บทความทั้งหมด    บทความค้าขาย    การบริหารจัดการร้านค้า    การเช่าพื้นที่ หาทำเล เปิดร้าน
267
3 นาที
3 กรกฎาคม 2569
Seibu Shibuya ปิดตำนาน 60 ปี ยอดหาย กำไรหด อดไปต่อ
 

ตลาดค้าปลีกในญี่ปุ่นมีมูลค่าประมาณ 160 ล้านเยนหรือประมาณ 1.8 พันล้านดอลลารร์สหรัฐ อัตราการเติบโตเฉลี่ย 1.2 – 2.1 % ต่อปี ถ้าเทียบเคียงกับตลาดค้าปลีกในเมืองไทยก็ถือว่าในญี่ปุ่นเผชิญปัญหาที่คล้ายคลึงกัน เริ่มจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ในญี่ปุ่นยิ่งชัดเจนว่าเน้นความคุ้มค่าแบบสุดขีด 
 
คนส่วนใหญ่เลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ถูกกว่า รวมถึงการที่ลูกค้าในญี่ปุ่นคาดหวังให้ร้านค้าต่างๆ ต้องเชื่อมต่อระบบออนไลน์ + ออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เช่นการใช้ ระบบ Click-and-Collect ที่ลูกค้าสามารถสั่งออนไลน์แล้วเดินไปรับที่หน้าร้านหรือตู้ล็อกเกอร์ในสถานีรถไฟได้
 
ยังไม่นับรวมการที่ญี่ปุ่นได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุด (Super-Aging Society) บังคับให้พฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนไป คนมองหาสินค้าไซส์เล็กลงสำหรับทานคนเดียว หรือมองหาอาหารเพื่อสุขภาพ (Functional Foods) และต้องการห้างร้านที่เดินทางสะดวก ใกล้บ้าน หรืออยู่ติดสถานีรถไฟ
 
ร้านค้าปลีกญี่ปุ่นวิกฤติหนักในรอบ 12 ปี
 
ภาพจาก https://citly.me/frZ7E

หากพิจารณาภาพรวมในปัจจุบัน สถานการณ์การปิดกิจการของร้านค้าปลีกในญี่ปุ่นถือว่าอยู่ในระดับที่น่ากังวล ตัวเลขน่าสนใจระบุว่ามีธุรกิจกว่า 10,500 บริษัทที่ต้องปิดกิจการอันเนื่องจากมีหนี้สินมากกว่า 10 ล้านเยน 
 
ซึ่งถือเป็นตัวเลขปิดกิจการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2012 โดยกลุ่มธุรกิจบริการ , ร้านอาหารล้มละลายไปแล้วกว่า 3,585 แห่ง นอกจากนี้กว่า 76% ที่ล้มละลายยังเป็นธุรกิจขนาดกลาง - เล็ก สะท้อนให้เห็นว่าร้านค้าปลีกขนาดใหญ่อาจจะยังอยู่รอดด้วยทุนที่หนากว่า
 
แม้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ดูเหมือนจะยังเติบโตได้ดีมีรายได้ที่มั่นคงแต่ในแง่ของสาขากลับพบว่ามีการลดลงอย่างมากยกตัวอย่างเช่น
  • Tokyu Toyoko ในชิบูย่าที่ปิดตัวในเดือนมีนาคม 2020 ถือเป็นห้างสรรพสินค้าที่อยู่คู่สถานีชิบูย่ามาอย่างยาวนาน ปิดบริการถาวรเพื่อหลีกทางให้กับการปรับปรุงสถานีและพื้นที่โดยรอบ
  • Tokyu Main Store ที่อยู่ในย่านชิบูย่าเช่นกัน ปิดตัวในเดือนมกราคม 2023 ปิดตัวลงหลังดำเนินกิจการมานานกว่า 55 ปี เพื่อรื้อถอนและสร้างเป็นอาคาร Mixed-use 36 ชั้น
  • Meitetsu ในเมืองนาโกย่า โดยเป็นห้างสรรพสินค้าในภูมิภาคโทไก ที่เปิดดำเนินกิจการตั้งแต่ปี 1954 และปิดกิจการถาวรในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2026 อันเนื่องมาจากการปรับปรุงพื้นที่ครั้งใหญ่ของสถานีนาโกย่า
  • Seibu Shibuya ที่ประกาศปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน 2026 นี้อันเนื่องมาจากเหตุผลสำคัญคือการหมดสัญญาเช่าพื้นที่ในชิบูย่า
Seibu Shibuya “ธุรกิจกว่า 60 ปี” แห่งความทรงจำ
 
ในยุคแรกชิบูย่าเป็นพื้นที่ธุรกิจหลักของกลุ่มTokyu ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟและเปิดห้างสรรพสินค้าอยู่ก่อน 
 
กระทั่งในปี 1968 กลุ่ม Saison Group ที่เป็นบริษัทแม่ขณะนั้นตัดสินใจท้าชิงพื้นที่ เปิดตัว Seibu Shibuya ขึ้นมาเป็นอาคารแฝด คือตึก A และ ตึก B ที่อยู่ห่างจากสถานีชิบูย่าเล็กน้อย 
 
และการแข่งขันอย่างดุเดือดของ 2 กลุ่มธุรกิจนี้เองที่ทำให้ ย่านชิบูย่าพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ในช่วงแรกที่เริ่มกิจการ Seibu  ไม่ได้วางเป้าหมายเป็นเพียงแค่ สถานที่ขายของ แต่มีวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าคือต้องการเป็น ศูนย์กลางในการเผยแพร่วัฒนธรรม (Culture Hub) สะท้อนได้จากการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเช่น
  • การเปลี่ยนชื่อถนนด้านข้างจากเดิม Shakuyaku-dori ให้กลายเป็น Koen-dori ที่แปลว่าถนนสาธารณะ
  • เปิดโรงละคร Parco (ห้างในเครือเซบุ) และ Shibuya PARCO ทำให้ถนนสายนี้กลายเป็นศูนย์รวมของแฟชั่นแนวหน้า
  • เน้นการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ฉายภาพยนตร์อินดี้ รวมถึงดนตรีนอกกระแส
  • ปี 1987 เปิดตัวตึกLoft สาขาแรกที่ชิบูย่าเพื่อขายของกระจุกกระจิก และกลายเป็นต้นแบบของร้าน Loft ทั่วโลก
  • เปิดร้าน WAVE & J-Wave ที่จุดประกายเพลงป๊อบฮิตๆในยุค 90 จนโด่งดังทั่วโลก
ทั้งนี้ผู้ก่อตั้ง Seibu Shibuya ได้เคยให้สัมภาษณ์ถึงปรัชญาเบื้องหลังการสร้างพื้นที่แห่งนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ถ้าทำแต่สิ่งเดิมๆ ซ้ำกับคนอื่นก็คงไม่มีการพัฒนา เราต้องมีความกล้าที่จะก้าวออกไปไขว่คว้าสิ่งใหม่ๆ เพราะเมืองจะยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนได้มากขึ้น ก็ต่อเมื่อมีพื้นที่สำหรับการทดลองทำสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ”
 
เปิดเหตุผลสำคัญทำไม Seibu Shibuya ถึงต้องปิดตัว?
 

ภาพจาก https://citly.me/D7w5l

ย่านชิบูย่าได้ชื่อว่าเป็นย่านที่คนเดินเยอะมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะห้าแยกชิบูย่าที่อยู่ใกล้ๆ กับห้าง Seibu ยุคที่รุ่งเรืองสุดคือประมาณปี 1990 ที่ทำยอดขายรวมได้สูงกว่า 96,700 ล้านเยน ถ้าคิดเป็นเงินไทยในขณะนั้นประมาณ 19,000 ล้านบาท 
 
ถ้าเปรียบเทียบมาถึงปัจจุบันปี 2025 มียอดขายประมาณ 40,000 ล้านเยนซึ่งถือว่าลดลงมากอันเป็นผลจากหลายปัจจัยทั้งภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนต่างๆ ที่เพิ่มสูงมาก
 
เหตุผลที่ Seibu Shibuya ต้องประกาศปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 กันยายน 2026 นี้ ไม่ได้เกิดจากปัญหาเรื่องยอดขายตกต่ำเพียงอย่างเดียวแต่ยังมาจากหลายปัจจัยได้แก่
 
1.หมดสัญญาเช่า และข้อจำกัดในการปรับปรุงอาคาร เนื่องจากที่ดินและอาคารของ Seibu Shibuya ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของห้างทั้งหมด แต่เป็นการเช่าระยะยาวจากเจ้าของที่ดินในท้องถิ่น 
 
ซึ่งสัญญาเช่าหลักกำลังจะสิ้นสุดลง และปัจจุบันย่านชิบูย่ากำลังอยู่ระหว่างการรื้อถอนและสร้างตึกแห่งใหม่อาคารเดิมของ Seibu ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1968 มีอายุเกือบ 60 ปีจึง มีโครงสร้างที่เก่าเกินกว่าจะปรับปรุงให้ทันสมัยหรือผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวในอนาคตได้รวมถึงกับที่ทางห้างไม่สามารถตกลงเงื่อนไขในการสร้างตึกใหม่ร่วมกับเจ้าของที่ดินได้
 
2.กลยุทธ์ “ยอมจบ เพื่อไปต่อ” หลังจาก Fortress Investment Group ได่เข้าซื้อกิจการในปี 2023 และมาในฐานะนักลงุทนที่เน้นผลกำไรเป็นหลัก เมื่อมองว่าย่านชิบูย่ามีการแข่งขันที่ดุเดือดมากไป มีคู่แข่งในพื้นที่เยอะ ความคิดที่จะสู้ต่อกับที่ดินค่าเช่าแพงในขณะที่รายได้ลดลงมากจึงไม่ใช่การลงทุนที่คุ้มค่าจำเป็นต้องยอมตัดสาขานี้เพื่อให้ภาพรวมของธุรกิจในส่วนอื่นๆ เติบโตไปต่อได้
 
3.พฤติกรรมลูกค้าที่เน้นการซื้อของออนไลน์ ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ Seibu Shibuya ที่เคยโด่งดังในฐานะผู้นำแห่งแฟชั่น จำเป็นต้องยอมตัดใจเพราะลูกค้าส่วนใหญ่หันไปซื้อสินค้าออนไลน์
 
สินค้ากลุ่มที่ทำเงินให้ Seibu Shibuya ในช่วงหลังเหลือเพียง เครื่องสำอางชั้นนำ และสินค้าในตึก Loft กับ MUJI เท่านั้น ซึ่งกำไรจากส่วนนี้ไม่เพียงพอที่จะมาแบกรับค่าเช่าที่ดินใจกลางห้าแยกชิบูย่าได้อีกต่อไป
 
ธุรกิจในเครือ Sogo & Seibu ที่ยังมีอยู่ในญี่ปุ่น
 

ภาพจาก https://citly.me/90gaG

ห้างในเครือ Sogo & Seibu แม้จะประกาศปิดสาขาที่ชิบูย่า แต่ภาพรวมก็ยังมีที่ให้บริการอยู่อีก 9 สาขา โดยแยกเป็น 2 แบรนด์ในเครือเดียวกันคือ Seibu และ Sogo โดยแบรนด์ Seibu มี 4 สาขาคือ
  • Seibu Ikebukuro (โตเกียว)ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับโฉมครั้งใหญ่ร่วมกับ Yodobashi Camera เน้นกลุ่มสินค้าลักชัวรี เครื่องสำอาง และอาหาร
  • Seibu Akita (จังหวัดอากิตะ) สาขาที่อยู่ในภูมิภาคโทโฮคุ ยังเปิดให้บริการแต่มีการลดขนาดพื้นที่ลง
  • Seibu Fukui (จังหวัดฟุกุอิ) เป็นสาขาในภูมิภาคชูบุ ซึ่งก็มีการลดขนาดพื้นที่ลงเช่นกัน
  • Seibu Tokorozawa S.C. ในจังหวัดไซตามะ ได้ปรับรูปแบบเป็นช็อปปิ้งเซ็นเตอร์
สำหรับแบรนด์ Sogo ที่อยู่ภายใต้บริษัทบริหารเดียวกัน ปัจจุบันเหลืออยู่ 4 สาขาได้แก่
  • Sogo Yokohama ในเมืองโยโกฮาม่า เป็นสาขาใหญ่ที่ยังทำยอดขายได้ดีมาก 
  • Sogo Chiba ในเมืองชิบะ ถือเป็นสาขาหลักประจำจังหวัดชิบะ
  • Sogo Omiya ในเมืองไซตามะ ได้เปรียบทำเลเพราะตั้งอยู่ตรงสถานีใหญ่โอ้คิยะ ที่ผู้คนสัญจรหนาแน่น
  • Sogo Hiroshima ในเมืองฮิโรชิม่า และเป็นสาขาเดียวที่เหลืออยู่ทางฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น
บทเรียนจาก Seibu Shibuya ที่ SMEs ไทยควรศึกษา
 
ภาพจาก https://citly.me/ho4dt

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นห้างระดับตำนานแต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดในยุคการค้าที่แข่งขันสูง แม้ส่วนหนึ่งจะเกิดจากสัญญาเช่าพื้นที่สิ้นสุดแต่ส่วนหนึ่งก็เกิดจากยอดขายที่ลดลงมากเช่นกัน บทเรียนของ SMEs ที่ควรศึกษาเรื่องนี้คือ
 
1.อย่ายึดมั่นกับแบรนด์ที่เคยเป็นที่นิยมในอดีต บทเรียนจาก Seibu เห็นได้ชัดเจนว่ายอดขายในอดีตไม่ได้การันตีอนาคต SMEs ต้องหมั่นตรวจสอบว่า สินค้าหรือบริการของเรายังตอบโจทย์ pain point ของลูกค้ายุคปัจจุบันอยู่ไหม อย่าติดกับดักความสำเร็จเดิมๆ และต้องพร้อมที่จะ เปลี่ยนทิศทางธุรกิจ ก่อนที่ลูกค้าจะหายไป
 
2.ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) คือตัวแปรที่ต้องบริหารจัดการให้ดี สิ่งที่ทำให้ Seibu สาขาชิบูย่าหายไปส่วนหนึ่งเกิดจากต้นทุนคงที่คือเค่าเช่าที่สูงมาก รวมถึงค่าบริหารจัดการต่างๆที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นธุรกิจยุคนี้ต้องพยายามเปลี่ยนต้นทุนคงที่ให้เป็นต้นทุนผันแปรเช่น การใช้ระบบ Outsource , การเช่าคลังสินค้าส่วนกลางแทนการสร้างเอง และควรรักษากระแสเงินสดของธุรกิจให้ดีที่สุดด้วย
 
3.ตลาดออนไลน์ไม่ใช่ทางเลือกแต่คือการอยู่รอด ในโลกของธุรกิจใครที่ปรับตัวในเรื่องนี้ช้า ยิ่งจะถูกกลืนให้หายไปเร็วขึ้น SMEs ควรทำ Omnichannel หรือการเชื่อมหน้าร้าน เข้ากับโลกออนไลน์ เช่น ลูกค้าเห็นใน TikTok แล้วกดสั่งซื้อไปรับที่หน้าร้านได้ หรือช้อปออนไลน์แล้วสะสมแต้มร่วมกันได้ การมีแค่หน้าร้านออฟไลน์อย่างเดียวในยุคนี้ ถือเป็นความเสี่ยงขั้นสูงสุด
 
ถ้ามองเรื่องนี้อิงตามหลักของธรรมชาติการจบลงของสิ่งหนึ่งคือการกำเนิดของสิ่งหนึ่งเช่นกัน การค้าปลีกแบบเดิมแม้จะเริ่มหายไปแต่ก็เป็นการเกิดใหม่ของค้าปลีกในอีกรูปแบบหนึ่ง 
 
ธุรกิจที่อยู่รอดไม่ใช่ธุรกิจที่มีสาขาเยอะกว่า แต่ยุคนี้ใครเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เร็วกว่าก็ได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ถ้าเข้าใจและพัฒนาธุรกิจให้ก้าวตามกระแสสังคมได้ทัน ธุรกิจก็ยังไปได้อีกไกลและไม่มีวันพังได้ง่ายๆ 
 
อ้างอิง : 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความค้าขายยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
มีทำเลเปิดร้าน Lotus’s go fresh – Mini Big C คิด..
350
บทความค้าขายมาใหม่
บทความอื่นในหมวด