนคติจริง
  • S - Situation : ให้ผู้สมัครเล่าสถานการณ์ที่เคยเจอ
  • T - Task : โจทย์หรือความท้าทายในตอนนั้นคืออะไร
  • A - Action : เขาลงมือแก้ปัญหาอย่างไร (ตรงนี้จะเห็นทักษะและทัศนคติ)
  • R - Result : ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร และเขาได้เรียนรู้อะไร
2.วิธีการตรวจสอบเพื่อยืนยันความถูกต้อง
 
คำตอบที่ได้จากผู้ต้องการลงทุนส่วนใหญ่มักสวยหรูเสมอแต่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเช่น Financial Proof ที่หากเป็นการลงทุนต้องใช้เงินทุนสูงอาจต้องขอดู Statement ย้อนหลัง 6 เดือน เพื่อยืนยันว่ามีเงิน และสภาพคล่องส่วนตัวเพียงพอสำหรับหมุนเวียนช่วงเริ่มต้น หรือในกรณีที่ผู้สมัครเคยมีธุรกิจเดิมอยู่แล้ว เช่น เปิดร้านกาแฟ หรือร้านค้าปลีกของตัวเอ อาจให้ทีมงานไปอุดหนุนในฐานะลูกค้า เพื่อดูว่ามีการบริหารจัดการร้านเดิมได้สะอาด เรียบร้อย และดูแลลูกน้องดีแค่ไหน
 
3.ขั้นตอนการประเมินและสรุปคะแนนในภาพรวม (Calibration)
 
เพื่อให้คะแนนใน Scorecard ออกมาแม่นยำที่สุด ไม่ควรประเมินคนเดียวแต่ควรใช้ระบบ Multi-Rater ได้แก่
  • ให้คะแนนแยกฝั่ง (Independent Scoring) เช่น หลังสัมภาษณ์เสร็จ ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายแฟรนไชส์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (Operations) แยกกันให้คะแนนใน Scorecard ของตัวเองก่อน
  • ตรวจทานคะแนนอย่างรอบคอบ โดยนำคะแนนมาดูร่วมกันหากข้อไหนคะแนนต่างกันเกิน 2 คะแนน ควรมาพิจารณาร่วมกันว่าเหตุผลที่ให้คะแนนต่างกันเพราะอะไรเพื่อหาข้อสรุปที่เป็นกลางมากที่สุด
วิธีการแปลงคะแนนเพื่อตรวจสอบว่าเหมาะสมกับแบรนด์แค่ไหน 
 

การนำระบบ Traffic Light System (ระบบสัญญาณไฟจราจร) มาใช้สรุปผลจาก Franchisee Scorecard คือจุดที่เปลี่ยนจาก ตัวเลขธรรมดา ให้กลายเป็นการ ตัดสินใจทางธุรกิจที่เห็นชัดขึ้นแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ

1. Green Light (ผ่านการอนุมัติ) โดยมีคะแนนรวมเกินกว่า 80% ทั้งการเงิน , ทัศนคติ , เวลา , ทำเล , ทักษะ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด ไม่มีข้อใดต่ำกว่า 3 คะแนน นักลงทุนที่อยู่ในกลุ่มนี้มักตอบคำถามด้วยความมั่นใจแต่ถ่อมตัว มีหลักฐานทางการเงินชัดเจน เคลียร์เวลาลงร้านเองหรือมีโครงสร้างทีมบริหารที่แน่นหนา และเข้าใจคุณค่าของแบรนด์อย่างแท้จริง สำหรับแฟรนไชส์ซีถ้าเจอนักลงทุนในรูปแบบนี้แนะนำว่าควรรีบดำเนินการเซ็นสัญญาและมัดจำทำเลทันที เพราะคุณสมบัติดีแบบนี้มักเป็นที่ต้องการของคู่แข่งเช่นกัน
 
2. Yellow Light (อนุมัติแบบมีเงื่อนไข) คือกลุ่มที่จะปฏิเสธก็เสียดาย อาจมีคะแนนขั้นต่ำ 60-70% ในภาพรวมอาจดูดี ทัศนคติผ่าน เงินทุนพร้อม แต่อาจมีบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน เช่นทำเลยังไม่เหมาะ อาจจะเลือกอนุมัติสิทธิ์แฟรนไชส์แต่ต้องหาทำเลเปิดร้านใหม่ โดยให้ทีมพัฒนาธุรกิจ (BD) ของแฟรนไชส์ลงไปช่วยหาทำเลใหม่ที่เสี่ยงน้อยกว่าภายใน 30 วัน หากหาทำเลใหม่ที่ได้มาตรฐานไม่ได้ สัญญาจะเป็นโมฆะ
 
3. Red Light (ไม่อนุมัติแฟรนไชส์) คือกลุ่มที่คะแนนรวมต่ำกว่าเกณฑ์ แม้จะมีคะแนนเต็มในบางข้อเช่นมีเงินทุนพร้อม แต่ถ้าเกณฑ์ที่เหลือไม่ผ่านก็แนะนำว่าให้ปฏิเสธอย่างสุภาพเช่น ขอบคุณในความมุ่งมั่นที่เลือกให้ความสนใจและสละเวลามาให้สัมภาษณ์ก่อนลงทุน จากนั้นค่อยๆ อธิบายสาเหตุที่ไม่ผ่านเงื่อนไข และควรทิ้งท้ายด้วยประโยคที่เปิดประตูสู่อนาคตหากเขาปรับเปลี่ยนให้เข้าเงื่อนไขที่วางไว้ได้ในอนาคต
 
แฟรนไชส์แบรนด์ดังในไทยที่ใช้ Franchisee Scorecard
 

ภาพจาก ซูกิชิ

ในประเทศไทย แบรนด์แฟรนไชส์ขนาดใหญ่และแบรนด์ที่ได้รับ มาตรฐาน DBD Franchise Standard ล้วนนำแนวคิดและระบบการประเมินแบบ Franchisee Scorecard มาใช้ในการคัดเลือกอย่างเข้มงวด เพราะแบรนด์เหล่านี้ตระหนักดีว่า การเลือกคนผิดจะสร้างมูลค่าความเสียหายมากกว่าการไม่ได้ขายแฟรนไชส์

ยกตัวอย่างซูกิชิ อินเตอร์กรุ๊ป ใน Franchisee Scorecard ได้ให้น้ำหนักกับ ประสบการณ์บริหารธุรกิจหรือการจัดการร้านอาหาร และ ความพร้อมด้านโครงสร้างเงินทุน สูงมาก เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ร่วมลงทุนมีความเข้าใจในเรื่องต้นทุนวัตถุดิบดิบ (Food Cost) สต็อกสินค้า และระบบบริหารจัดการคน
 
 
หรืออย่าง Café Amazon ที่มีคนสนใจสมัครทำแฟรนไชส์เยอะมาก จึงมีการจัดทำ Franchisee Scorecard อย่างเข้มงวดถ้าผู้สนใจลงทุนแม้ว่าจะมีเงินทุนพร้อม แต่ถ้าคุณสมบัติด้าน เวลาและการลงพื้นที่ควบคุมร้าน ไม่ผ่านเกณฑ์ หรือไม่มีแผนรองรับกรณีฉุกเฉินที่ดีพอ ก็มีส่วนทำให้ไม่ได้รับการพิจารณาลงทุนเช่นกัน
 
ทั้งนี้ประโยชน์ของการใช้ Franchisee Scorecard คือการคัดกรองผู้สนใจลงทุนได้อย่างเป็นธรรมและมีมาตรฐาน ตัดปัญหาเรื่องความรู้สึกส่วนตัวออกไป ช่วยลดอัตราการล้มเหลวของสาขา เพราะแฟรนไชส์ซีที่ผ่านเกณฑ์ Scorecard สูงๆ มีแนวโน้มที่จะบริหารร้านรอดและเติบโตได้มากกว่า และยังเป็นการปกป้องภาพลักษณ์ของแบรนด์ป้องกันการรับคนที่ทัศนคติไม่ตรงกันเข้ามา ซึ่งอาจสร้างปัญหาขัดแย้งทางกฎหมายหรือทำลายชื่อเสียงแบรนด์ในอนาคต
 
อ้างอิง :
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 แฟรนไชส์ขายดีทุกวัน คนซื้อซ้ำสูง! ลูกค้ากลับมา..
508
Panera Bread โมเดล “ค่ากาแฟแบบรายเดือน” ยอดขาย 2..
455
93 แฟรนไชส์ ร่วม “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ ..
447
เปิดสูตรลับเจ้าของแฟรนไชส์! เงินก้อนจากค่าแรกเข้..
428
Lelecha รายได้ 4,000 ล้าน! ยังขาดทุน แก้ปัญหาด้ว..
410
แฟรนไชส์การศึกษาโกลเด้นเบรน All Students, One St..
392
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด