บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
341
3 นาที
23 มิถุนายน 2569
ธุรกิจสุดโหด! ร้าน Pet Shop เข้าทีหลัง พังไม่เหลือ
 

ปัจจุบันนี้สัตว์เลี้ยงไม่ใช่เพียงการเลี้ยงเพื่อแก้เหงาเท่านั้น แต่ได้ยกระดับไปสู่ Pet Humanization หรือการเลี้ยงสัตว์ให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ถ้าดูตัวเลขจะพบว่ามูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงในปี 2569 อยู่ที่ระดับ 100,000 ล้านบาท 
 
มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7-8% ต่อปี โดยในกลุ่มสุนัขและแมวยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมสูง ตัวเลขน่าสนใจจากสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย 
 
ระบุว่าในปี 2559 มีแมวเลี้ยงประมาณ 2.5 ล้านตัว แต่ในปัจจุบันตัวเลขเพิ่มสูงถึง 5.5 ล้านตัว ในส่วนของสุนัขก็เช่นกัน จากตัวเลข 6.6 ล้านตัวในปี 2559 เพิ่มมาเป็น 8.7 ล้านตัว และทิศทางการเลี้ยงได้เปลี่ยนจากสุนัขพันธุ์ใหญ่มาเป็นพันธุ์เล็ก-กลางที่เลี้ยงในบ้านได้ง่ายขึ้น
 
ในส่วนของค่าใช้จ่ายสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงที่แม้ยุคนี้จะต้องเจอกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูง แต่ถ้าดูข้อมูลจะพบว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงยอมจ่ายเงินเฉลี่ยถึง 20,000 บาทขึ้นไปต่อตัวต่อปี (ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขโดยประมาณการ เฉลี่ยจากภาพรวมของธุรกิจทั้งหมด)  ถ้าแยกเป็นค่าใช้จ่ายเบื้องต้น คือ
  • 39.3% จ่ายค่าอาหารเฉลี่ย 1,001 – 2,000 บาท/เดือน
  • 15.6% จ่ายค่าอาหารเฉลี่ย 2,001 – 3,000 บาท/เดือน
  • 10.9% จ่ายหนักมากกว่า 3,000 บาท/เดือนขึ้นไป
  • ค่าบริการต่อครั้งในการพาสัตว์เลี้ยงไปใช้บริการเช่น อาบน้ำ ตัดขน ตรวจสุขภาพ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 1,000–3,000 / ครั้ง
อย่างไรก็ดีข้อมูลเหล่านี้แม้จะสะท้อนให้เห็นว่าลูกค้ายอมจ่ายเงินเพื่อสัตว์เลี้ยง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจ่ายให้กับทุกร้านที่เกี่ยวข้อง กลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงมักมีร้านประจำ และไว้ใจเชื่อใจร้านที่เคยใช้บริการ 
 
คนรักสัตว์ต้องการร้านที่มีความรู้ มีผู้เชี่ยวชาญ มีสินค้าที่ตอบโจทย์คุณภาพได้ครบถ้วน หรือสถานที่ที่เป็น Pet-Friendly จะได้รับความสนใจมากทำให้ธุรกิจที่ครองใจลูกค้ากลุ่มนี้ได้จึงมีรายได้จากการเป็นลูกค้าประจำ
 
ยุคทองของร้าน “ Pet Shop” เริ่มต้นหลังยุคโควิด-19
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ก่อนโควิด19 แพร่ระบาด วงการสัตว์เลี้ยงมีอัตราการเติบโตในระดับปกติ เรียกตอนนั้นว่าคือยุคของ Pet Owner การเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะสุนัขหรือแมวมักมีไว้เพื่อทำหน้าที่เช่นเฝ้าบ้าน หรือว่าจับหนู  สินค้าในยุคนั้นจะสื่อสารเรื่องความแข็งแรง 
 
ขนสวย แต่ไม่ได้เน้นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกเหมือนในปัจจุบัน ร้าน Pet Shop ยุคก่อนจึงมีลักษณะเหมือนเป็นร้านธรรมดามีอาหารสุนัข-แมว แบบเป็นกระสอบตั้งเรียงราย ตักขายเป็นกิโลกรัม บริการเสริมอื่นๆ อาจมีบ้างแต่ไม่มากมายเหมือนในปัจจุบัน
 
จนกระทั่งยุคโควิด19 ที่เปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรมครั้งใหญ่ เราต้องเผชิญกับภาวะ Social Distancing ทำให้สัตว์เลี้ยงกลายเป็นสิ่งเยียวยาบำบัดจิตใจให้หายเครียดพัฒนาขึ้นจนกลายเป็น ยุคของ Pet Parents ที่กว่า 80.7% มองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นลูกชาย/ลูกสาว หรือเป็นสมาชิกในครอบครัว 
 
เพราะคู่รักที่แต่งงานและมีรายได้มากพอส่วนหนึ่งก็เลือกไม่มีลูก ทำให้ไม่มีภาระค่าเทอม , ค่านม , ค่าผ้าอ้อม , ประกันสุขภาพ และนำเงินส่วนนี้มาทุ่มเทให้กับสัตว์เลี้ยง ผสมผสานกับการที่สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้สัตว์เลี้ยงกลายเป็นเหมือนเพื่อน และธุรกิจ Pet Shop ก็ยิ่งเติบโตมากขึ้น
 
ธุรกิจที่เหมือนจะโตดี! แต่บริหารไม่ดี ก็รอดยาก!
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ความคิดว่าทุกคนที่รักสัตว์เลี้ยงจะกลายเป็นลูกค้าในร้าน Pet Shop คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ธุรกิจไปไม่รอด ถ้าวิเคราะห์จะพบปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้ ได้แก่
  • กลุ่ม Pet Owners หรือการเลี้ยงแบบทั่วไป มีค่าใช้จ่ายในการดูแลเฉลี่ยเพียง 7,910 บาท ต่อตัว/ต่อปี เน้นอาหารแบรนด์ตลาด หาซื้อง่าย ไม่เน้นบริการพิเศษ ร้าน Pet Shop เปิดใหม่มักดึงดูดคนกลุ่มนี้ แต่สร้างกำไรให้ร้านต่ำมากและพร้อมเปลี่ยนไปซื้อร้านที่ถูกกว่าได้ตลอดเวลา
  • กลุ่ม Pet Humanization มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 50,500 บาท ต่อตัว/ต่อปี มากกว่ากลุ่มแรกถึง 6 เท่า กลุ่มนี้คือเป้าหมายเดียวที่จะทำให้ร้าน Pet Shop รอด แต่พฤติกรรมลูกค้ากลุ่มนี้คือ เลือกแบรนด์ เลือกผู้เชี่ยวชาญ และซื่อสัตย์กับร้านเดิมสูงมาก ร้านหน้าใหม่ที่ไม่มี ความน่าเชื่อถือ (Trust) จึงไม่สามารถดึงดูดความสนใจได้
  • การสู้สงครามราคา เนื่องจากสินค้ากว่า 70-80%  ต้องเป็นสินค้าที่ลูกค้านิยมเช่นอาหารเม็ดแบรนด์ดัง , ทรายแมวที่คนรู้จัก , ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงที่มีชื่อเสียง สินค้าเหล่านี้คือสิ่งที่ร้านต้องมี 
ดังนั้นร้านที่ใหญ่กว่าก็มีอำนาจในการซื้อที่มากกว่า อาจได้ต้นทุนที่ต่ำกว่า การสู้กันในสงครามราคาจึงเลี่ยงไม่ได้ ร้านไหนที่ทุนมากกว่าอาจใช้กลยุทธ์สินค้าตัวล่อ 
 

ภาพจาก https://app.envato.com

(Loss Leader) เพื่อดึงคนให้กดเข้ามาในร้าน หรือยอมขาดทุนสินค้าตัวนี้เพื่อไปเอากำไรจากสินค้าชิ้นอื่น เช่น ของเล่น ปลอกคอ หรือขนมเคี้ยว แต่ร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่เข้าทีหลังทำไม่ได้ เพราะไม่มีสินค้าอื่นมาช่วยถัวเฉลี่ยกำไร
 
การสู้กับตลาดออนไลน์ ซึ่งพฤติกรรมลูกค้าในปัจจุบันมักนิยมการเปรียบเทียบก่อนซื้อสินค้า อย่างลูกค้าที่เดินมาในร้านมักหยิบสินค้ามาเปรียบเทียบราคาจากออนไลน์ หากราคาของเราแพงกว่า 
 
ส่วนใหญ่จะไม่ซื้อและหันไปสั่งจากแอปออนไลน์ ซึ่งถ้าเป็นร้านเล็กแล้วจะหันไปทำตลาดออนไลน์สู้ก็ต้องเจอค่าธรรมเนียมที่ขยับไปกว่า 13-18% ยิ่งขายก็ยิ่งเข้าเนื้อ คนที่จะรอดได้จึงเป็นร้านที่ทุนหนาและมีฐานลูกค้าประจำสูง
 
ทุนจมกับสินค้าที่ขายได้ช้า ร้าน Pet Shop ที่เข้ามาใหม่มักไปไม่รอดในเรื่องนี้ เพราะความต้องการจัดร้านให้มีสินค้าหลากหลาย ต้องสต็อกสินค้าให้ครบกับความต้องการลูกค้าเช่นอาหารสุนัขที่มีหลายรสชาติ มีหลายช่วงอายุ แยกตามสายพันธุ์ 
 
รวมถึงอาหารเฉพาะโรคของสัตว์ด้วย พอมองกันตามจริงแค่สัตว์ชนิดเดียวอาจต้องมีสินค้ากว่า 10-20SKU ถ้าสินค้าขายไวออกเร็วก็มีเงินหมุน แต่ถ้าขายช้า เงินหมุนก็สะดุด สินค้าบางชนิดก็มีวันหมดอายุ แถมถ้าลงสินค้าในกลุ่มแฟชั่นสัตว์เลี้ยงที่มาเร็วไปเร็ว เช่นเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยง ของเล่น ของแต่งตัว 
 
สิ่งเหล่านี้คือทุนจมของร้านที่ต้องแบกรับ ร้าน Pet Shop ที่เข้าทีหลังและบริหารไม่ดี มักจะมีอัตราการหมุนเวียนของสต็อกสินค้าอยู่ที่ 90-120 วัน (หมายความว่าซื้อของมาตั้งทิ้งไว้ 3-4 เดือนถึงจะขายออก) ในขณะที่ต้องจ่ายค่าเช่าร้านทุก 30 วัน เป็นต้น
 
เปิดเคล็ดลับ “ร้าน Pet Shop” ที่อยู่รอดในยุคแข่งเดือด
 

ภาพจาก https://app.envato.com

เราเห็นร้าน Pet Shop บางร้านคนเยอะมาก ลูกค้าแน่นทุกวัน เกิดจากแนวคิดของร้านเหล่านี้ที่ไม่ตั้งเป้าเป็นเพียง Pet Shop แต่คือ Community & Service ร้านที่รอดมักมี Service inside 
 
เช่น พ่วงบริการอาบน้ำ-ตัดขน (Grooming), โรงแรมรับฝากสัตว์เลี้ยง (Pet Hotel) หรือคลินิกเล็ก ๆ เพราะบริการเหล่านี้ ไม่สามารถสั่งซื้อได้ในตลาดออนไลน์ ลูกค้าต้องพาสัตว์เลี้ยงมาที่หน้าร้าน และเมื่อมาถึง ก็มักซื้อสินค้าอื่นร่วมด้วย
 
และต้องไม่ลืมเรื่องการสร้าง Personal Brand คนรักสัตว์ยอมจ่ายแพงกว่าถ้าได้ คำแนะนำที่ถูกต้อง เจ้าของร้านที่รอดในปี 2569 ต้องวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น Expert หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่ให้ความรู้เรื่องการดูแลสัตว์เลี้ยง เมื่อลูกค้าเกิดความเชื่อใจ ก็อยากสนับสนุนร้านโดยไม่สนใจว่าราคาจะแพงกว่าร้านอื่นหรือไม่
 
อีกหนึ่งเคล็ดลับที่น่าสนใจคือการใช้ระบบ POS เข้ามาช่วยในการเช็กอัตราการหมุนเวียนสินค้า ถ้าสินค้าใดขายช้าเกิน 30-45 วัน ต้องจัดโปรโมชั่นโล๊ะทิ้งทันที และหันไปทุ่มเงินกับสินค้ากลุ่ม Fast-moving หรือกลุ่มที่ได้กำไรต่อหน่วย (Margin) สูง เพื่อรักษา กระแสเงินสด ไม่ให้จมอยู่บนชั้นวางของ
 
ร้าน Pet Shop รายได้ดีแค่ไหน?
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าเฉพาะกลุ่มขายปลีกสัตว์เลี้ยง/อาหาร/อุปกรณ์ และกลุ่มบริการดูแลสัตว์ มีการจดทะเบียนนิติบุคคลรวมกันทะลุ 5,000 บริษัท และคาดว่ามีร้าน Pet Shop ขนาดเล็ก-กลาง โชห่วยตึกแถว 
 
รวมถึงร้านค้าทางการบน E-commerce แพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมกัน มากกว่า 15,000 - 20,000 ร้านค้าทั่วประเทศ และมีแบรนด์อาหาร ขนม และของใช้สัตว์เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในตลาดไทย มากกว่า 400 แบรนด์
 
ถ้ามองในเรื่องรายได้กรณีเป็นร้านล็กตึกแถว เน้นขายอาหารและของใช้อย่างเดียว ถ้ามีรายได้ 150,000 - 250,000 บาท / เดือน กำไรขั้นต้นเฉลี่ย 15% ประมาณ 30,000 - 37,500 บาท หักลบค่าใช้จ่ายเช่นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า ต้นทุนสินค้า รายได้สุทธิอาจถึงขั้นเข้าเนื้อ หากไม่ทำการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มมากขึ้น 
 
แต่หากเป็นร้าน Pet Shop ที่พ่วงบริการเสริมเข้าไปด้วย อาจสร้างรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงถึง 500,000 – 800,000 บาท (เป็นตัวเลขโดยประมาณ ขึ้นอยู่กับทำเลและการบริหาร) 
 
แต่จะทำให้มีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยประมาณ 35% เนื่องจากมีรายได้จากงานบริการที่เสริมเข้ามา หักลบค่าใช้จ่าย + ค่าการตลาด การทำ Pet Shop ในลักษณะนี้จะมีกำไรสุทธิมากขึ้น มีโอกาสอยู่รอดในระยะยาวได้มากขึ้นด้วย
 
ทั้งนี้คาดว่าตลาดสัตว์เลี้ยงจะยังเติบโตไปได้เรื่อยๆ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็ยังเติบโตได้แต่จะสร้างรายได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ แนวคิดในการบริหาร + กลยุทธ์การตลาด สำหรับคนที่มีงบน้อยทุนน้อย แต่อยากเปิดร้านเล็กๆ แล้วค่อยขยับขยายอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะเติบโต 
 
ถ้ามองในมุมของการลงทุนเพื่อสร้างกำไรมากๆ ก็ต้องลงทุนมหาศาลเพื่อให้เป็นร้านขนาดใหญ่ เหนือสิ่งอื่นใดร้าน Pet Shop จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่น เชื่อใจระหว่างร้านกับลูกค้า 
 
หากเป็นร้านใหม่ก็ควรเน้นทำกาตลาดเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากและรวดเร็ว จากนั้นก็รักษาคุณภาพมาตรฐานไว้ให้สม่ำเสมอ เพราะกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงจะยอมจ่ายเงินก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าคุ้มค่าและสบายใจที่ใช้บริการ
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
740
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
537
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
363
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
358
อวสานสินค้าแบรนด์เนม ยอดขายดิ่ง 2.28 แสนล้านบาท ..
347
อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับวิสัยทัศน์เปลี่ยน LACO สู่..
347
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด