บทความทั้งหมด    บทความค้าขาย    การบริหารจัดการร้านค้า    การเช่าพื้นที่ หาทำเล เปิดร้าน
16K
4 นาที
13 มกราคม 2555
คอมมูนิตี้ มอลล์ พอร์โต ชิโน คือแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของมหาชัย
 
จากลูกชายชาวประมงเล็กๆ ที่สร้างตัวจากการไม่มีอะไร ได้แรงส่งจากพ่อที่มองเห็นโอกาส ขยายกิจการสู่ธุรกิจเรียลเอสเตด วันนี้เขากำลังสร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมืองมหาชัย ในนาม "พอร์โต ชิโน" (Porto Chino)
 
"มหาชัย" ณ ปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อวันเก่า ที่เป็นแค่เมืองท่าแพปลาเล็กๆ แต่เป็นเมืองอุตสาหกรรม มีรายได้ราว 1 ใน 3 ของประเทศ ที่นี่ไม่ได้มีเพียง "บลู คอลลาร์" แต่ "ไวท์ คอลลาร์" ก็มากมายเต็มเมือง แต่อยู่กันแบบรวยเงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก
 
"คนมหาชัย ยิ่งเจเนอเรชั่นหลังๆ ไปเรียนเมืองนอกกันแล้ว ส่วนใหญ่มีเพื่อนอยู่กรุงเทพฯ นัดเจอกันที่กรุงเทพฯ เที่ยวก็เที่ยวที่กรุงเทพฯ ฉะนั้น ไลฟ์สไตล์ของคนที่นี่ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ และอีกอย่าง กรุงเทพฯขยายตัวมาอยู่ที่สมุทรสาคร คนนิคมต่างๆ ที่อยู่ตรงนี้คือคนกรุงเทพฯ ผมว่าสังคมที่นี่ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ"
 
สุเทพ ปัญญาสาคร คนมหาชัย ที่ทันได้เห็นวิถีคนเมืองท่าแพปลาตั้งแต่ครั้งที่ในอ่าวไทยยังมีปลาทูให้จับอย่างมหาศาล จนวันนี้เรือประมงต้องไล่ล่าตามหาปลาไปถึงน่านน้ำอินโดนีเซีย น่านน้ำอินเดีย บอกและยืนยันว่า นี่เป็นจังหวะเหมาะที่จะมีไลฟ์สไตล์ มอลล์ เกิดขึ้นที่มหาชัย เพื่อที่จะเป็นหมุดหมายของเมืองท่าจีน บนพื้นที่ 15 ไร่ ติดถนนพระราม 2 มูลค่าราว 500 ล้านบาท ที่ชื่อ "พอร์โต ชิโน"
 
เป็นลูกชายคนที่ 5 ในบรรดาลูกทั้งหมด 6 คน (ลูกชาย 5 คน ลูกสาว 1 คน) ของคุณพ่อ-ปัญญา กับคุณแม่-วันเพ็ญ ปัญญาสาคร หนึ่งในตระกูลเก่าแก่ของจังหวัดสมุทรสาคร และเป็นครอบครัวที่มีบทบาทต่อธุรกิจของจังหวัด ทั้งธุรกิจด้านการประมง ธุรกิจอาหารสัตว์ โรงพยาบาล สวนเสือศรีราชา ยังมีธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้ชื่อ โครงการมหาชัยเมืองทอง
 
นอกจากพ่อแม่ที่เป็นลมใต้ปีกคอยช่วยหนุนประคองลูกๆ เขายังมี "พี่ชาย" อีกคน-พี่ชายคนที่ 2 สุเมธ ปัญญาสาคร ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนครูคนแรกที่เป็นแบบอย่าง สอนการใช้ชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารการจัดการคน ที่เป็นเหมือนคัมภีร์การทำงานเบื้องต้นของเขา
 
สุเทพย้อนเรื่องราวในวัยเด็กว่า เป็นเด็ก "ท้ายตลาด" ชีวิตเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กชายป้วนเปี้ยนอยู่แถวท่าเรือขึ้นปลา เสาร์-อาทิตย์ ถ้าเรือเข้าก็มีเรือเป็นสนามเด็กเล่น บางครั้งถ้ามีการออกไปลองอวน ก็จะตามพี่ชายติดเรือออกไปเที่ยวอยู่กลางอ่าว
 
ชั้นประถม เรียนที่โรงเรียนมหาชัยคริสเตียนวิทยา ที่จังหวัดสมุทรสาคร แล้วไปเป็นนักเรียนประจำที่ ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ก่อนจะเข้าไปเรียนต่อที่โรงเรียนวัดราชบพิตร ที่กรุงเทพฯ กระทั่งจบชั้นมัธยม 6
 
แม้ว่าจะเอ็นทรานซ์ไม่ติด แต่สุเทพบอกว่ารู้สึกเฉยๆ ไม่ได้คิดว่าจะต้องเสาะหาใบปริญญาใส่ตน เพราะช่วยงานคุณพ่อดูเรือประมงตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยม 4 โดยในช่วงแรกดูแลงานเรือประมงที่จังหวัดภูเก็ตกับพี่ชาย จนเมื่อกิจการขยายไปที่ระนอง พี่ชายจึงแยกตัวออกมา และปล่อยให้เขาบริหารงานที่ภูเก็ตเพียงผู้เดียว
 
ที่นั่นเป็นบทเรียนแรกที่เขาได้เรียนรู้การเป็นผู้บริหาร ดูแลลูกน้องหลายวัยหลายสิบชีวิต ทั้งคนท้องถิ่น คนอีสานและแรงงานข้ามชาติ
 
"ตอนนั้นผมอายุ 18-19 ปี ในเรือประมงมีคน 20-30 คน มีตั้งแต่ไต้ก๋ง เอ็นจิเนีย ไปจนถึงพ่อครัว ฯลฯ แต่ละคนอายุมากกว่าผมทั้งนั้น ได้เจอได้คลุกคลีแต่กับผู้ใหญ่อายุ 26-27 ปีเป็นอย่างน้อย ทำงานอยู่สักพัก พอไปคุยกับคนอื่นแล้วรู้สึกว่าตัวเองความรู้น้อย เลยคิดไปหาคอร์สเรียนสั้นๆ เพิ่มเติม" ซึ่งเป็นจังหวะที่ "พ่อ" เรียกตัวกลับมาช่วยงานโครงการมหาชัยเมืองทอง จึงได้เรียนต่อ
 
"ไปเรียน มินิ เอ็มบีเอ ที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งหลักสูตรส่วนใหญ่จะเป็นการจำลองหลักสูตรของปริญญาโทมาสอน พอไปเรียนแล้วรู้สึกว่ามีอะไรที่เรายังไม่รู้เยอะมาก ทำให้ใจคิดว่าจะต้องเรียนปริญญาโทให้ได้"
 
เป็นที่มาของการสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะเศรษฐศาสตร์ เรียนจบภายในเวลา 3 ปีครึ่ง และต่อด้วยปริญญาโทบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
ปัจจุบันด้วยวัย 41 ปี แต่งงานกับ พรสิริ ปัญญาสาคร มีลูกเล็กๆ 2 คน คือ ด.ช.ปุญร์ และ ด.ญ.ปราญญ์
 
สุเทพ นับเป็น "ยัง อองเตอเพรอเนอร์" ที่เป็นดาวของเมืองท่าจีน เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ดี.แลนด์ กรุ๊ป บริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่ไฟแรง ที่มีทั้งบ้าน อาคารพาณิชย์ ตลอดจนโครงการไลฟ์สไตล์ มอลล์ ขนาดใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองของคนในแวดวง
 
คุณพ่อมาจากเมืองจีน?
 
ครับ นั่งสำเภามาจากจีนเลยมากับอากง ตอนแรกก็มาค้าขาย ขายกาแฟแล้วได้ยินคนอื่นพูดถึงเรื่องเรือ เรื่องประมง ก็เลยตัดสินใจซื้อเรือ ส่วนพร็อพเพอตี้เรียลเอสเตดมาทำทีหลัง ก็มาจากการเห็นโอกาส
 
ไม่มีประสบการณ์มาก่อน?
 
ครับ คุณพ่อกับเพื่อนคุณพ่อ ซึ่งทั้งสองคนก็เริ่มมาจากธุรกิจประมงเหมือนกันเห็นโอกาสว่าน่าจะมีธุรกิจที่เป็นบ้านจัดสรร แล้วทำเป็นโครงการที่มีคุณภาพยกระดับให้มันดีขึ้นสูงขึ้นได้ จึงตัดสินใจซื้อที่ โดยหาทีมงานที่เคยทำโครงการจัดสรรมา แล้วเริ่มพัฒนา ใช้มืออาชีพเข้ามาช่วย
 
ผมว่าจุดเด่นคือ การตัดสินใจดี และมองเห็นโอกาส หลายๆ ธุรกิจ อย่างธุรกิจโรงพยาบาล ท่านก็เพิ่งมาปีนี้เริ่มเข้าปีที่ 5 ขณะที่โรงพยาบาลรัฐโรงพยาบาลเอกชนที่นี่ก็มีและเริ่มทำมานาน เพราะเห็นว่าความต้องการเรื่องการรักษาพยาบาลมันสูงขึ้น เมืองนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรม มีคนจากต่างพื้นที่เข้ามาทำงานเยอะ หมอที่ดูแลผู้ป่วยมีไม่พอ ก็เห็นว่าควรจะมีธุรกิจโรงพยาบาลขึ้นมารองรับกับความต้องการที่มีมากขึ้น
 
ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย คือคนสมัยก่อนพอเห็นปัจจุบันแล้วย้อนไปนึกถึงอดีต เขาจะรู้สึกว่า เขาทำธุรกิจ เขาประสบความสำเร็จในชีวิตมาแล้ว สิ่งสุดท้ายที่อยากจะทำในช่วงสุดท้ายคือการทำให้กับคนจำนวนมากในพื้นที่ที่เขาเกิด
 
คุณพ่อเป็นคนวางไว้เลยว่าลูกคนไหนดูแลด้านไหน?
 
จริงๆ ก็ไม่ถึงกับจับวาง เพราะทุกคนก็ไม่ได้จบพร้อมกัน แต่หลังๆ ก็คงดูนิดหนึ่งว่าใครเหมาะสมกับอะไร
 
ก่อนที่ผมจะมาทำพร็อพเพอร์ตี้ ผมก็ไปช่วยดูเรื่องประมง ไปอยู่ที่ภูเก็ต (ขยายกิจการเรือประมงจากสมุทรสาคร) เมื่อก่อนเรือจะไปลากไกลไปประเทศพม่า ซึ่งที่ใกล้สุดคือด่านระนอง ตอนหลังคุณพ่อจึงซื้อที่ที่ระนอง และโยกให้ผมมาดูแลที่ภูเก็ต ให้พี่ชายไปดูแลที่ระนอง
 
ชีวิตตอนเล็กๆ อยู่ในเรือ?
 
จริงๆ แล้ว บ้านที่เราอยู่ เราอยู่ตรงนั้นเรียกว่า "ท้ายตลาด" คุณพ่อจะซื้อตึกเอาไว้ เพราะมันติดคลอง เวลาเรือเราเข้าออกก็จะจอดอยู่หน้าท่าของเรา เสาร์-อาทิตย์ บางทีก็ลงไปเล่นในเรือบ้าง บางทีสนุกๆ ก็จะขี่มอเตอร์ไซค์ไปซื้ออุปกรณ์ซ่อมเรือ ก็เลยรู้โน่นรู้นี่
 
บางครั้งเรือต่อใหม่ๆ ออกมา ก่อนจะไปล่าก็ต้องมีการไปลองอวน ตอนนั้นผมอายุแค่ 10 กว่าขวบ นึกสนุกก็ตามพี่ชายไปดูเขาทดลองอวน ออกจากท่าหน้าบ้านไปประมาณชั่วโมงกว่าๆ สมัยก่อนเรายังได้เห็นปลาโลมาเลย
 
พอจบมัธยม ธุรกิจมันเยอะ คนไม่พอพ่อก็ส่งไปช่วยดูเรือตอนเข้ามา ซึ่งที่บอกว่าช่วยดูคือการไปจัดการ เรื่องการขาย จัดไปขายที่ไหนยังไง จัดการอยู่บนฝั่ง แต่ไม่ได้ออกเรือไปกับเขาเท่านั้นเอง
 
คุณพ่อมีเวลาให้ลูก?
 
ตอนที่ผมยังเรียนอยู่มหาชัย ตอนเช้าท่านก็ไปทำงาน เราก็ไปโรงเรียนกันเอง แต่ตอนที่ไปเรียนมัธยมที่กรุงเทพฯ ก็มีบ้างที่ไปรับกลับ จะได้คุยกันก็ในรถ เพราะบางทีท่านมีประชุมกลับมาดึกเราก็นอนแล้ว สมัยก่อนเรายังนอนห้องเดียวกัน ตอนนั้นยังอยู่ที่ตึกท้ายตลาด ผมกับพี่ชายคนที่ 4 จะนอนที่ห้องคุณพ่อคุณแม่
 
เมื่อก่อนตอนที่เรายังทำร้านกาแฟ อยู่ห่างจากบ้านเดินไปไม่ถึง 5 นาที คุณแม่จะดูร้านกาแฟเป็นหลัก เช้าๆ คุณพ่อก็จะอยู่ช่วยที่ร้านก่อน พอสายหน่อยจึงเดินไปดูเรือ ซึ่งร้านกาแฟตรงนี้จะเหมือนกับสภากาแฟ เราขายกาแฟอยู่ด้านใน ด้านนอกก็เป็นร้านให้เช่า ขายอาหาร ขายข้าวเหนียว ฯลฯ วันเสาร์-อาทิตย์เราก็จะมาช่วยกันทำงาน เก็บตังค์บ้างอะไรบ้าง
 
ได้วิชาการจัดการคนจากไหน?
 
ส่วนใหญ่ดูจากพี่ชาย ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไปอยู่กับพี่ชายก่อน 1 ปี ที่ภูเก็ต เขาคิดอะไรยังไง จัดการยังไง สั่งการยังไง มอบหมายยังไง เป็นสิ่งที่เราเห็นอยู่แล้ว เพราะต้องขลุกอยู่ตรงนั้นตลอด 3-4 วันที่เรือเข้าก็ต้องอยู่ดูแลเรือจนกระทั่งเรือออก
 
พอเรือมันเยอะขึ้น ทั้งที่ภูเก็ตและระนอง พี่ชายบอกให้เราอยู่ที่ภูเก็ต แล้วเขาไปอยู่ที่ระนอง
 
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นทำได้ยังไง เรือประมงลำหนึ่งจะมีคนงานอยู่ในเรือ 20-30 คน ตั้งแต่ไต้ก๋งเรือไปจนถึงพ่อครัว แล้วยังมีช่างเครื่อง เอ็นจิเนียร์ นายท้าย ซึ่งคนเหล่านี้มีทั้งคนอีสาน คนเขมร ซึ่งเราต้องทำงานกับคนเหล่านี้ ซึ่งอายุมากกว่าเราทั้งนั้น พอพี่ชายปล่อยให้ทำก็ต้องทำ ทำงานกับท่าเรือประมาณ 5 ปีได้ แล้วคุณพ่อให้กลับมาดูแลพร็อพเพอร์ตี้ที่มหาชัย ก็เลยมีโอกาสได้ไปเรียน ระหว่างนั้นก็ทำเรียลเอสเตดไปด้วย
 
ทุกวันนี้เวลาผมสอนลูกน้องก็จะบอกว่าประสบการณ์สำคัญจริงๆ คนเราจะได้ประสบการณ์ได้อะไรมันไม่ใช่ง่ายๆ และการที่เราจะได้เจอคนที่มีประสบการณ์ที่ถ่ายทอดดีๆ ยิ่งยากเข้าไปอีก ถ้ามีโอกาสผมว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินเดือน
 
คิดจะไปทำธุรกิจที่กรุงเทพฯ?
 
ต้องเลือกจังหวะที่มันเหมาะ ที่มันใช่ ที่เราพร้อม ถ้าไม่เหมาะก็อาจจะไม่เกิด สู้ทำในโซนที่เราชำนาญก่อน ให้ทีมของเราแข็ง ให้แบรนด์ของเราแข็งก่อนแล้วค่อยขยายไป จริงๆ ผมทำของคุณพ่ออยู่แค่โครงการเดียว "โครงการมหาชัยเมืองทอง"
 
พอดีมีคนมาเสนอที่แปลงหนึ่งกับเรา ก็เลยคุยกับเพื่อน อยากทำที่เป็นโครงการของเราเอง ซึ่งเพื่อนก็ทำธุรกิจแบบนี้เหมือนกัน แต่เป็นธุรกิจเล็กๆ ก็เลยชวนกันมาทำเป็น ดี.แลนด์ กรุ๊ป ปี 2545 ซึ่งระหว่างนั้นก็ทำมหาชัยเมืองทองไปด้วย ส่วน พอร์โต ชิโน เป็นโครงการล่าสุด เป็นคอมมูนิตี้ มอลล์ จะเปิดประมาณเดือนพฤษภาคมปีหน้า
 
กลุ่มเป้าหมายแถวนี้เป็นยังไง?
 
ถ้าพูดกว้างๆ รายได้ของที่นี่ประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศ แล้วเรื่องไลฟ์สไตล์ผมว่าไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ยิ่งเจเนอเรชั่นหลังๆ ไปเรียนเมืองนอกกันแล้ว ส่วนใหญ่จะมีเพื่อนอยู่กรุงเทพฯ นัดเจอกันที่กรุงเทพฯ เที่ยวที่กรุงเทพฯ ฉะนั้นไลฟ์สไตล์ไม่แตกต่างจากกรุงเทพฯ และอีกอย่างกำลังส่วนหนึ่งของคนที่อยู่ในนิคมต่างๆ ในสมุทรสาครก็คือคนกรุงเทพฯ
 
เราอยู่ที่นี่ก็จะเห็นรสนิยมแบบนี้ มีไลฟ์สไตล์อย่างนี้ พอร์โต ชิโน มีขึ้นก็เพื่อในอนาคตเวลาที่นัดหมายกันจะบอกว่า มาเจอกันที่พอร์โต ชิโน คนที่จะลงไปเที่ยวหัวหิน ชะอำ สวนผึ้ง จะได้มาแวะเบรกที่นี่ก่อน
 
แนวคิดมาจากไหน?
 
จริงๆ ผมมีความคิดจะทำ "คอมมูนิตี้ มอลล์" เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมไปเรียนคอร์สสั้นๆ ที่จุฬาฯ เป็นคลาสที่สอนเกี่ยวกับเรียลเอสเตด เพื่อนก็เสนอไอเดียนี้ขึ้นมา เขาคงได้ไอเดียมาจากอเมริกา เรารู้ว่าคอนเซ็ปต์มันโอเค แต่ไทมมิ่งมันยังไม่ได้ ก็ยังไม่ได้ทำ แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่าจังหวะนี้กับไลฟ์สไตล์ของคน เหมาะที่จะมีไลฟ์สไตล์ มอลล์ เกิดขึ้นที่มหาชัยแล้ว อยากให้ที่นี่เป็นแลนด์มาร์ค อยากให้รู้มาว่าคุณมาที่นี่คือ มหาชัยแล้ว "พอร์โต ชิโน" คือแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของมหาชัย
 
ช่วงน้ำท่วมเราได้เห็นมหาชัยมีความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งมาก?
 
ที่นี่ถ้าไม่นับแรงงานต่างด้าว มีประชากรเกือบ 5 แสนคน ถือว่าไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะรู้จักกัน รู้ว่าคนนี้เป็นลูกใคร เจอกันก็ยกมือไหว้ เป็นปกติ เพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ
 
ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ใครช่วยเรื่องสื่อสารได้ก็ช่วยเรื่องสื่อสาร ใครช่วยเรื่องทรัพยากรได้ก็ช่วยเรื่องทรัพยากร และเขาจะมีทีมงานที่ประชุมกันอยู่ คือที่นี่มีเวลา เพราะน้ำท่วมเริ่มท่วมตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว จึงมีเวลาในการเตรียมตัวมากกว่าที่อื่น
 
จังหวัดสมุทรสาครมีเจ้าของธุรกิจเยอะ ลูกเจ้าของธุรกิจเยอะมาก แต่ไม่ค่อยเปิดเผยตัว ซึ่งถ้าวันหนึ่งที่จำเป็นต้องออกมาเพื่อช่วยเหลือชุมชน เขาก็ยอมที่จะเสียสละ ในเมื่อมีแนวร่วมอยู่แล้วก็ยิ่งทำให้งานนั้นเกิดขึ้นง่าย หรืออีกอย่างหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเมืองนี้มีผู้ประกอบการเยอะ ก็จะมีภาวะการตัดสินใจที่ดี มีภาวะการเป็นผู้นำที่ดี ทำให้หาคนประเภทนี้ออกมายืนอยู่ในฐานะผู้นำได้ง่าย
 
เป้าหมายในชีวิตการทำงานถึงหรือยัง?
 
ยัง ยังมีอยู่ 2-3 อย่างที่อยากทำ แต่ไทมมิ่งยังไม่เหมาะ พวกอาคารสูง ออฟฟิศ บิวดิ้ง ที่ยังอยากทำ มันไม่เหมือนกับแนวราบ
 
"ที่เรายังอยากทำ คือยังเห็นว่ามีโอกาสที่จะเกิดได้ตรงนี้"

อ้างอิงจาก มติชน