บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
260
6 นาที
5 สิงหาคม 2569
ABC-MART บุกไทย เดิมพันครั้งใหม่ของยักษ์ใหญ่รองเท้าญี่ปุ่น ในวันที่ตลาดบ้านเกิดโตไม่ไหว


สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เคยเดินทางไปญี่ปุ่น ชื่อของ ABC-MART น่าจะเป็นหนึ่งในร้านที่หลายคนคุ้นเคยไม่ต่างจาก Don Quijote หรือ Uniqlo เพราะเป็นร้านรองเท้าแบบ Multi-brand ที่รวบรวมสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำไว้ในที่เดียว ทั้ง Nike, Adidas, New Balance, Vans, Converse, ASICS และอีกหลายแบรนด์ พร้อมจุดเด่นด้านโปรโมชั่นและราคาที่มักถูกกว่าหลายประเทศ ทำให้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักช้อปชาวไทย
 
อย่างไรก็ตาม ภาพจำที่ว่าต้องบินไปญี่ปุ่นถึงจะได้ซื้อ ABC-MART อาจเปลี่ยนไปในอนาคตอันใกล้ หลังผู้บริหารของบริษัทเปิดเผยแผนศึกษาการลงทุนในประเทศไทยและอินโดนีเซีย เพื่อเป็นฐานการเติบโตแห่งใหม่ของธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน
 
แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีการประกาศช่วงเวลาของการเปิดสาขาอย่างเป็นทางการ แต่การเลือกประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมาย เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทกำลังให้ความสำคัญกับตลาดแห่งนี้อย่างจริงจัง
 
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า ABC-MART จะเข้ามาเมื่อไหร่ หากแต่อยู่ที่ว่าการเข้ามาของเชนร้านรองเท้ายักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นรายนี้ จะสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดรองเท้าไทย ซึ่งมีการแข่งขันสูงอยู่แล้ว ได้มากน้อยเพียงใด

จุดเริ่มต้นของ ABC-MART 
 

ผู้ก่อตั้ง ABC-MART คือ Masahiro Miki นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นเชื้อสายเกาหลี เขาเติบโตมากับธุรกิจรองเท้าของครอบครัวในจังหวัดฟูกูโอกะ ทำให้เขาได้เรียนรู้ธุรกิจนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย และมองเห็นโอกาสของตลาดรองเท้าในญี่ปุ่น ที่ยังมีร้านค้าปลีกแบบเชนไม่มากนักในตอนนั้น พอมาในปี 1985 Miki เขาตัดสินใจยืมเงินจากครอบครัวประมาณ 700,000 บาท เพื่อเปิดร้านรองเท้าของตนเองในย่านชินจูกุ กรุงโตเกียว โดยร้านแห่งแรกมีพื้นที่เพียงประมาณ 20 ตารางเมตร
 
จากร้านเล็กๆ เขาค่อยๆ ขยายกิจการ ก่อนจะรีแบรนด์เป็น ABC-MART ในปี 1990 พร้อมเดินหน้าขยายสาขาอย่างจริงจัง โดยเปิดเพิ่มอีก 4 สาขาในกรุงโตเกียวภายในปีเดียวกัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตในฐานะเชนร้านค้าปลีกรองเท้า
 
ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ ABC-MART เติบโตจากร้านรองเท้าขนาดเล็ก กลายเป็นบริษัทค้าปลีกรองเท้ามูลค่าตลาดราว 157,000 ล้านบาท มีสาขารวมมากกว่า 1,500 แห่งทั่วโลก โดยประมาณ 75% ตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในเกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา
 
การเติบโตดังกล่าวยังสะท้อนผ่านผลประกอบการที่ขยายตัวต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ 2024 บริษัทมีรายได้กว่า 79,200 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 9,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้า ขณะที่ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2025 เพียงไตรมาสเดียว บริษัทก็มีรายได้กว่า 22,120 ล้านบาท และกำไรสุทธิประมาณ 3,000 ล้านบาท
 
หากพิจารณาโครงสร้างรายได้ จะพบว่า รองเท้าผ้าใบ ยังคงเป็นสินค้าหลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของยอดขายทั้งหมด รองลงมาคือรองเท้าหนัง 13% รองเท้าเด็ก 8% รองเท้าแตะ 5% และสินค้าอื่นๆ อีก 14%
 
ทำไม ABC-MART ต้องออกจากญี่ปุ่น

การขยายธุรกิจมายังประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสาขาในต่างประเทศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของ ABC-MART ในการลดการพึ่งพาตลาดญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ
 
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่จำนวนประชากรลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศเติบโตช้าลง และตลาดค้าปลีกหลายประเภท รวมถึงธุรกิจรองเท้า มีโอกาสขยายตัวจำกัดเมื่อเทียบกับอดีต
 
ด้วยเหตุนี้ Kiichiro Hattori ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงประกาศเป้าหมายผลักดันให้ ABC-MART ก้าวจากการเป็นร้านรองเท้าของญี่ปุ่นไปสู่การเป็นผู้ค้าปลีกรองเท้าระดับเอเชีย โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้มากกว่า 50% ของรายได้รวม จากปัจจุบันที่อยู่ราว 28%
 
ที่ผ่านมา บริษัทได้เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียนแล้ว ด้วยการเปิดสาขาในประเทศเวียดนามเมื่อปี 2022 และฟิลิปปินส์ในปี 2025 ก่อนจะประกาศว่าประเทศไทยและอินโดนีเซีย คือ เป้าหมายสำคัญลำดับถัดไป
 
การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดต่างประเทศไม่ได้เป็นเพียงโอกาสของ ABC-MART อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ หากบริษัทต้องการรักษาการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางข้อจำกัดของตลาดในบ้านเกิด
 

ทำไมต้องเปิดตลาดในประเทศไทย
 
เมื่อมองออกนอกประเทศญี่ปุ่น ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นพื้นที่ที่ ABC-MART ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากยังมีประชากรวัยทำงานและคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดรองเท้าแฟชั่นและรองเท้ากีฬา
 
สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่บริษัทจับตามอง เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน มีกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นประเทศที่แบรนด์จากญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในวงกว้าง
 
อีกปัจจัยที่น่าสนใจคือ การรับรู้แบรนด์ของผู้บริโภคไทยที่มีต่อ ABC-MART เกิดขึ้นมาก่อนแล้วจากการท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ทำให้ชื่อของ ABC-MART ไม่ใช่แบรนด์ที่คนไทยต้องเริ่มทำความรู้จักใหม่
 
นอกจากนี้ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยที่นิยมซื้อรองเท้าจาก ABC-MART ระหว่างเดินทางไปญี่ปุ่น ยังสะท้อนว่าแบรนด์มีฐานลูกค้าที่รู้จักและเคยสัมผัสประสบการณ์การซื้อสินค้ามาแล้วระดับหนึ่ง ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนในการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์เมื่อเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย
 
อย่างไรก็ตาม การเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จัก อาจเป็นเพียง "จุดเริ่มต้น" ของการแข่งขัน เพราะสิ่งที่ผู้บริโภคจดจำเกี่ยวกับ ABC-MART ไม่ได้มีเพียงความหลากหลายของสินค้า แต่ยังรวมถึงภาพจำเรื่อง "ราคาที่คุ้มค่า" ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่บริษัทจะต้องพิสูจน์ เมื่อเข้าสู่ตลาดไทยที่มีโครงสร้างต้นทุนและการแข่งขันแตกต่างจากญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง
 
จุดแข็งของ ABC-MART รวมแบรนด์ดังไว้ในที่เดียว
 

สิ่งที่ทำให้ ABC-MART เติบโตจนมีสาขามากกว่า 1,100 แห่งในญี่ปุ่น และในต่างประเทศกว่า 400 แห่ง ไม่ใช่เพราะบริษัทมีรองเท้าแบรนด์ของตัวเอง แต่เป็นการวางตำแหน่งธุรกิจในฐานะร้านค้าปลีกรองเท้าแบบ Multi-brand ที่รวบรวมสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลกไว้ในร้านเดียว
 
ไม่ว่าจะเป็น Nike, Adidas, New Balance, ASICS, Vans, Converse, Timberland, Skechers รวมถึงแบรนด์รองเท้าและสินค้าไลฟ์สไตล์อื่นๆ ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบสินค้าได้หลายแบรนด์ภายในร้านเดียว ต่างจากร้านแบบ Mono-brand ที่จำหน่ายเฉพาะสินค้าของแบรนด์ตัวเอง
 
นอกจากความหลากหลายของสินค้าแล้ว อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้ ABC-MART เป็นจุดหมายของนักช้อปจำนวนมาก คือการทำโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่มักมีสินค้าลดราคาหลายรุ่นตลอดทั้งปี ประกอบกับการมีสินค้าหลากหลายตั้งแต่รองเท้ากีฬา รองเท้าลำลอง รองเท้าทำงาน ไปจนถึงรองเท้าแฟชั่น ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้หลายกลุ่ม
 
อีกจุดเด่นที่ช่วยสร้างความแตกต่างคือ การมีสินค้าบางรุ่นหรือบางสีที่ผลิตเพื่อวางจำหน่ายเฉพาะตลาดญี่ปุ่น หรือ Japan Exclusive รวมถึงรองเท้าบางคอลเลกชันที่หาได้ยากในประเทศอื่น ส่งผลให้ ABC-MART กลายเป็นหนึ่งในร้านที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวเอเชีย นิยมแวะซื้อระหว่างเดินทางไปญี่ปุ่น
 
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเองยังพัฒนารูปแบบร้านให้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะ ABC-MART Grand Stage ซึ่งเป็นร้านรูปแบบพรีเมียมที่เน้นสนีกเกอร์รุ่นใหม่ รุ่นลิมิเต็ด และสินค้าแฟชั่นมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหารองเท้าในฐานะสินค้าแฟชั่น ไม่ใช่เพียงสินค้าเพื่อการใช้งาน
 
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งเหล่านี้จะสามารถนำมาสร้างความได้เปรียบในประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด ยังเป็นคำถามสำคัญ เพราะหลายองค์ประกอบที่ทำให้ ABC-MART ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น อาจไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมดในตลาดไทย แต่ประเทศไทยไม่ใช่ตลาดง่ายสำหรับ ABC-MART
 
แม้ไทยจะเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงของภูมิภาคอาเซียน แต่เส้นทางของ ABC-MART ก็อาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เนื่องจากต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการแข่งขัน โครงสร้างต้นทุน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างจากญี่ปุ่น

1. ตลาดรองเท้าไทยมีผู้เล่นรายใหญ่จับจองพื้นที่ไปแล้ว
 
หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ร้านรองเท้าแบบ Multi-brand อาจมีไม่มากนัก แต่ปัจจุบันตลาดไทยมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทั้งจากผู้ค้าปลีกสินค้าอุปกรณ์กีฬา ร้านสนีกเกอร์เฉพาะทาง รวมถึงช็อปของแบรนด์ต่างๆ ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง
 
ไม่ว่าจะเป็น Supersports, JD Sports, Foot Locker, Carnival, SEEK, REV RUNNR, Ari Running ตลอดจนร้านของ Nike, Adidas, New Balance, ASICS, On และอีกหลายแบรนด์ที่กระจายอยู่ในศูนย์การค้าทั่วประเทศ
 
ขณะเดียวกัน การเติบโตของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee และ Lazada ยังทำให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคา โปรโมชั่น และเลือกซื้อสินค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหน้าร้านอีกต่อไป นั่นหมายความว่า ABC-MART จะไม่ได้แข่งขันกับร้านรองเท้าเพียงรายเดียว แต่ต้องแข่งขันกับผู้เล่นแทบทุกช่องทางในตลาด
 
2. สิ่งที่คนไทยจดจำ อาจไม่ใช่ชื่อร้าน แต่คือ "ราคาที่ญี่ปุ่น"
 

หากพิจารณาความคิดเห็นของผู้บริโภคในโลกออนไลน์ จะพบว่าหลายคนมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า เหตุผลสำคัญที่เลือกซื้อรองเท้าจาก ABC-MART ในญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะชื่อของร้านเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ "ราคา"
 
หลายคนมองว่า ABC-MART เป็นร้านที่สามารถซื้อรองเท้าแบรนด์ดังได้ในราคาที่คุ้มค่า บางรุ่นมีราคาต่ำกว่าที่จำหน่ายในประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด เมื่อรวมกับโปรโมชั่นและสิทธิ์ Tax Free สำหรับนักท่องเที่ยว ยิ่งทำให้การซื้อรองเท้าที่ญี่ปุ่นมีความน่าสนใจมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ หาก ABC-MART เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย แต่ไม่สามารถสร้างความแตกต่างด้านราคา หรือไม่มีสินค้าที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง ข้อได้เปรียบที่ผู้บริโภคเคยรับรู้ก็อาจลดลงทันที
 
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความท้าทายของ ABC-MART อาจไม่ใช่การทำให้คนไทยรู้จักแบรนด์ เพราะหลายคนรู้จักอยู่แล้ว แต่คือการทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะเดินเข้าร้าน แทนที่จะเลือกซื้อจากร้านที่มีอยู่เดิม
 
3. โครงสร้างต้นทุน อาจทำให้ราคาญี่ปุ่นเกิดขึ้นในไทยได้ยาก
 
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือเรื่อง "ราคา" ในประเทศญี่ปุ่น ABC-MART จำหน่ายสินค้าในฐานะผู้ค้าปลีกภายในประเทศ ทำให้ต้นทุนหลายด้านแตกต่างจากการนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย
 
หากเปิดสาขาในไทย บริษัทจะต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งภาษีนำเข้า ค่าขนส่ง ค่าเช่าพื้นที่ ค่าแรงพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งล้วนส่งผลต่อต้นทุนสินค้าปลายทาง
 
แม้ว่ารายละเอียดด้านห่วงโซ่อุปทานของ ABC-MART ในประเทศไทยยังไม่มีการเปิดเผย แต่โครงสร้างต้นทุนดังกล่าวก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่า การจำหน่ายสินค้าในราคาใกล้เคียงกับที่ขายในญี่ปุ่นอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย
 
นั่นทำให้โจทย์สำคัญของ ABC-MART อาจไม่ใช่การขาย "ราคาถูกที่สุด" แต่เป็นการสร้างคุณค่าในด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกรุ่นที่แตกต่าง สินค้าเฉพาะตลาด การสร้างประสบการณ์หน้าร้าน หรือการทำโปรโมชั่นที่สามารถแข่งขันกับผู้เล่นเดิมในตลาดได้ เพื่อให้การเข้ามาในประเทศไทยมีความโดดเด่นมากกว่าการเป็นเพียงร้านรองเท้า Multi-brand อีกหนึ่งรายในตลาดที่มีการแข่งขันสูงอยู่แล้ว
 
ABC-MART จะสู้ตลาดไทยด้วยอะไร
 

แม้จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง แต่ ABC-MART ก็ไม่ได้ก้าวเข้าสู่ตลาดอาเซียนโดยใช้แนวคิดแบบเดียวกับที่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น หากแต่เลือกปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับแต่ละประเทศมากขึ้น
 
Kiichiro Hattori ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ ระบุว่า หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่บริษัทได้รับจากการขยายธุรกิจในต่างประเทศ คือการไม่สามารถใช้แนวคิด One Size Fits All หรือการบริหารจากสำนักงานใหญ่เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป
 
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงหันมาให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ Localization หรือการปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดท้องถิ่น โดยให้อำนาจทีมงานในแต่ละประเทศให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกสินค้า การบริหารสต็อก หรือการวางสินค้าให้ตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในพื้นที่ แทนการกำหนดทุกอย่างจากสำนักงานใหญ่ในกรุงโตเกียว
 
แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากประสบการณ์ของ Hattori ในช่วงที่เข้าไปพลิกฟื้นธุรกิจ ABC-MART ไต้หวันเมื่อปี 2013 ซึ่งพบว่าความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ทั้งด้านแฟชั่น ขนาดรองเท้า สีที่ได้รับความนิยม และช่วงเวลาการจับจ่าย หากใช้สินค้าและรูปแบบร้านเหมือนกันทุกประเทศ ก็อาจไม่ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละตลาด
 
นอกจากการให้อิสระกับทีมท้องถิ่นแล้ว ABC-MART ยังยึดแนวคิด Store-first หรือ ให้ความสำคัญกับหน้าร้านเป็นอันดับแรก โดยผู้บริหารและพนักงานจากสำนักงานใหญ่จะลงไปช่วยปฏิบัติงานในสาขาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อเรียนรู้ปัญหาและความต้องการของลูกค้าจากหน้างานจริง ก่อนนำข้อมูลกลับมาปรับปรุงการดำเนินงาน
 
กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ABC-MART ไม่ได้มองการแข่งขันในต่างประเทศเพียงแค่การขยายสาขา แต่เป็นการสร้างธุรกิจที่สามารถปรับตัวเข้ากับแต่ละประเทศได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การใช้กลยุทธ์ Localization จะประสบความสำเร็จในประเทศไทยหรือไม่ ยังคงขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคไทยได้มากเพียงใด
 
สิ่งที่ผู้บริโภคไทยคาดหวัง ไม่ใช่แค่ "ร้านใหม่" แต่ต้องมีเหตุผลให้เข้าไปซื้อ
 
หากพิจารณาความคิดเห็นของผู้บริโภคบนโลกออนไลน์หลังมีข่าวว่า ABC-MART กำลังศึกษาการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จะพบว่ากระแสส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งคำถามว่า "อยากให้มาไหม" แต่เป็น "ถ้ามาแล้วจะต่างจากเดิมอย่างไร"
 
ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ราคา โดยผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยระบุว่า เหตุผลที่เลือกซื้อรองเท้าจาก ABC-MART ในญี่ปุ่น คือราคาที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการซื้อในประเทศไทย ดังนั้น หากเปิดสาขาในไทยแต่ราคาจำหน่ายใกล้เคียงกับร้านค้าปลีกที่มีอยู่แล้ว ความน่าสนใจของแบรนด์ก็อาจลดลง
 
นอกจากเรื่องราคา ผู้บริโภคยังคาดหวังให้ ABC-MART นำเสนอสินค้าที่แตกต่างจากตลาดปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรองเท้ารุ่นพิเศษ (Japan Exclusive) สีพิเศษ คอลเลกชันที่ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย หรือรุ่นที่หาซื้อได้ยากจากร้านค้าทั่วไป
 
อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงคือเรื่องโปรโมชั่น หลายคนมองว่า หากไม่สามารถทำราคาให้ใกล้เคียงกับญี่ปุ่นได้ อย่างน้อยก็ควรมีแคมเปญส่งเสริมการขายหรือสิทธิประโยชน์ที่สร้างความคุ้มค่าได้มากกว่าคู่แข่ง
 
ความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความคาดหวังของผู้บริโภคไทยไม่ได้อยู่ที่การมีร้าน ABC-MART ในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่คือการได้รับประสบการณ์แบบ ABC-MART ที่ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นตัวเลือกสินค้าที่หลากหลาย รุ่นที่แตกต่าง หรือความคุ้มค่าในการซื้อ
 
ท้ายที่สุด สินค้าที่จำหน่ายเป็นรุ่นเดียวกับร้านค้าปลีกรายอื่น และมีราคาที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งก็อาจยังเลือกซื้อรองเท้าระหว่างเดินทางไปญี่ปุ่นเช่นเดิม เพราะภาพจำของ ABC-MART ในสายตาคนไทย ไม่ได้เป็นเพียงร้านรองเท้า แต่คือ ร้านที่ซื้อรองเท้าได้คุ้มที่สุดเมื่อไปญี่ปุ่น
 
นั่นจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ ABC-MART ต้องพิสูจน์ หากต้องการเปลี่ยนจากร้านที่คนไทยแวะซื้อเมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น ให้กลายเป็น ร้านที่คนไทยเลือกเดินเข้าเมื่ออยู่ในประเทศไทย
 
 
โอกาสและความเสี่ยง เมื่อ ABC-MART ก้าวเข้าสู่ตลาดไทย
 
การเข้ามาของ ABC-MART ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของธุรกิจค้าปลีกรองเท้าในประเทศไทย เพราะแม้แบรนด์จะมีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในหลายประเทศ แต่การเข้าสู่ตลาดใหม่ย่อมมาพร้อมทั้งโอกาสและความท้าทาย
 
โอกาส - แบรนด์แข็งแรงและมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว
 
หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของ ABC-MART คือการเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคไทยจำนวนมากรู้จักอยู่ก่อนแล้ว จากการเดินทางท่องเที่ยวไปยังญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องเริ่มสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ใหม่ทั้งหมดเหมือนผู้เล่นต่างชาติรายอื่น ขณะเดียวกัน โมเดลร้านแบบ Multi-brand ที่รวบรวมรองเท้าจากหลายแบรนด์ไว้ในพื้นที่เดียว ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบสินค้าได้สะดวก และตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการเลือกซื้อรองเท้าหลายประเภทภายในร้านเดียว
 
แม้ตลาดรองเท้าไทยจะมีการแข่งขันสูง แต่ก็ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากกระแสการออกกำลังกาย ไลฟ์สไตล์สายสนีกเกอร์ และการที่รองเท้ากลายเป็นสินค้าแฟชั่นมากขึ้น ทำให้ยังมีโอกาสสำหรับผู้เล่นรายใหม่ที่สามารถสร้างความแตกต่างได้
 
หาก ABC-MART สามารถนำเสนอสินค้าที่แตกต่างจากตลาด ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพิเศษ สินค้า Japan Exclusive หรือคอลเลกชันที่ไม่มีจำหน่ายผ่านช่องทางอื่น ก็อาจช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และกระตุ้นการแข่งขันในตลาดค้าปลีกรองเท้าได้มากขึ้น
 
ความเสี่ยง - ราคาอาจไม่ใช่จุดขายเหมือนในญี่ปุ่น
 

ภาพจาก https://citly.me/ehj16

ในอีกด้านหนึ่ง ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ ABC-MART อาจไม่ใช่การสร้างการรับรู้แบรนด์ แต่เป็นการรักษาภาพลักษณ์เรื่อง "ความคุ้มค่า" ที่ผู้บริโภคไทยคุ้นเคย ด้วยโครงสร้างต้นทุนในประเทศไทย ทั้งภาษีนำเข้า ค่าขนส่ง ค่าเช่าพื้นที่ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทำให้การจำหน่ายสินค้าในราคาระดับเดียวกับญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย
 
ขณะเดียวกัน ตลาดประเทศไทยยังเต็มไปด้วยผู้เล่นที่แข็งแกร่ง ทั้งร้าน Multi-brand รายใหญ่ ร้านสนีกเกอร์เฉพาะทาง รวมถึงร้านของแบรนด์ระดับโลกที่เข้ามาทำตลาดด้วยตนเอง ทำให้การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องสินค้า แต่รวมถึงโปรโมชั่น ประสบการณ์หน้าร้าน และช่องทางจำหน่ายออนไลน์
 
อีกหนึ่งปัจจัยที่เปลี่ยนไปจากอดีต คือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมากขึ้น การเปรียบเทียบราคาทำได้ง่าย โปรโมชั่นเกิดขึ้นแทบทุกเดือน ส่งผลให้ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมต้องแข่งขันกับทั้งหน้าร้านและออนไลน์ไปพร้อมกัน
 
นอกจากนี้ ร้านของแบรนด์โดยตรง หรือ Mono-brand Store อย่าง Nike, Adidas, New Balance, ASICS และแบรนด์อื่นๆ ก็ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าใหม่ล่าสุดหรือคอลเลกชันเฉพาะของแต่ละแบรนด์ทั้งหมดนี้ทำให้ ABC-MART ต้องหาจุดยืนของตัวเองให้ชัดเจน ว่าจะเป็นมากกว่าร้านที่รวมรองเท้าหลายแบรนด์ได้อย่างไร
 
บทสรุป
 
การประกาศแผนการลงทุนในประเทศไทยของ ABC-MART จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการเปิดสาขาของร้านรองเท้าต่างชาติอีกหนึ่งราย แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของบริษัทที่กำลังมองหาการเติบโตนอกประเทศญี่ปุ่น ท่ามกลางข้อจำกัดจากสังคมผู้สูงอายุและตลาดภายในประเทศที่เริ่มอิ่มตัว
 
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองก็เป็นสนามแข่งขันที่แตกต่างจากตลาดบ้านเกิดของ ABC-MART อย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านโครงสร้างต้นทุน พฤติกรรมผู้บริโภค และจำนวนคู่แข่งที่มีอยู่แล้วในตลาด
 
การเข้ามาของ ABC-MART จึงอาจไม่ใช่การท้าชนร้านรองเท้าเพียงรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า โมเดลร้านค้าปลีกแบบ Multi-brand ซึ่งประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น จะสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยได้มากน้อยเพียงใด
 
ท้ายที่สุด สิ่งที่คนไทยจดจำเกี่ยวกับ ABC-MART ไม่ใช่เพียงร้านที่มีรองเท้าให้เลือกจำนวนมาก หากแต่เป็นภาพของ "ร้านที่ขายรองเท้าราคาดีในญี่ปุ่น" ดังนั้น หากการเข้ามาในประเทศไทยไม่สามารถสร้างความแตกต่าง ทั้งในด้านสินค้า ราคา หรือประสบการณ์การเลือกซื้อได้มากพอ ภาพจำดังกล่าวอาจกลายเป็นความคาดหวังที่บริษัทต้องใช้เวลาพิสูจน์
 
หาก ABC-MART สามารถนำจุดแข็งด้านการคัดเลือกสินค้า กลยุทธ์ Localization และประสบการณ์การบริหารร้านค้าปลีกระดับภูมิภาคมาปรับใช้กับตลาดไทยได้อย่างเหมาะสม การเข้ามาครั้งนี้ก็อาจไม่เพียงเพิ่มตัวเลือกให้ผู้บริโภค แต่ยังอาจเป็นแรงกระตุ้นให้การแข่งขันในตลาดรองเท้าไทยเข้มข้นขึ้น และยกระดับมาตรฐานของธุรกิจค้าปลีกในกลุ่มนี้ไปพร้อมกัน
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
604
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
473
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
358
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
347
อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับวิสัยทัศน์เปลี่ยน LACO สู่..
343
อวสานสินค้าแบรนด์เนม ยอดขายดิ่ง 2.28 แสนล้านบาท ..
342
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด