บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
259
3 นาที
13 สิงหาคม 2569
Indomie มาม่าขายดีในแอฟริกา 4,500 ล้านซอง/ปี! เบอร์ 1 ของทวีป
 

ในเมืองไทยถ้าพูดถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปส่วนใหญ่จะนึกถึง มาม่า , ไวไว , ยำยำ แต่ถ้าเอาคำที่ฮิตติดตลาดมากที่สุดก็คงจะเรียกว่า มาม่า ที่หมายความรวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอื่นๆด้วย 

ซึ่งในทวีปแอฟริกาก็มีคำฮิตติดปากเหมือนกันคือ Indomie ที่เป็นสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ต่างจากในเมืองไทย แต่ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือแนวคิด และการทำตลาด เพราะการเจาะตลาดแอฟริกาคือความท้าทายชนิดที่หลายแบรนด์ไม่กล้าเสี่ยงไปลงทุน แต่ Indomie บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากอินโดนีเซียกลับมีแนวคิดที่แตกต่าง และผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์ที่กล้าได้กล้าเสีย ทุกวันนี้ Indomie ครองตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในทวีแอฟฟริกาได้กว่า 70% 
 
สินค้าเจาะตลาดแอฟริกายากเพราะอะไร?
 

การที่แบรนด์สินค้าตัดสินใจเข้าไปเปิดตลาดในทวีปแอฟริกาคือเส้นทางที่เรียกว่าท้าทายมาก แม้ในภาพรวมทวีปนี้จะมีประชากรรวมกันกว่า 1.4 พันล้านคนและเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก แต่ก็มีความซับซ้อนกว่าภูมิภาคอื่นอย่างมาก ได้แก่

1.ระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พัฒนา ตัวเลขน่าสนใจระบุว่าาขนส่งในแอฟริกาเฉลี่ยสูงถึง 1.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลเมตรต่อตู้คอนเทนเนอร์ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น รวมถึงถนนที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองใหญ่หรือระหว่างประเทศก็ยังไม่ดีพอการกระจายสินค้าจึงทำได้ยาก แถมหลายประเทศยังเจอปัญหาไฟดับบ่อยครั้งการผลิตสินค้าจึงมีต้นทุนแฝงที่สูงมาก

2.รูปแบบตลาดยังเป็นค้าปลีกแบบดั้งเดิม การเจาะตลาดในหลายประเทศส่วนใหญ่จะเน้นการเข้าห้างสรรพสินค้า (Modern Trade) แต่ในแอฟริกา ยอดขายกว่า 80-90% เกิดขึ้นใน ตลาดค้าปลีกแบบดั้งเดิม เช่นร้านโชห่วยริมทาง , หาบเร่/แผงลอย หรือตลาดสด แบรนด์ต่างชาติจึงไม่สามารถใช้ดีลเลอร์เพียงรายเดียวแต่ต้องมีเครือข่ายในการกระจายสินค้าสู่ร้านค้าปลีกระดับชุมชนด้วย
 

3.ตลาดมีความหลากหลายสูงมาก ทวีปแอฟริกาประกอบด้วย 54 ประเทศ มีความต่างด้านภาษาและวัฒนธรรมสูงมาก มีภาษารวมกันมากกว่า 2,000 ภาษา ไม่นับรวมวัฒนธรรมการกิน การอยู่ รสนิยมที่ต่างกันสิ้นเชิงในแต่ละภูมิภาค แม้จะมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีทวีปแอฟริกา (AfCFTA) แต่ในทางปฏิบัติ กฎระเบียบศุลกากร อัตราภาษีนำเข้า และขั้นตอนทางกฎหมายของแต่ละประเทศยังคงแตกต่างและซับซ้อนมาก การขยายจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งจึงต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่เกือบทั้งหมด

4.กำลังซื้อผันผวนและปัญหาค่าเงิน หลายประเทศเจอปัญหาเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อนแอ ในบางช่วงเวลา ธุรกิจต่างชาติที่เข้าไปค้าขายและมีกำไรเป็นเงินท้องถิ่น จะประสบปัญหา แลกเงินดอลลาร์กลับประเทศไม่ได้ เพราะธนาคารกลางในประเทศนั้น ๆ ขาดแคลนเงินสำรองระหว่างประเทศ

5.ความอ่อนไหวเรื่องราคา แม้ประชากรจะเยอะมาก แต่รายได้ต่อหัวของประชากรส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำ สินค้าที่จะขายได้ในแอฟริกาจึงต้องเป็นสินค้าที่ ราคาถูกและคุ้มค่าที่สุด สินค้าจึงต้องปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลงเพื่อให้ขายในราคาต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการทำราคาให้ต่ำขนาดนี้แต่ยังคงต้องรักษาอัตรากำไรไว้ได้ ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดสำหรับผู้ผลิตรายใหม่
 
Indomie เจาะตลาดแอฟริกา! ก้าวสู่เบอร์ 1 ของทวีป
 

Indomie เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1972 ที่อินโดนีเซีย โดยบริษัท Sanmaru Food Manufacturing ก่อนที่กลุ่ม Salim Group ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารของอินโดนีเซีย หรือยี่ห้อ Indofood ในปัจจุบันจะเข้าซื้อกิจการในเวลาต่อมา โดยคำว่า Indomie เกิดจาก 2 คำง่าย รวมกันคือ Indo = Indonesia และ Mie = บะหมี่ (ในภาษาอินโดนีเซีย) รสชาติแรกที่เปิดตัวคือ รสไก่ (Chicken flavor) แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์นี้เป็นที่รู้จักคือการเปิดตัวรสชาติ "Mi Goreng" ในปี 1982 ซึ่งกลายเป็นรสชาติยอดนิยมและเป็นสินค้าส่งออกหลักไปทั่วโลก
 
การเจาะตลาดเข้าสู่แอฟริกาของ Indomie เกิดขึ้นในปี 1988 โดยเริ่มที่ไนจีเรียเป็นที่แรก ผ่านการร่วมทุนระหว่าง Indofood และกลุ่มบริษัท Tolaram Group ซึ่งเป็นกลุ่มทุนของสิงคโปร์ที่มีประสบการณ์ในแอฟริกา โดยใช้กลยุทธ์ที่น่าสนใจ คือ

1.เน้นการทำสินค้าให้เป็น Local Production เพราะในช่วง 7 ปีแรก (1988-1995) Indomie ใช้วิธีนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซียมาขาย ซึ่งทำให้เจอปัญหาภาษีและค่าขนส่งที่แพงมาก การแก้ปัญหาคือตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตเองในไนจีเรียภายใต้ชื่อ Dufil Prima Foods ซึ่งช่วยตัดต้นทุนค่าขนส่งและภาษีได้มาก ทำให้ราคาสินค้าลดลงมาอยู่ในระดับที่คนท้องถิ่นจับต้องได้
 
2.สร้างตลาดใหม่จากศูนย์ ก่อนที่คนในแอฟริกาจะรู้จัก Indomie อาหารส่วนใหญ่คือคาร์บาไฮเดรตจากพืชหัวเช่นคาสซาวา (มันสำปะหลัง) หรือข้าว และไม่ยอมรับในรูปร่างของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ดูยาวๆเหลืองๆ การแก้ปัญหาของ Indomie จึงเน้นโฆษณาให้เห็นถึงวิธีกินและประโยชน์เช่นราคาถูก อิ่มง่าย สะดวก นอกจากนี้ยังจัดแคมเปญ โดยนำสินค้าเข้าไปตามชุมชน / โรงเรียน เพื่อต้มบะหมี่ให้ดูและให้เด็กๆ ได้ชิมฟรี อันเป็นการสร้างฐานลูกค้าที่เริ่มจากศูนย์

3.สร้างระบบขนส่งเอง จากปัญหาด้านการขนส่งที่เป็นอุปสรรคมาก วิธีแก้ปัญหาคือการตัดสินใจสร้างบริษัทโลจิสติกส์ขึ้นมาเอง เพื่อกระจายสินค้าจากโรงงานส่งตรงสู่พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้กระจายสินค้าต่อสู่ร้านโชห่วยที่มีจำนวนมาก

4.กลยุทธ์ Micro-packaging วิธีการแก้ปัญหากำลังซื้อที่ผันผวนในแอฟริกาคือการแตกไลน์สินค้าให้เป็นซองขนาดเล็กมาก เช่นขนาด 70 กรัม เพื่อให้ตั้งราคาขายในราคาที่ถูกลงได้ ซึ่งเป็นราคาที่ลูกค้าในท้องถิ่นจ่ายไหว ทำให้สินค้ากลายเป็นขวัญใจของคนในท้องถิ่น รวมถึงการพัฒนาสูตรที่คนท้องถิ่นชอบ เช่น รสหัวหอม (Onion Flavor), รสไก่เผ็ด, และรสเนื้อแพะ (Goat Meat) เป็นต้น
 
ยอดขาย 4,500 ล้านซอง/ปี! มูลค่าตลาดรวม 3.6 หมื่นล้านบาท
 

มูลค่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไนจีเรียประเทศเดียวก็สูงเกินกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.5 - 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่ง Indomie มียอดขายกว่า 4,500 ล้านซอง/ปี กินส่วนแบ่งใหญ่ที่สุดในทวีป ซึ่งในยุคเฟื่องฟู Indomie เคยครองส่วนแบ่งตลาดสูงมากกว่า 75% แต่ในปัจจุบันที่มีคู่แข่งมากขึ้นส่วนแบ่งตลาดของ Indomie ลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60% แต่ก็ถือว่ายังทิ้งห่างคู่แข่งเยอะและจากความสำเร็จของ Indomie ทำให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศหันมาเปิดโรงงานบะหมี่แข่ง
 
จนปัจจุบันในไนจีเรียมีแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากกว่า 16 แบรนด์ โดยคู่แข่งที่น่าสนใจเช่น
  • Honeywell Noodles ที่เป็นแบรนด์สัญชาติไนจีเรียแท้ๆ เน้นสินค้าที่ถูกใจคนท้องถิ่น พัฒนาแพ็กเกจจิ้งใหม่อยู่เสมอ
  • Golden Penny Noodles มีโรงงานที่ผลิตแป้งได้เอง เน้นจุดขายเรื่องความคุ้มค่าและปริมาณต่อซองที่ให้เยอะ
  • Dangote Noodles แบรนด์บะหมี่ของ Aliko Dangote ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีในแอฟริกา
นอกจากนี้ยังมีพวกแบรนด์ท้องถิ่นรายย่อยอีกมากมาย เช่น Mimee, Chikki, Tummy Tummy และ Uno แบรนด์เหล่านี้เน้นกลยุทธ์เจาะตลาดภูมิภาค หรือเจาะกลุ่มลูกค้าที่กำลังซื้อมีน้อยด้วยการตัดราคาขายให้ถูกลงไปอีก
 

ภาพจาก www.facebook.com/Indomie
 
อย่างไรก็ดีแม้จะมีคู่แข่งมากมายที่พยายามตัดราคาหรือเพิ่มปริมาณ แต่เหตุผลที่ Indomie ยังเป็นเบอร์ 1 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือโชคช่วย แต่เกิดจาก ความอดทนในการสร้างตลาดมายาวนานและวิสัยทัศน์ที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ เพื่อเอาแบรนด์ตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งกับประเทศนั้นๆ

จนทำให้คนลูกค้าเติบโตมาโดยคิดว่า Indomie คือแบรนด์ของประเทศตัวเอง เรียกว่าเป็นการทำให้สินค้าซึมลึกลงไปในวิถีชีวิตของคนได้อย่างแนบเนียน เหมือนกับที่คนไทยเรียกผงซักฟอกว่าแฟ้บ เรียกบะหมี่ว่ามาม่า แนวคิดและวิธีทำธุรกิจแบบนี้ถ้า SMEs รายใดนำไปปรับใช้กับสินค้าตัวเองได้ ย่อมหมายถึงการเป็นเบอร์ 1 ในตลาดนั้นๆ ได้เช่นกัน
 
อ้างอิง :
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
766
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
539
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
364
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
359
อวสานสินค้าแบรนด์เนม ยอดขายดิ่ง 2.28 แสนล้านบาท ..
347
อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับวิสัยทัศน์เปลี่ยน LACO สู่..
347
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด