บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    การเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์    ความรู้ทั่วไประบบแฟรนไชส์
422
4 นาที
25 มิถุนายน 2569
Predictive Analytics เลือกทำเลเปิดร้าน วิเคราะห์ก่อนทำ ทุนไม่หาย กำไรไม่หด
 

ความสำคัญของทำเลต่อการทำธุรกิจแฟรนไชส์มีผลในระดับที่เรียกว่าเป็นดัชนีชี้วัดการอยู่รอดของธุรกิจ ในวงการค้าปลีกและแฟรนไชส์ระดับสากลมีคำกล่าวคลาสสิกที่ว่า "Location, Location, Location" 
 
เพราะนี่คือองค์ประกอบเดียวของธุรกิจที่เมื่อเลือกและเซ็นสัญญาไปแล้ว เราจะแก้ไขไม่ได้เลย หากเป็นรสชาติอาหารไม่ดี ยังปรับสูตรได้ หากบริการแย่ 
 
ยังเทรนพนักงานใหม่ได้ แต่ถ้าทำเลผิดพลาด เราจะไม่สามารถย้ายตึกหรือดึงคนให้เดินเปลี่ยนเส้นทางมาหาร้านได้ง่ายๆ
 
ทั้งนี้ถ้าลองไปดูตัวเลขจะยิ่งเห็นชัดว่าทำเลมีผลต่อการกำหนดชะตายอดขายได้มากแค่ไหน
  • 70% ของความล้มเหลวเริ่มมาจากทำเล หลายสาขาแฟรนไชส์ที่ต้องปิดตัวภายใน 1-2 ปีแรก มีสาเหตุจากการเลือกทำเลที่ผิดพลาด ไม่ใช่เกิดจากสินค้าหรือว่าแบรนด์ไม่ดี
  • ทำเลมีอิทธิพลต่อยอดขายสูงกว่า 50-60% โดยเฉพาะในแฟรนไชส์พวกฟาสต์ฟู้ด (QSR) หรือแฟรนไชส์ร้านเครื่องดื่ม ข้อมูลระบุว่าทำเลมีผลโดยตรงต่อยอดขาย ส่วนที่เหลือในการสร้างยอดขายเป็นเรื่องรองลงมาทั้ง รสชาติ การตลาด และบริการ
  • กฎ 3 นาที เป็นข้อมูลสถิติพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ระบุว่า สำหรับสินค้ากลุ่ม Impulse Buying หรือการซื้อตามอารมณ์/ความสะดวก เช่น ชานมไข่มุก หรือขนมทานเล่น หากลูกค้าต้องใช้เวลาเดินแยกออกนอกเส้นทางเดิมเกิน 3 นาที หรือประมาณ 200-300 เมตร โอกาสที่จะเปลี่ยนใจไม่ซื้อจะพุ่งสูงขึ้นถึง 70%
ทำไม “ทำเล” ถึงส่งผลต่อ “แฟรนไชส์” มากกว่าธุรกิจทั่วไป
 

ไม่ว่าจะทำธุรกิจใดเรื่องทำเลก็มีผลโดยตรง แต่ถ้าวิเคราะห์ลึกลงไปธุรกิจที่เป็นสาขาเดี่ยว อาจจะค่อยๆ สร้างฐานลูกค้าแบบ Word-of-Mouth หรือดึงคนให้ตั้งใจเดินทางมาหาได้ แต่สำหรับระบบแฟรนไชส์ ทำเลมีความสำคัญยิ่งกว่านั้น
 
1.ยิ่งลูกค้าคุ้นเคยหรือรู้จักแฟรนไชส์ยิ่งตัดสินใจซื้อง่าย หลายครั้งที่เหตุผลในการตัดสินใจเลือกซื้อแฟรนไชส์เกิดจากความมั่นใจใน Brand Awareness เมื่อแฟรนไชส์สร้างภาพจำให้กับลูกค้าได้ทั่ว 
 
ในทางจิตวิทยาลูกค้าจะรับรู้ได้อัตโนมัติว่าแฟรนไชส์นี้รสชาติเป็นแบบนี้ ราคาเท่านี้ คุณภาพดีแค่ไหน ที่นี้ก็เป็นหน้าที่ในการหาทำเลเพื่อไปดักรอลูกค้าที่เดินอยู่ในเส้นทางเป็นประจำ เพื่อเปลี่ยนความคุ้นเคยที่ลูกค้าจดจำให้กลายเป็นการซื้อจริง หากแฟรนไชส์ขยายสาขาไปในจุดที่ถูกต้อง ลูกค้าที่จะมาซื้อแทบไม่ต้องคิดและเดินเลี้ยวเข้าร้านได้เลย
 
2.ป้องกันไม่ให้แบรนด์คู่แข่งมาแย่งส่วนแบ่งการตลาด ในกรณีที่แฟรนไชส์มีชื่อเสียงแต่เลือกทำเลในจุดที่มองเห็นยาก หรือลูกค้าเข้าถึงลำบาก จะเกิดคำศัพท์ทางการตลาดที่เรียกว่า “Friction” หรือแรงเสียดทานในการซื้อ 
 
เนื่องจากแฟรนไชส์ส่วนมากขับเคลื่อนยอดขายด้วยการตัดสินใจซื้อแบบเฉียบพลัน (Impulse Buying) เช่นเดินผ่านร้านแล้วคุ้นเคย จะแวะในทันที แต่ถ้าร้านไปหลบอยู่ในมุมที่ไม่ผ่านสายตา แม้ลูกค้ารู้ว่าร้านตั้งอยู่ที่ไหน แต่ต่อให้อยากกินแค่ไหน ความขี้เกียจก็เอาชนะความต้องการได้เช่นกัน ผลของเรื่องนี้ยังเป็นการเปิดช่องให้แบรนด์ที่เป็นคู่แข่งมีโอกาสเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้นด้วย
 
3.ยิ่งทำเลเข้าถึงง่าย โอกาสปิดการขายก็มากขึ้น ปัจจุบันความเร่งรีบของลูกค้าคือพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับยอดขายเช่นกัน โมเดลของระบบแฟรนไชส์ยุคใหม่เน้นในเรื่องของปริมาณลูกค้าและการทำซ้ำอย่างรวดเร็ว เพื่อให้มียอดขายมากขึ้น ยิ่งทำเลเข้าถึงง่ายมากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสขายได้มากขึ้น 
 
เช่น ลูกค้าต้องมองเห็นป้ายร้านและหน้าร้านล่วงหน้าได้อย่างน้อย 5-10 วินาที ก่อนจะขับรถหรือเดินถึงจุดนั้น เพื่อให้สมองมีเวลาประมวลผลและตัดสินใจเลี้ยวเข้า หรือหากเป็นทำเลริมถนน และจะเปิดแฟรนไชส์ร้านกาแฟ / อาหารเช้า ร้านจะต้องอยู่ฝั่ง ขาเข้า ในตอนเช้า เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตที่สัญจรผ่าน เป็นต้น
 
Predictive Analytics โมเดลเลือกทำเลก่อนขยายแฟรนไชส์
 

ทั้งนี้การเลือกทำเลที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การนับจำนวนคนเดินผ่าน หลายแบรนด์แฟรนไชส์จึงเลือกใช้ Predictive Analytics (การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์) โดยนำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และโมเดลสถิติมาช่วยตอบคำถามสำคัญก่อนเลือกทำเล ซึ่งผู้มีประสบการณ์ในแวดวงแฟรนไชส์ให้ความเห็นว่า การนำ Predictive Analytics มาใช้ต้องวิเคราะห์ให้ครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่
 
1.ข้อมูลประชากรศาสตร์และพฤติกรรม (Demographics & Psychographics)
 
เป็นการวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ในรัศมี 1-3 กม. ซึ่งถือเป็นด่านแรกของโมเดล Predictive Analytics ที่ไม่ใช่แค่การดูจากรายงานสำมะโนประชากรแต่ต้องเป็น Dynamic Data หรือข้อมูลที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวา ที่จะแสดงให้เห็นว่าคนในพื้นที่นั้นมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็มีความหนาแน่นและพฤติกรรมการเดินทางต่างกันสิ้นเชิง เช่น
  • รัศมี 1 กิโลเมตร สำหรับพื้นที่เมืองหนาแน่นสูง (CBD) เช่น สยาม สุขุมวิท หรือย่านออฟฟิศใจกลางเมือง พฤติกรรมคือ ใช้การเดินเท้าเป็นหลัก (Walking Distance ไม่เกิน 10-15 นาที) อาจเดินลงจากรถไฟฟ้าไปที่ทำงาน หรือมาจากคอนโดเพื่อไปทำงาน เป็นต้น และคนกลุ่มนี้เป็นผู้ทำรายได้หลักให้ร้านค้าสูงถึง 60–70% ของยอดขายทั้งหมด
  • รัศมี 3 กิโลเมตร สำหรับพื้นที่ชานเมือง หรือต่างจังหวัด กลุ่มนี้ครอบคลุมลูกค้าที่เดินทางด้วยรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ (Driving Distance ไม่เกิน 10 นาที) ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มที่สร้างยอดขายประเภทซื้อกลับบ้าน (Takeaway) หรือเดลิเวอรี
และเมื่อนำข้อมูล Foot Traffic มารวมกับข้อมูล รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน และ ราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์/ค่าเช่าคอนโด ในรัศมีนั้น โมเดลจะสามารถคำนวณ กำลังซื้อที่แท้จริง (Disposable Income) ของคนในพื้นที่ได้แม่นยำ 
 
ยกตัวอย่างแบรนด์แฟรนไชส์พรีเมี่ยม ใช้ Predictive Analytics โดยตั้งเงื่อนไขว่า ในรัศมี 1.5 กิโลเมตร จะต้องมีสัดส่วนประชากรกลุ่มที่มีรายได้ระดับบน (Tier 1-2) ไม่ต่ำกว่า 35% ของประชากรทั้งหมดในพื้นที่นั้น ถึงจะยอมอนุมัติให้เปิดสาขาแฟรนไชส์
 
2. ข้อมูลการแข่งขันทางธุรกิจ (Competitive Landscape)
 

เป็นวิธีป้องกันความเสี่ยงในการขยายสาขาได้ดีที่สุด เพราะการรู้แค่ว่าเป้าหมายคือใคร (Demographics) อาจยังไม่พอ ยังต้องรู้จักข้อมูลของคู่แข่งในพื้นที่ด้วย โดยจะคำนวณใน 3 ส่วนสำคัญคือ
 
พิกัดคู่แข่งและการวัดดัชนีความอิ่มตัว (Market Saturation Index) ไม่ได้นับแค่ว่ามีคู่แข่งกี่ราย แต่จะคำนวณ ดัชนีความอิ่มตัวของตลาดเพื่อหาว่าพื้นที่นี้ยังมีช่องว่างให้ทำเงินหรือไม่  
 
วิธีการคำนวณคือ นำ "กำลังซื้อรวมในพื้นที่" มาหารด้วย "จำนวนร้านค้าคู่แข่งทั้งหมดบวกกับร้านของเราที่จะเปิดใหม่" ยกตัวอย่าง แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ 
 
โมเดลจะล็อกค่าสถิติไว้ว่า ค่า MSI ต้องไม่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เช่น เกณฑ์ของธุรกิจร้านกาแฟในย่านออฟฟิศคือ ประชากรแฝง 1,500 คน ต่อ 1 ร้านกาแฟ 
 
หากระบบคำนวณแล้วพบว่าย่านนั้นมีร้านกาแฟอยู่แล้ว 10 ร้าน แต่มีประชากรแค่ 10,000 คน สัดส่วนคือ 1,000 คน ต่อ 1 ร้าน โมเดลจะ เตือนทันทีว่าตลาดเข้าสู่ภาวะ Over-saturated หรืออิ่มตัวเกินไปแล้ว การเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งจะมีต้นทุนการตลาดที่สูงมากและได้ไม่คุ้มเสีย
 
ความน่าจะเป็นในการซื้อร่วม (Cross-Shopping Probability) เป็นการหาทำเลที่มองหาคู่ค้าทางอ้อมไปพร้อมกันหรือมองหาธุรกิจที่ไม่ใช่คู่แข่งแต่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกันเพื่อทำให้เกิด Cross-Shopping Probability 
 
ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มธุรกิจเวลเนสเมื่อลูกค้าที่มาออกกำลังกายที่ฟิตเนสมีโอกาสถึง 42% ที่จะซื้อเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหรืออาหารโปรตีนสูงในรัศมี 500 เมตรรอบฟิตเนสทันทีหลังออกกำลังกายเสร็จ ซึ่งทำเลที่มีธุรกิจหนุนนำเหล่านี้ตั้งอยู่หนาแน่น ถือว่ามีคนช่วยดึงกลุ่มเป้าหมายมาให้ถึงที่ โดยที่แฟรนไชส์ไม่ต้องออกแรงโปรโมตเองทั้งหมด
 
อัตราการกัดเซาะยอดขาย (Erosion Rate) หนึ่งในความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จและมี การเปิดสาขาใหม่ใกล้สาขาเดิมอาจจะทำยอดขายได้ดี แต่อาจไปดึงลูกค้ามาจากสาขาเดิมจนทำให้ภาพรวมกำไรลดลง
 
โมเดล Predictive Analytics จะคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เรียกว่า "Erosion Rate" จากสูตร
 

Erosion Rate=ยอดขายที่ลดลงของสาขาเดิม/ยอดขายทั้งหมดของสาขาใหม่ x 100
 
เช่น McDonald's, Subway ค่า Erosion Rate จะไม่เกิน 10% ถึง 15% ยกตัวอย่างหากเปิดสาขาใหม่ แล้วทำยอดขายได้ 1,000,000 บาทต่อเดือน แต่ไปดึงยอดขายจากสาขาเดิม ให้ลดลงไป 100,000 บาทต่อเดือน 
 
แบบนี้คิดเป็น Erosion Rate = 10% ซึ่งระบบจะถือว่า ผ่าน อนุมัติให้เปิดได้ เพราะภาพรวมของแบรนด์ยังได้ยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้นมาอีก 900,000 บาท และยังเป็นการช่วยกันสกัดไม่ให้คู่แข่งเข้ามาเสียบในพื้นที่นั้นด้วย แต่หากอัตรานี้พุ่งสูงเกิน 25-30% โมเดลจะไม่แนะนำให้เปิดสาขาแฟรนไชส์ในพื้นที่นั้น
 
3.วิเคราะห์ยอดขายในอนาคต (Sales Forecasting Model) ระบบ Predictive Analytics ไม่ได้แค่คำนวณว่าจะขายได้เท่าไหร่แต่จะคำนวณหา กำไรสุทธิ (Net Profit) และ "ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนซึ่งจะข้อมูลในส่วนของค่าเช่า , ค่าแรง มาผนวกรวมกันด้วย
 
การคำนวณอัตราส่วนค่าเช่าต่อยอดขาย (Rent-to-Sales Ratio) โมเดลจะตั้งเกณฑ์มาตรฐานไว้ว่า สำหรับธุรกิจแฟรนไชส์แต่ละประเภท ค่าเช่าที่เหมาะสมต้องไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขายที่คาดการณ์ไว้ โดยทั่วไปเกณฑ์มาตรฐานจะอยู่ที่ 10–15% ของยอดขายรวม เช่นถ้าทำเลเกรด A ในห้างสรรพสินค้า มีค่าเช่า 150,000 บาทต่อเดือน
 
โมเดลจะคำนวณทันทีว่า สาขานี้ต้องทำยอดขายให้ได้ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาทต่อเดือน ค่าเช่านี้ถึงจะปลอดภัย แต่ถ้าโมเดลทำนายยอดขาย (Sales Forecast) จากกลุ่มประชากรแล้วพบว่า ทำเลนี้จะสร้างยอดขายได้จริงแค่วันละ 20,000 บาท หรือ 600,000 บาทต่อเดือน จะทำให้ Rent-to-Sales Ratio พุ่งสูงถึง 25% โมเดลจะเตือนทันทีว่า ทำเลนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะขาดทุนเพราะค่าเช่าแพงเกินศักยภาพทำเล
 
การคำนวณค่าแรง (Labor Cost) เป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกทำเลเช่นกัน ระบบ Predictive Analytics จะไม่คิดค่าแรงแบบเหมาจ่ายเท่ากันทุกวัน แต่จะนำสถิติจำนวนคนเข้าร้านรายชั่วโมงมาคำนวณ เช่น ช่วงเวลาพีค 11.30 - 13.30 อาจต้องใช้พนักงาน 5 คน แต่ช่วงบ่าย 14.00 - 16.00 น. ใช้พนักงานแค่ 2 คน 
 
ในธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและบริการ สัดส่วนค่าแรงที่ยอมรับได้มักจะอยู่ที่ 15–25% ของยอดขาย โมเดลจะนำตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำหรืออัตราจ้างในพื้นที่นั้นๆ (เช่น ค่าแรงในกรุงเทพฯ เทียบกับต่างจังหวัด) มาคำนวณร่วมกับยอดขายพยากรณ์ เพื่อดูว่าสาขานี้จะมีอัตรากำไรขั้นต้นเหลือกี่เปอร์เซ็นต์
 
ทั้งนี้เมื่อนำตัวแปรทั้งหมดมาวิเคราะห์เจ้าของแฟรนไชส์จะได้ผลลัพธ์สำคัญ 3 ข้อ ก่อนตัดสินใจลงทุนคือ
  • Break-Even Point (จุดคุ้มทุนรายเดือน) รู้ทันทีว่าในแต่ละเดือน ร้านต้องขายของให้ได้กี่ชิ้น หรือเป็นเงินกี่บาท ถึงจะครอบคลุมค่าเช่าและค่าแรงในทำเลนั้นๆ
  • Profitability Margin (อัตรากำไรสุทธิ) โมเดลจะเปรียบเทียบให้เห็นว่า ระหว่าง ทำเลเกรด A ค่าเช่าแพง ยอดขายสูงกับ ทำเลเกรด B ค่าเช่าถูก ยอดขายปานกลาง ทำเลไหนจะเหลือกำไรสุทธิให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์มากกว่ากัน
  • Payback Period (ระยะเวลาคืนทุน) ระบบจะคำนวณจากงบลงทุนก้อนแรก เช่นค่าตกแต่งร้าน + ค่าแฟรนไชส์ฟี หารด้วยกำไรสุทธิที่คาดว่าจะได้ในแต่ละเดือน ออกมาเป็นตัวเลขว่าทำเลนี้จะคืนทุนภายในกี่ปี
วิธีการนำ Predictive Analytics มาใช้กับแฟรนไชส์!
 

Predictive Analytics ไม่ใช่โปรแกรมสำเร็จรูป เป็นเพียงคำศัพท์ที่ใช้เรียกกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล ถ้าคนทำแฟรนไชส์ต้องการใช้กระบวนการนี้ส่วนใหญ่ใช้วิธีจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน Location Intelligence หรือ Data Analytics โดยเจ้าของแฟรนไชส์ต้องนำข้อมูล เช่น ยอดขายของสาขาต่างๆ พิกัดร้านเดิม ประวัติลูกค้า ฯลฯ 
 
จากนั้นบริษัทจะนำดาต้าของเราไปผสมกับ Big Data ที่มีอยู่แล้ว เช่น ข้อมูลสัญญาณมือถือ ข้อมูลผังเมือง รายได้ประชากร แล้วรันโมเดลประมวลผลออกมาเป็นแดชบอร์ดให้เรามองเห็นศักยภาพของทำเลนั้นๆได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการหลายรายเช่น GIS Company หรือแพลตฟอร์มระดับโลกก็เช่น Carto, Esri (ArcGIS), Buxton เป็นต้น
 
หรืออีกวิธีที่เหมาะกับแฟรนไชส์ขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณสูงมีแผนขยายสาขามากๆอาจซื้อซอฟต์แวร์ระบบ GIS มาสร้างโมเดลเอง แต่ถ้าเป็นกลุ่มแฟรนไชส์เริ่มต้นหรือSMEs อาจเลือกใช้บริการจากสตาร์ทอัปหรือบริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์ทำเลสำเร็จรูปให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กเช่าใช้เป็นรายเดือน 
 
ในระบบก็จะมีฟังก์ชันให้เลือกปักหมุดทำเลที่สนใจ และระบบจะดึงดาต้าสถิติประชากร คำนวณตัวเลขที่ควรรู้ต่างๆ ออกมาเป็นรีพอร์ตประกอบการตัดสินใจในการเลือกขยายสาขาบนทำเลนั้นๆ ต่อไป
 
แม้จะดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก แต่การวิเคราะห์ตัวเลขอย่างแม่นยำช่วยให้เรามองเห็นทิศทางของการขยายสาขาแฟรนไชส์ได้ชัดขึ้น อาจเริ่มต้นแบบวุ่นวายแต่จะเป็นผลดีในระยะยาวที่เพิ่มโอกาสลงทุนแบบลดความเสี่ยง เพราะใช้การคำนวณที่ครอบคลุมในทุกมิติมาเป็นเกณฑ์พิจารณา
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 แฟรนไชส์ขายดีทุกวัน คนซื้อซ้ำสูง! ลูกค้ากลับมา..
540
Panera Bread โมเดล “ค่ากาแฟแบบรายเดือน” ยอดขาย 2..
489
เปิดสูตรลับเจ้าของแฟรนไชส์! เงินก้อนจากค่าแรกเข้..
462
93 แฟรนไชส์ ร่วม “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ ..
462
Lelecha รายได้ 4,000 ล้าน! ยังขาดทุน แก้ปัญหาด้ว..
433
แฟรนไชส์การศึกษาโกลเด้นเบรน All Students, One St..
410
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด