บทความทั้งหมด    บทความค้าขาย    การเริ่มต้นค้าขาย    การวางแผนค้าขาย
4.7K
2 นาที
23 มีนาคม 2559
Step by Step ข้อควรรู้ก่อนเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น!


 

การทำธุรกิจที่เกาะติดกระแสย่อมมีความเสี่ยงที่เมื่อความนิยมลดลงจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของผู้ลงทุนในทันที แต่กลับกันธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นที่เติบโตในเมืองไทยมายาวนานกว่า 30 ปี


และยิ่งเติบโตได้ดีมากขึ้นในช่วง 4-5 ปีหลังที่ผ่านมาแม้เป็นธุรกิจที่มาตามกระแสแต่ก็ยังติดลมบนได้ต่อเนื่องและดูท่าว่าจะดีและมีอนาคตอีกยาวไกล


www.ThaiFranchiseCenter.com จึงได้รวบรวมข้อมูลของการทำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นมานำเสนอแก่ท่านผู้อ่านเพื่อให้มองเห็นแนวทางของการทำธุรกิจที่น่าจะกลายเป็นอาชีพที่มั่นคงและสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

แต่กว่าจะเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นได้นั้นผู้ลงทุนควรศึกษาทุกรายละเอียดให้ดีเพราะนี่คือธุรกิจที่ใช้งบประมาณสูงเช่นกัน ดังนั้นอันดับแรกเรามาวิเคราะห์เรื่องการตลาดของธุรกิจนี้กันก่อนเลยดีกว่า

ทิศทางร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยยังเติบโตสดใสได้อีกมาก

ปัจจุบันมีร้านอาหารญี่ปุ่นให้บริการในเมืองไทยมากกว่า 1,000 แห่ง มากเป็นอันดับ 5 ของโลกรองจากสหรัฐฯ จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน และยังมีแนวโน้มที่จะโตอย่างต่อเนื่องได้ถึงปีละ 15 %

ปัจจัยที่สนับสนุนให้ตลาดดูมีอนาคตเพราะพื้นฐานของผู้บริโภคที่มั่นใจในความเป็น Health Food ยิ่งกระแสเรื่องนี้แรงเท่าไหร่ อาหารญี่ปุ่นก็ยิ่งขายดีมากเท่านั้น

และยิ่งมีการแข่งขันกันมากก็ทำให้ราคาถูกลงจนสามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ดีกว่าในอดีตยิ่งกว่านั้นรัฐบาลญี่ปุ่นเองยังสนับสนุนเรื่องนี้เต็มที่ด้วยการช่วยเหลือในด้านการลดภาษีวัตถุดิบต่างๆทำให้ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นและแฟรนไชส์ต่างๆมีกำไรได้มากขึ้น

   
และเมื่อทิศทางต่างๆดูมีอนาคตสดใสก็คงเป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนต้องเรียนรู้กันต่อไปว่าถ้าอยากเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นจะต้องเรียนรู้เรื่องอะไรกันบ้างเริ่มจาก

1.หาทำเลที่ตั้งอย่างเหมาะสม ตำแหน่งของร้านที่ดีควรอยู่ในบรรยากาศแบบสบายๆ ที่สำคัญต้องสามารถจอดรถได้ง่ายๆ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมาเป็นหมู่คณะ หรือมากันเป็นครอบครัว การอำนวยความสะดวกด้านต่างๆจึงสำคัญเป็นอย่างมาก

2. ราคาสินค้าและบริการต้องคุ้มค่าในความรู้สึกของผู้บริโภคนี่คือหัวใจของร้านอาหารทุกประเภท ผู้บริโภคที่ตัดสินใจเข้ามาในร้านย่อมมุ่งหวังในเรื่องบริการที่ประทับใจ กับราคาอาหารที่สมเหตุสมผล การตั้งราคาควรอิงหลักของความเป็นจริงและคุ้มค่ากับความรู้สึกเพื่อให้เป็นลูกค้าที่ดีต่อกันในอนาคต


3. ต้องรู้จักการตลาดที่ดีพอ นั่นคือการรู้จักใช้กลยุทธ์ลดแลกแจกแถม เพื่อดึงดูดใจลูกค้า เพื่อให้เกิดการบอกต่อกันไปแบบปากต่อปาก

4.อาหารญี่ปุ่นต้องมี Story ถือเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะการบอกเล่าที่มาของวัตถุดิบที่นำมาทำอาหารทำให้คนกินเกิดอารมณ์รับรู้ที่พิเศษกว่าการกินอาหารแบบธรรมดาแม้ราคาจะแตกต่างจากปกติไปบ้างเล็กน้อยก็ตาม

5.หาพ่อครัวฝีมือดีที่รู้จริงเกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่น  การจ้างพ่อครัวที่ชำนาญการด้านนี้ถือเป็นต้นทุนหลักแต่ก็เป็นหัวใจของธุรกิจเช่นกัน โดยส่วนมากจะใช้พ่อครัวที่เป็นญี่ปุ่นแท้หรือเรียนจากพ่อครัวญี่ปุ่นมาโดยตรง เนื่องจากกรรมวิธีในการทำอาหารญี่ปุ่นมีความละเอียดอ่อน ทุกขั้นตอนคือความใส่ใจที่มีผลต่อรสชาติ เพราะอาหารญี่ปุ่นแท้จริงมีหลากหลายไม่ได้มีแค่ซูชิหรือว่าซาซิมิเท่านั้น


สิ่งที่ควรมีในร้านเพื่อให้ได้บรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นแท้ๆ
  1. เคาน์เตอร์บาร์ ถ้าใครเคยไปญี่ปุ่นร้านอาหารแบบดั้งเดิมจะมีบาร์ไว้ให้เชฟยืนทำอาหารเป็นเสน่ห์ที่หลายคนมองว่าดีพอๆกับรสชาติของอาหารทีเดียว
  2. ตกแต่งแบบยกเซตจากญี่ปุ่น อุปกรณ์หลักๆก็เช่นธงญี่ปุ่น โคมไฟกระดาษ ผ้าใบเขียนลายพู่กันจีน นี่คืออุปกรณ์ตกแต่งแบบง่ายๆแต่ได้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นอย่างเต็มที่
  3. จัดสัดส่วนของร้านอย่างพอเหมาะ คือเน้นน้อยชิ้นเข้าไว้ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร ที่ใช้แค่ชุดเครื่องปรุงที่เป็นเซรามิค หรือโต๊ะที่นั่งที่ไม่ควรให้เบียดเสียดเกินไปทำให้ดูแล้วสบายตาจะดีกว่า
  4. ประตูและหน้าต่างแบบบานเลื่อน อาจจะดูเป็นเรื่องทำยากสักหน่อยแต่ถ้าเป็นร้านใหญ่ๆน่าจะทำได้ง่าย เพราะสิ่งที่ว่านี้บ่งบอกความเป็นญี่ปุ่นอย่างชัดเจนมาก
  5. เพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการจัดสวนแบบ “เซน” คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับธรรมชาติ ดังนั้นถ้าเป็นร้านอาหารควรมีมุมที่เป็นสวนสวยมีน้ำตก มีหินเล็กๆ มีทางเดิน เพื่อให้ดูเป็นวิถีธรรมชาติตามลักษณะของนิกายเซน



 
10 เมนูยอดฮิตของร้านอาหารญี่ปุ่นที่คนไทยคุ้นเคยกันดี
  1. ซูชิ มีทั้งแบบปั้น และทำเป็นโรล เป็นอาหารญี่ปุ่นที่บางครั้งไม่ต้องเข้าถึงร้านอาหารก็ยังหาทานได้ง่ายๆ มีหลายหน้าให้เลือกแล้วแต่ความชอบของผู้บริโภค
  2. เทมปุระ คือเอาอาหารทะเลหรือผักมาชุบแป้งแล้วทอด แล้วโรยเกลือก่อนเสิร์ฟเพื่อเพิ่มความกรอบให้มากยิ่งขึ้น
  3. ราเมน พัฒนามาจากอาหารแบบจีน คล้ายกับก๋วยเตี๋ยวเมืองไทยแต่มีสไตล์และรสชาติที่แตกต่างกัน
  4. แกงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่น มีส่วนประกอบหลักคือมันฝรั่ง แครอท หัวหอม และเนื้อ ต่างจากแกงกระหรี่อินเดียที่ใช้เนื้อไก่แทน
  5. พิซซ่าญี่ปุ่นหรือโอโคโนมิยากิ (Okonomiyaki) เป็นแพนเค้กที่ทำด้วยผักเนื้อและอาหารทะเล ราดด้วยซอสที่เป็นแบบเฉพาะ นิยมรับประทานเป็นของทานเล่นมากกว่า
  6. ข้าวปั้น (Onigiri) จะทำจากข้าวที่ค่อนข้างเหนียวและห่อด้วยสาหร่ายปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย เป็นเมนูที่เราคนไทยรู้จักกันดีมานานมาก
  7. ทาโกะยากิ เป็นของว่างสไตล์ญี่ปุ่น มีปลาหมึกหั่นสอดไว้ ทานคู่กับซอสทาโกะยากิ
  8. ทงคัตสึหรือเรียกว่าหมูชุปแป้งทอดเสิร์ฟคู่กับผักกาด มักนำไปรวมกับเมนูอื่น เช่นข้างแกงกะหรี่ทงคัตสึ เป็นต้น
  9. ซุปมิโสะ ทำจากการละลายผงมิโสะและใส่สาหร่ายวากาเมะและเต้าหู้ เป็นเครื่องเคียงที่อยู่ในเซตอาหารญี่ปุ่นแทบทุกเมนู
  10. คาราเกะ คือการทอดสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ใช้แป้งมันฝรั่งผสมกับขิง กระเทียมและซอสถั่วเหลือง ที่เห็นส่วนมากคือไก่คาราเกะ
ต้นทุนและรายได้ที่จะได้รับจากการเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น


โครงสร้างการลงทุนนั้นถ้าพิจารณาถึงการเปิดในทำเลที่เป็นห้างสรรพสินค้าหรือว่าในอาคารที่ต้องมีการเช่าหรือซื้อ งบการลงทุนก็จะสูงกว่าการเปิดแบบอยู่ริมทางทั่วไปส่วนใหญ่ต้องตั้งงบมากกว่า 1 ล้านบาท เป็นค่าตกแต่งสถานที่ สั่งซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทำอาหาร การจ้างพนักงาน รายจ่ายของพ่อครัว

รวมถึงต้องมีเงินทุนหมุนเวียนในระบบที่ดีพอ แต่ธุรกิจนี้โดยเฉลี่ยสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ตามขนาดของการลงทุน

จากการสอบถามผู้ที่ลงทุนในธุรกิจนี้ให้ข้อมูลว่าถ้าไม่นับเงินลงทุนจะต้องมีเงินหมุนเวียนประมาณ 300,000 บาท แต่ราคาต่อเมนูโดยเฉลี่ยคือ 100 บาท  ในแต่ละเดือนมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 200,000-300,000 บาท

เมื่อนำมาหักกับรายจ่ายในส่วนต่างๆแล้วยังเหลือส่วนที่เป็นกำไรอีกประมาณ 40 %  ในระยะยาวถือว่ามีความคุ้มค่าแต่ก็อยู่ที่การบริหารและสรรหาเมนูใหม่ๆ มาดึงดูดใจลูกค้าด้วย

ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะหรือมีความพร้อมมากพอที่จะทำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นได้หรือไม่มาลองหาคำตอบกับแบบทดสอบความพร้อมธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นเพื่อสร้างความมั่นใจก่อนลงมือทำกันต่อไป 

ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)