บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
380
5 นาที
11 สิงหาคม 2569
ถอดรหัสธุรกิจจีน! แบรนด์เกิดใหม่ โตไวแซงเจ้าตลาดระดับโลก
 

หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ตลาดชานมของจีนยังเป็นธุรกิจที่แข่งขันกันในระดับท้องถิ่น มีผู้ประกอบการรายเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศ และแบรนด์ต่างชาติอย่าง Starbucks หรือ Costa Coffee ยังคงครองภาพลักษณ์ของร้านเครื่องดื่มระดับพรีเมียม แต่ปัจจุบันภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อแบรนด์เครื่องดื่มสัญชาติจีนจำนวนมากสามารถขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลก ทั้งในด้านจำนวนสาขา มูลค่าธุรกิจ และการขยายตลาดต่างประเทศ
 
แบรนด์เหล่านี้ไม่ได้แข่งขันกันด้วยรสชาติของเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ใช้โมเดลธุรกิจที่ผสมผสานการบริหารซัพพลายเชน เทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารข้อมูลลูกค้า และระบบแฟรนไชส์ เข้าด้วยกัน จนสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งแบบดั้งเดิม
 
Mixue เมื่อธุรกิจที่แท้จริงไม่ใช่การขายชา แต่คือการขาย "ระบบ"
 

หากพูดถึงแบรนด์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มทั่วโลก ชื่อของ Mixue คือกรณีศึกษาที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด จุดเริ่มต้นของบริษัทมาจากร้านไอศกรีมเล็กๆ ในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาเป็นเครือร้านเครื่องดื่มและไอศกรีมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วผ่านระบบแฟรนไชส์ 
 
ปัจจุบัน Mixue มีสาขามากกว่า 45,000 แห่งทั่วโลก ทำให้กลายเป็นเครือร้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในโลก แซงหน้า McDonald's และ Starbucks ในด้านจำนวนสาขา
 
เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การขายเครื่องดื่มราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง Vertical Supply Chain หรือการควบคุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ บริษัทลงทุนสร้างโรงงานผลิตวัตถุดิบของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นชา ไซรัป ผงนม ไข่มุก บรรจุภัณฑ์ รวมถึงระบบคลังสินค้า และโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศจีน
 
โมเดลดังกล่าวทำให้สาขาแฟรนไชส์ต้องซื้อวัตถุดิบจากบริษัทแม่โดยตรง ส่งผลให้ Mixue มีรายได้หลักจากการจำหน่ายวัตถุดิบและบริการด้านซัพพลายเชนมากกว่าการเก็บค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ หรือกำไรจากการขายเครื่องดื่มหน้าร้าน
 
ข้อได้เปรียบสำคัญอีกประการ Economies of Scale เมื่อบริษัทสามารถสั่งซื้อวัตถุดิบในปริมาณมหาศาล ต้นทุนต่อหน่วยจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้จำหน่ายเครื่องดื่มในราคาต่ำกว่าคู่แข่ง แต่ยังคงรักษาอัตรากำไรของระบบธุรกิจโดยรวมได้
 
โมเดลนี้ยังช่วยให้ Mixue สามารถขยายกิจการสู่ต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีสาขาหลายพันแห่ง และกำลังกลายเป็นตลาดสำคัญรองจากจีน
 
Chagee สร้างแบรนด์ชาให้กลายเป็น Luxury Lifestyle
 

หาก Mixue เลือกเดินเกมด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย Chagee กลับเลือกเส้นทางตรงกันข้าม ด้วยการวางตำแหน่งแบรนด์เป็น Starbucks of Tea หรือร้านชาพรีเมียมที่ยกระดับการดื่มชาแบบจีนให้กลายเป็นประสบการณ์ระดับสากล
 
Chagee ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 และเติบโตอย่างรวดเร็วจากกระแสความนิยมของชาใบแท้ (Fresh Tea) ที่เน้นคุณภาพวัตถุดิบแทนการใช้ผงชาเหมือนร้านชานมทั่วไป ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี บริษัทสามารถขยายสาขาได้มากกว่า 6,000 แห่ง ทั้งในจีนและต่างประเทศ
 
ความโดดเด่นของ Chagee ไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกแบบร้านที่เรียบหรู บรรจุภัณฑ์ที่สะท้อนความเป็นจีนร่วมสมัย ไปจนถึงการเล่าเรื่อง (Brand Story) ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมการดื่มชาของจีนเข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
 
ในด้านเทคโนโลยี บริษัทลงทุนอย่างมากกับระบบสมาชิก แอปพลิเคชัน และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Marketing)
 
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ในปี 2025 ซึ่งสะท้อนความทะเยอทะยานของบริษัทในการก้าวสู่แบรนด์ระดับโลก พร้อมประกาศเป้าหมายขยายธุรกิจไปกว่า 100 ประเทศ โดยมีมูลค่าการซื้อขายสินค้า (GMV) ในปี 2024 ราว 29,500 ล้านหยวน
 
นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า Chagee กำลังทำในสิ่งที่ Starbucks เคยทำกับกาแฟ นั่นคือการเปลี่ยน "ชา" จากเครื่องดื่มธรรมดาให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มผ่านการสร้างแบรนด์และประสบการณ์ของผู้บริโภค
 
Heytea ผู้บุกเบิกนวัตกรรมที่เปลี่ยนอุตสาหกรรมชานมจีน
 

ก่อนที่ตลาดชาพรีเมียมจะได้รับความนิยมในวงกว้าง ชื่อของ Heytea คือผู้เล่นที่เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม บริษัทได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ริเริ่มเมนู Cheese Tea หรือชาโรยครีมชีส ซึ่งกลายเป็นกระแสไปทั่วประเทศจีน ก่อนจะถูกนำไปต่อยอดโดยผู้ประกอบการจำนวนมากทั้งในเอเชียและตลาดโลก
 
นอกเหนือจากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ Heytea ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบร้าน การสร้างภาพลักษณ์แบบมินิมอล และการใช้โซเชียลมีเดียสร้างกระแส จนสามารถดึงดูดผู้บริโภควัยรุ่นและคนทำงานในเมืองใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง
 
แม้การแข่งขันในจีนจะรุนแรงขึ้น แต่ Heytea ยังคงเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ โดยหวังใช้ความเป็นแบรนด์นวัตกรรมสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
 
Nayuki ผู้บุกเบิกโมเดล "ชาและเบเกอรี่" กำลังเผชิญบททดสอบ
 
ภาพจาก https://citly.me/1xNOM

อีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญของตลาดคือ Nayuki ซึ่งสร้างความแตกต่างด้วยแนวคิด "Tea + Bakery" หรือการผสมผสานร้านชาพรีเมียมเข้ากับเบเกอรี่สดภายในร้าน ในช่วงแรกโมเดลดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะช่วยเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิลของลูกค้า และสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจากร้านชานมทั่วไป จน Nayuki กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ชารายแรกๆ ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้น บริษัทต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าเช่าพื้นที่ ค่าแรง และต้นทุนการดำเนินงานของร้านขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้เล่นรุ่นใหม่อย่าง Mixue และ Chagee ใช้โมเดลร้านขนาดเล็ก ลงทุนต่ำ และขยายสาขาได้รวดเร็วกว่า 
 
กรณีของ Nayuki จึงสะท้อนให้เห็นว่า ในยุคที่ตลาดเข้าสู่การแข่งขันด้านราคาและประสิทธิภาพการดำเนินงาน การมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถควบคุมต้นทุนและสร้างระบบซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพได้
 
เมื่อเปรียบเทียบทั้ง 4 แบรนด์ จะพบว่าความสำเร็จของแต่ละรายเกิดจากการเลือกจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
  1. Mixue แข่งด้วยต้นทุนต่ำ ซัพพลายเชน และการขยายแฟรนไชส์จำนวนมาก
  2. Chagee สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านแบรนด์ ประสบการณ์ และการยกระดับวัฒนธรรมการดื่มชา
  3. Heytea ใช้นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการสร้างเทรนด์เป็นหัวใจของการแข่งขัน
  4. Nayuki พยายามสร้างประสบการณ์ร้านแบบครบวงจรด้วยโมเดลชาและเบเกอรี่
สิ่งที่ทั้งสี่แบรนด์มีร่วมกันคือ การไม่ได้มองตนเองเป็นเพียง "ร้านชานม" แต่เป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี ซัพพลายเชน และการสร้างแบรนด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์เครื่องดื่มจากจีนสามารถก้าวขึ้นมาท้าทายผู้เล่นระดับโลกในเวลาอันรวดเร็ว
 
ธุรกิจไก่ทอดและฟาสต์ฟู้ดจีน เมื่อแบรนด์ท้องถิ่นลุกขึ้นท้าชนยักษ์ใหญ่ระดับโลก
 
หากในอดีตตลาดฟาสต์ฟู้ดของจีนถูกครอบครองโดยแบรนด์ตะวันตกอย่าง KFC และ McDonald's ปัจจุบันสถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้ประกอบการจีนเริ่มสร้างแบรนด์ของตนเองที่ไม่ใช่เพียงการเลียนแบบ แต่เป็นการพัฒนาเมนู รสชาติ และโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนโดยเฉพาะ
 
กระแสการเติบโตของแบรนด์อย่าง Tastien และ Wallace สะท้อนว่า ความได้เปรียบของผู้เล่นจีนไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค การบริหารซัพพลายเชน และการขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์ที่มีประสิทธิภาพ จนสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากเชนระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง
 
Tastien เมื่อ "เบอร์เกอร์" ถูกตีความใหม่ในแบบจีน
 
ภาพจาก https://citly.me/i5hT1

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ Tastien กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน และได้รับความสนใจจากนักวิเคราะห์ทั่วโลก เพราะบริษัทเลือกเดินเกมที่แตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน
 
แทนที่จะนำเสนอเบอร์เกอร์สไตล์อเมริกันเหมือน McDonald's หรือ KFC บริษัทกลับนิยามผลิตภัณฑ์ใหม่ในฐานะ "Chinese Burger" หรือเบอร์เกอร์ที่ใช้วัตถุดิบและรสชาติแบบจีนเป็นจุดขาย
 
เมนูของ Tastien จึงไม่ได้มีเพียงเนื้อวัวหรือไก่ทอดแบบดั้งเดิม แต่ยังนำอาหารจีนที่คุ้นเคยมาประยุกต์ เช่น เป็ดปักกิ่ง หมูสามชั้นตุ๋น ไก่รสเสฉวน หรือเครื่องเทศจีนหลากหลายชนิด มาอยู่ในรูปแบบเบอร์เกอร์ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเป็นอาหารตะวันตกที่มี "รสชาติแบบจีน"
 
นิตยสาร TIME เคยวิเคราะห์ว่า ความสำเร็จของ Tastien ไม่ได้เกิดจากเมนูเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากกระแส Guochao หรือ ความภาคภูมิใจในแบรนด์จีน ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองว่าแบรนด์จีนสามารถสร้างคุณภาพและนวัตกรรมได้ไม่แพ้แบรนด์ตะวันตก
 
ด้านโมเดลธุรกิจ Tastien เลือกใช้ร้านขนาดเล็ก ใช้เงินลงทุนต่ำ และเน้นการขยายผ่านระบบแฟรนไชส์ ทำให้สามารถเปิดสาขาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังตั้งราคาสินค้าให้ต่ำกว่าคู่แข่งต่างชาติ จึงเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างได้ง่ายกว่า
 
กรณีของ Tastien จึงสะท้อนว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การนำสูตรอาหารจากตะวันตกมาใช้ แต่คือการสร้างแบรนด์ที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่นและเข้าใจรสนิยมของผู้บริโภคในประเทศ
 
Wallace ฟาสต์ฟู้ดราคาประหยัดที่เติบโตจากเมืองรอง
 

หาก Tastien คือผู้เล่นรุ่นใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจ Wallace ถือเป็นผู้บุกเบิกโมเดลฟาสต์ฟู้ดราคาประหยัดของจีน และมักได้รับฉายาว่าเป็น KFC ของจีน
 
Wallace ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2001 โดยเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างจากแบรนด์ตะวันตกอย่างชัดเจน แทนที่จะเปิดร้านในทำเลระดับพรีเมียม บริษัทกลับมุ่งขยายสาขาไปยังเมืองระดับรองและชุมชนที่ยังมีการแข่งขันไม่สูง พร้อมตั้งราคาสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วไป เมนูหลักยังคงเป็นไก่ทอด เบอร์เกอร์ และอาหารจานด่วน แต่มีการปรับรสชาติให้สอดคล้องกับความนิยมของผู้บริโภคจีน ขณะที่การบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวดช่วยให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ปัจจุบัน Wallace มีสาขาหลายหมื่นแห่งทั่วประเทศจีน และกำลังเริ่มทดลองขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศในบางพื้นที่ แม้จะยังไม่เป็นที่รู้จักในระดับโลกเท่าแบรนด์จีนรายอื่น แต่ในตลาดภายในประเทศ Wallace ถือเป็นคู่แข่งสำคัญของ KFC และ McDonald's มานานหลายปี
 
ความสำเร็จของ Wallace แสดงให้เห็นว่า การเข้าถึงผู้บริโภคในเมืองรอง ซึ่งมีประชากรจำนวนมหาศาลและกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของธุรกิจฟาสต์ฟู้ดจีน
 
ถอดรหัสความสำเร็จแบรนด์จีน ไม่ได้ชนะเพราะราคาถูก แต่ชนะเพราะ "ระบบ"
 
เมื่อพิจารณาทั้งธุรกิจเครื่องดื่มและฟาสต์ฟู้ด จะพบว่าเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์จีนไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงด้านเดียว แต่เป็นผลจากการผสมผสานโมเดลธุรกิจหลายด้านเข้าด้วยกัน

1. Price War สงครามราคาที่คัดกรองผู้เล่นในตลาด
 

การแข่งขันในตลาดผู้บริโภคของจีนรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งธุรกิจชานม กาแฟ และฟาสต์ฟู้ด ต่างใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อแย่งชิงลูกค้า ผลที่ตามมาคือ บริษัทที่มีต้นทุนต่ำและระบบซัพพลายเชนแข็งแกร่งสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กหรือแบรนด์ที่มีต้นทุนสูงต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก 
 
บางรายต้องปิดกิจการหรือถอนตัวออกจากตลาด กล่าวอีกนัยหนึ่ง สงครามราคาในจีนไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่เป็นกระบวนการคัดเลือกผู้เล่นที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดให้เหลือรอด

2. Franchise Machine เติบโตด้วยการขายระบบ ไม่ใช่ขายสินค้า

จุดร่วมของ Mixue, Chagee, Wallace และ Tastien คือการให้ความสำคัญกับการสร้างระบบแฟรนไชส์ที่สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว แทนที่จะลงทุนเปิดร้านเองทั้งหมด บริษัทเลือกสร้างมาตรฐานการดำเนินงาน ระบบจัดส่งวัตถุดิบ และการฝึกอบรมแฟรนไชส์ให้มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถขยายสาขาได้หลายพันแห่งภายในระยะเวลาไม่นาน โดยใช้เงินลงทุนของผู้ประกอบการแฟรนไชส์เป็นแรงขับเคลื่อน โมเดลนี้ทำให้บริษัทเติบโตได้เร็ว พร้อมรักษามาตรฐานสินค้าและบริการในทุกสาขา

3. Digital First ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนธุรกิจ
 

แบรนด์ผู้บริโภคจีนจำนวนมากให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหัวใจของธุรกิจ แทบทุกแบรนด์มีแอปพลิเคชัน ระบบสมาชิก คูปองดิจิทัล การชำระเงินผ่านมือถือ และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคและนำข้อมูลไปใช้พัฒนาสินค้า รวมถึงออกแบบแคมเปญการตลาดที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม การใช้ข้อมูลอย่างเข้มข้นช่วยให้แบรนด์จีนตอบสนองตลาดได้รวดเร็ว และสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง

4. Supply Chain หัวใจที่สร้างความได้เปรียบ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการลงทุนในระบบซัพพลายเชน ตั้งแต่โรงงานผลิตวัตถุดิบ คลังสินค้า โลจิสติกส์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ การควบคุมห่วงโซ่อุปทานด้วยตนเองช่วยให้บริษัทลดต้นทุน รักษาคุณภาพสินค้า และเพิ่มความรวดเร็วในการขยายสาขา โมเดลนี้คล้ายกับแนวทางของบริษัทเทคโนโลยีจีนหลายแห่งที่ลงทุนควบคุมการผลิตและการจัดส่งเอง เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนในระยะยาว

5. Guochao เมื่อผู้บริโภคจีนเชื่อมั่นในแบรนด์ประเทศตัวเอง
 

ปัจจัยที่ผลักดันการเติบโตของแบรนด์จีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือกระแส Guochao หรือการหันมาสนับสนุนสินค้าและแบรนด์ของจีน คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้มองว่าแบรนด์ตะวันตกเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพเหนือกว่าอีกต่อไป แต่กลับให้คุณค่ากับแบรนด์จีนที่สามารถผสมผสานนวัตกรรม การออกแบบ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน
 
กระแสดังกล่าวเปิดโอกาสให้แบรนด์อย่าง Mixue, Chagee, Tastien และ Luckin Coffee เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศ ก่อนจะเริ่มขยายอิทธิพลสู่ตลาดโลก

สรุป 
 
การเติบโตของแบรนด์เครื่องดื่มและฟาสต์ฟู้ดจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจจีน จากประเทศที่เคยเป็นฐานการผลิตของโลก สู่การเป็นผู้สร้างแบรนด์ระดับโลกด้วยตนเอง
 
สิ่งที่ทำให้แบรนด์เหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงการตั้งราคาที่ต่ำหรือการขยายสาขาจำนวนมาก แต่คือการสร้างระบบธุรกิจที่เชื่อมโยงซัพพลายเชน เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบแฟรนไชส์ และการสร้างแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ในขณะที่แบรนด์ตะวันตกจำนวนมากเคยเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม วันนี้ผู้เล่นจากจีนกำลังสร้างมาตรฐานใหม่ของตนเอง และเริ่มส่งออกโมเดลธุรกิจดังกล่าวไปยังตลาดต่างประเทศ
 
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าแบรนด์จีนจะมาแทนแบรนด์ตะวันตกหรือไม่ แต่คือ แบรนด์ระดับโลกในทศวรรษหน้าจะมีต้นกำเนิดจากจีนมากขึ้นเพียงใด เพราะจากทิศทางในปัจจุบัน จีนไม่ได้ส่งออกเพียงสินค้าอีกต่อไป หากกำลังส่งออกทั้งแบรนด์ โมเดลธุรกิจ และวิธีคิดในการแข่งขันสู่ตลาดโลก

อ้างอิง
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ยอดวิว TikTok สำคัญแค่ไหน? วิธี เปลี่ยนคนดูให้กล..
1,745
คู่มือเลือกเว็บปั้มไลค์สำหรับผู้ประกอบการ SME แล..
1,726
ธุรกิจเพิ่งเริ่ม คนยังไม่รู้จัก ควรสร้าง Social ..
1,652
ปั้นยอดวิวเอง หรือ ใช้เว็บปั้มวิว ? เปรียบเทียบ..
1,591
Indomie มาม่าขายดีในแอฟริกา 4,500 ล้านซอง/ปี! เบ..
468
กลยุทธ์สาขาเดียว คำตอบเดียวในความดัง Parameter
437
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด