บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
408
5 นาที
16 มกราคม 2569
ซีพี พลิกเกมค้าปลีก เปิด "โลตัส เซฟพลัส" โมเดลใหม่ ราคาถูกบุกชุมชน
 

ศูนย์วิจัยธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คาดการณ์ว่า ธุรกิจร้านสะดวกซื้อในไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2567 มีมูลค่า 6.05 แสนล้านบาท ขยายตัวราว 5.7% และในปี 2568 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 6.38 แสนล้านบาท ขยายตัว 5.3%
 
จึงไม่แปลกที่แต่ละแบรนด์ร้านสะดวกซื้อในเมืองไทยเร่งปรับตัว เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดและครองใจผู้บริโภค ล่าสุด ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้เปิดตัวร้านสะดวกซื้อโมเดลใหม่ Lotus’s SAVE+ เป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็กขยายสินค้าราคาถูกในชุมชนย่านพฤกษา 74 ซอยทรัพย์พัฒนา จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งหากมองในแง่ของการแข่งขันในตลาดธุรกิจค้าปลีก นี่คือ “หมากทดลอง” ที่ซีพี แอ็กซ์ตร้า วางลงบนกระดานในจังหวะที่ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งในประเทศไทยมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด
 
โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็น 7-Eleven, Lotus’s go fresh, Big C Mini, Tops Daily รวมไปถึงร้านสะดวกซื้อในเครือ CJ ที่มีโมเดลร้านถึง 3 รูปแบบ คือ CJ MORE, CJ Supermarket และ CJX
 
การเปิดตัว Lotus’s SAVE+ ไม่ได้เกิดจากความต้องการเพิ่มจำนวนสาขาของโลตัส แต่เกิดจากความจำเป็นในการ “ปรับโมเดล” ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคค่าครองชีพสูง เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เดินเข้าร้านซื้อสินค้าเพราะแบรนด์อย่างเดียว แต่เดินเข้าร้านเพราะรู้สึกว่าร้านนี้ช่วยประหยัดเงินจริง
 
ซีพี แอ็กซ์ตร้า เสาหลักค้าปลีกของกลุ่มซีพี
 
ภาพจาก https://citly.me/lwjXq

“Lotus’s SAVE+” อยู่ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนหลักของอาณาจักรค้าปลีกกลุ่มซีพี
โดยซีพี แอ็กซ์ตร้ามีธุรกิจหลัก 2 รูปแบบ คือ
  1. ธุรกิจค้าส่ง ผ่านแม็คโคร (ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส)
  2. ธุรกิจค้าปลีก ผ่านโลตัสในไทยและมาเลเซีย
ผลประกอบการล่าสุดในไตรมาส 3 ปี 2568 ซีพี แอ็กซ์ตร้ามีรายได้รวมมากกว่า 121,000 ล้านบาท เติบโต 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาพรวมทั้งกลุ่มซีพี ออลล์ มีรายได้ไตรมาสเดียวมากกว่า 250,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6,597 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 17.6% 
 
หากมองในช่วง 9 เดือน กลุ่มซีพี มีรายได้รวมกว่า 759,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิราว 20,900 ล้านบาท โดยรายได้ถูกแบ่งออกเป็น ซีพี แอ็กซ์ตร้า 47%, ซีพี ออลล์ (7-Eleven) 47% และ ธุรกิจอื่นๆ 6%
 
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจค้าปลีกยังเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทซีพี และการเคลื่อนไหวของโลตัสในครั้งนี้ ย่อมเป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในสมรภูมิค้าปลีก-ค้าส่งเมืองไทยที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด  
 
ค้าส่ง vs ค้าปลีก โลตัสยังโต แต่ต้องโตให้ถูกจังหวะ
 

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

เมื่อแยกดูเฉพาะซีพี แอ็กซ์ตร้า ในไตรมาส 3 รายได้จากค้าส่ง อยู่ที่ราว 68,900 ล้านบาท เติบโต 3.3% ขณะที่รายได้จากค้าปลีก (โลตัส ไทย + มาเลเซีย) อยู่ที่ราว 52,900 ล้านบาท เติบโต 1.7%
 
ในช่วง 9 เดือน รายได้จากการขายสินค้ารวมกว่า 370,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ค้าส่งมีรายได้กว่า 207,000 ล้านบาท ส่วนค้าปลีกมีรายได้กว่า 162,000 ล้านบาท
 
ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่ง คือ ค้าปลีกยังโต แต่โตช้ากว่าค้าส่ง และต้องการโมเดลใหม่มาช่วยกระตุ้น ดังนั้น Lotus’s SAVE+ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคำตอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจค้าปลีกในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแรงลง
 
เครือข่ายสาขาโลตัส ใหญ่พอจะทดลอง 
 
ปี 2567 โลตัสมีสาขาในประเทศไทยทั้งหมด 2,483 สาขา ครอบคลุม 76 จังหวัด และในช่วง 9 เดือนของปี 2568 จำนวนสาขาเพิ่มเป็น 2,509 สาขา โครงสร้างสาขาประกอบด้วย
  • ไฮเปอร์มาร์เก็ต 227 สาขา (ขนาด 2,000–7,000 ตร.ม.)
  • ซูเปอร์มาร์เก็ต Go Fresh 178 สาขา (ขนาด 500–1,500 ตร.ม.)
  • Lotus’s go fresh / โกเฟรช มากกว่า 2,000 สาขา (ขนาด 150–400 ตร.ม.)
ความได้เปรียบสำคัญของโลตัส คือ การมีสาขาจำนวนมาก ทำให้สามารถทดลองโมเดลใหม่อย่าง SAVE+ ได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ถ้า SAVE+ สำเร็จ ก็สามารถปรับโฉมสาขา go fresh ที่ทำยอดต่ำ เป็น SAVE+ ได้ทันที นี่คือสปีดที่คู่แข่งทำได้ยาก
 
SAVE+ กับบทบาทใหม่ในอาณาจักรค้าปลีก
 

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

เมื่อมองในภาพรวมร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ยังครองเกมในด้านความสะดวกสบาย เปิดบริการ 24 ชั่วโมง 
 
Lotus’s Hypermarket ครองเกมด้านการซื้อล็อตใหญ่ๆ 
 
Lotus’s go fresh เน้นขายอาหารสดใกล้บ้าน
 
ขณะที่ Lotus’s SAVE+ ถูกวางตำแหน่งให้เป็นร้านของใช้จำเป็นราคาถูกใกล้บ้าน สำหรับผู้บริโภคที่อยากซื้อสินค้าราคาสบายกระเป๋าใกล้บ้าน SAVE+ ไม่ได้มาแย่งลูกค้ากันเอง แต่เข้ามาปิดช่องว่างด้านราคา ที่ยังไม่มีแบรนด์ใดครอบครองอย่างชัดเจน
 
Insight สำคัญ คนไทยติดนิสัย ‘เปรียบเทียบราคา’
 

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

หนึ่งใน Insight ที่ Lotus’s SAVE+ หยิบมาใช้เป็นแกนหลัก คือพฤติกรรมการเปรียบเทียบราคาของผู้บริโภคชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นของใช้ชิ้นเล็กหรือสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคจำนวนมากจะเช็กราคา เปรียบเทียบ และตัดสินใจอย่างรอบคอบมากขึ้น SAVE+ จึงพยายามตัดขั้นตอนนี้ทิ้งไป ด้วยการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ต้องเปรียบเทียบราคา เพราะสินค้าถูกทุกวัน นี่คือการเปลี่ยนบทบาทของร้านค้าปลีก จากที่ให้เลือกมาเป็นที่ให้มั่นใจว่ามาซื้อแล้วไม่พลาดที่จะได้ของถูก
 
ตัดขิงสด ลด SKU เพื่อเพิ่มสปีดและลดต้นทุน
 
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง Lotus’s SAVE+ กับ Lotus’s go fresh คือ การไม่ขายอาหารสด ซึ่งในเชิงกลยุทธ์นี่คือการลดความซับซ้อนของซัพพลายเชนอย่างชัดเจน เพราะอาหารสดคือสินค้าที่บริหารจัดการยาก ต้นทุนสต๊อกสูง และสูญเสียง่าย การตัดอาหารสดออกทำให้ร้านสามารถหมุนสินค้าได้เร็วขึ้นทันที
 
ขณะเดียวกัน SAVE+ ยังลดจำนวนสินค้า SKU จากราว 4,500 รายการ เหลือประมาณ 2,500 รายการ เน้นขยายเฉพาะสินค้า Key Item ที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันและหมุนเวียนได้เร็ว รวมถึงสินค้า Own Brand ของโลตัสเป็นหลัก ช่วยให้ร้านใช้พื้นที่ไม่มาก ใช้พนักงานเพียง 4 คน แต่ยังตอบโจทย์การซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันได้ในแต่ละวัน
 
เข้า Lotus’s SAVE+ เจอสินค้าอะไรบ้าง
 
แม้ Lotus’s SAVE+ จะถูกออกแบบให้เป็นร้านค้าปลีกไซซ์เล็ก แต่สิ่งที่ทำให้ร้านนี้แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดไม่ใช่ขนาดร้าน แต่เป็นการเลือกสินค้ามาขาย เพราะทุกตารางเมตรในร้าน ถูกคำนวณมาเพื่อรองรับโจทย์เดียวคือ ขายของจำเป็นให้ถูกที่สุด

1. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Dry Grocery) แกนหลักของร้าน
 

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

หัวใจของ Lotus’s SAVE+ คือ สินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ซ้ำทุกวัน ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า นี่คือกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภครู้ราคาดี และ ไวต่อราคามากที่สุด โดยสินค้ากลุ่มนี้ประกอบด้วย เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, อาหารกระป๋อง, เครื่องปรุงรส, ข้าวสาร แป้ง น้ำตาล, ขนมขบเคี้ยว และของทานเล่น, เครื่องดื่มบรรจุขวดและกระป๋อง โดยในร้านจะเน้นขยายเฉพาะแบรนด์หลักที่ได้รับความนิยมในตลาด และตัดแบรนด์รองที่ลูกค้าให้ความสนใจน้อยออก เพื่อลดต้นทุนการสต็อกสินค้า
 
2. สินค้า Own Brand / House Brand ของโลตัส
 

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

หนึ่งในจุดขายที่เห็นได้ชัดใน SAVE+ คือการผลักดัน สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของโลตัสขึ้นมาเป็นพระเอก ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำราคาขายให้ถูกกว่าตลาด เพราะโลตัสสามารถควบคุมต้นทุนการผลิต และซัพพลายเชนได้เอง
 
ตัวอย่างสินค้าที่พบในร้าน เช่น น้ำยาปรับผ้านุ่มโลตัส (ช่วงเปิดร้าน แพ็ก 3 ราคา 23 บาท), น้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาด, กระดาษทิชชู่ กระดาษชำระ, อุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น ไม้กวาดโลตัส ซึ่งสินค้าจำพวกนี้ไม่ได้ขายความหรูหรา แต่ขายความคุ้มค่า ลูกค้าอยากหยิบของใส่ตะกร้าเพราะรู้ว่าราคาถูกกว่าร้านอื่น
 
3. กลุ่มสินค้าในครัวเรือนและของใช้ประจำวัน
 
Lotus’s SAVE+ ยังรวบรวมของใช้ในครัวเรือนที่จำเป็นในบ้านที่คนต้องซื้อซ้ำเป็นประจำ โดยคัดเลือกเฉพาะสินค้าพื้นฐานทั่วไป ราคาย่อมเยา ไม่เน้นความหลากหลายเชิงดีไซน์ เช่น ถุงขยะ, ฟองน้ำล้างจาน, น้ำยาทำความสะอาดพื้น, ไม้ถูพื้น, อุปกรณ์ทำความสะอาดทั่วไป, แนวคิดของร้าน คือ มีของให้ครบ แต่ไม่ต้องเลือกเยอะ เพื่อลดเวลาตัดสินใจของลูกค้า
 
4. อาหารแช่แข็ง (Frozen Food)
 

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

แม้ SAVE+ จะไม่ขายอาหารสด แต่ยังมีอาหารแช่แข็ง เพื่อรองรับความต้องการในการทานอาหารแบบสะดวกสบาย ง่ายๆ ของผู้บริโภค เช่น อาหารแช่แข็งพร้อมปรุง, เนื้อสัตว์แปรรูปแช่แข็ง, ของทอดแช่แข็ง ซึ่งอาหารแช่แข็งจะบริหารจัดการง่ายกว่าอาหารสด อายุสินค้ามีระยะเวลาอยู่ได้นาน ลดของเสีย และยังตอบโจทย์มื้อเร่งด่วนของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
 
5. โซนสัตว์เลี้ยง (Pet Zone)
 
อีกโซนที่ถูกเพิ่มเข้ามาอย่างน่าสนใจคือ Pet Zone สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เลี้ยงสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัว สินค้าหลักในโซนนี้ ได้แก่ อาหารสุนัขและแมว, ขนมสัตว์เลี้ยง, อุปกรณ์พื้นฐาน เช่น ทรายแมว โดยทางร้านยังคงยึดหลักเดิมคือ เน้นสินค้าที่ขายดีได้รับความนิยม ราคาเข้าถึงง่าย และมีระยะเวลาการหมุนสินค้าได้เร็ว
 
ลักษณะเด่นของ Lotus's SAVE+
Own Brand อาวุธลับในยุคกำลังซื้ออ่อนแรง
 

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

การผลักดัน House Brand หรือ Private Brand ของโลตัส เป็นหัวใจสำคัญของโมเดลร้านค้าปลีก SAVE+ เพราะสินค้ากลุ่มนี้สามารถควบคุมต้นทุนได้เอง และตั้งราคาต่ำกว่าแบรนด์ดังในตลาดได้อย่างชัดเจน 
 
ตัวอย่างเช่น น้ำยาปรับผ้านุ่มโลตัส แพ็ก 3 ราคา 23 บาท หรืออุปกรณ์ทำความสะอาดที่ตั้งราคาให้รู้สึกว่าควรหยิบใส่ตะกร้า เพราะในยุคนี้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ถามว่ายี่ห้อนี้ดังหรือไม่ แต่ถามว่าสินค้าที่จำเป็นชิ้นนี้ถูกกว่าที่อื่นหรือเปล่า 
 
สีของร้าน สะท้อนภาพลักษณ์สินค้าลดราคา 
 
จุดเด่นของ SAVE+ คือ เรื่องภาพลักษณ์ การเลือกใช้โทนสีแดงและเหลือง แตกต่างจากสีเขียวของ Lotus’s go fresh อย่างชัดเจน สีเหล่านี้ไม่ได้ถูกเลือกเพราะความสวยงาม แต่เพราะต้องการสื่อสารในเรื่องการ “ลดราคาแรงๆ” และ “ความคุ้มค่า” ได้ทันทีตั้งแต่ยังไม่เดินเข้าร้าน นี่คือร้านที่ไม่ต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจมาก แค่เห็นก็รู้ว่ามาขายสินค้าราคาถูก
 
กลิ่นอายร้าน Hard Discounter แบบ Aldi – CJ 
 

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

เมื่อมองในเชิงโมเดล ผู้เชี่ยวชาญหลายรายเปรียบ Lotus’s SAVE+ กับร้าน Hard Discounter อย่าง Aldi ในประเทศเยอรมนี ทั้งในแง่การลด SKU การเน้น Private Label และการบริหารร้านแบบ Lean
 
แม้ร้าน SAVE+ จะยังไม่สุดโต่งเท่า Aldi แต่ถือเป็นการนำแนวคิด Hard Discounter มาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ แม้ว่าคู่แข่งร้านสะดวกซื้อรายอื่นๆ ในตลาดเมืองไทยจะมีการขายสินค้าแบบยกแพ็คไปบ้างแล้ว 
 
ล่าสุด 7-Eleven ร้านสะดวกซื้อในเครือเดียวกัน เปิดโซนขายสินค้าใหม่ ALL GROCER’S (คู่บ้าน คู่ครัว) ไปแล้วหลายสาขา ขายสินค้าอุปโภค-บริโภคในบ้านและในครัว ตั้งแต่ไม้ถูพื้น อาหารสัตว์ หม้อ ฟองน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดตัว ขนม กระดาษทิชชู ข้าวสาร อาหารแห้ง กาแฟ วัตถุดิบทำขนม เครื่องปรุงอาหาร ไข่ไก่ น้ำอัดลม และอื่นๆ อีกมากมาย 
 
สินค้าส่วนใหญ่ที่วางขายบนชั้นวาง จะขายแบบยกแพ็ค เป็นลัง ชิ้นใหญ่ หรือ ซื้อ 1 แถม 1  
 
เรียกได้ว่า 7-Eleven อำนวยความสะดวกลูกค้าแบบ One Stop Service คือ แวะร้านเดียว ซื้อได้ครบทั้งของกิน ของใช้
 
การขยายโซน ALL GROCER’S คู่บ้าน คู่ครัว ถือเป็นโมเดลรูปแบบใหม่ของ 7-Eleven ที่กำลังทดลองในบางสาขา ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วราวๆ เกือบ 30-40 สาขา หรือมากกว่านั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้แหล่งชุมชนที่พักอาศัย  
 
สาขา 7-Eleven ที่มี ALL GROCER’S จะเป็น Format คล้ายกับ Supermarket มากกว่าจะเป็น Convenience Store มีชั้นวางสินค้าสูงกว่าสาขา 7-Eleven ปกติทั่วไป สินค้าส่วนใหญ่ขายเป็นลัง หรือยกแพ็ค เหมือนร้าน CJ Supermarket หรือ CJ More  
 
โดยร้านสะดวกซื้อ CJ มีจำนวนสาขาทั้งหมด 1,560 สาขาทั่วประเทศ ขณะที่ 7-Eleven มีสาขามากถึง 15,453 สาขา ถือว่าห่างกันค่อนข้างมาก แต่กลยุทธ์ขยายสาขาของ CJ เปรียบเสมือนเป็นเงาของ 7-Eleven ไปไหนไปด้วยกัน
 
ไม่ปิดสาขา Lotus’s go fresh แต่แปลงร่าง

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

การเปิดร้าน Lotus’s SAVE+ สาขาแรกที่สมุทรปราการ ถือเป็นการทดลองตลาดของกลุ่มซีพี แทนที่จะปิดสาขา Lotus’s go fresh ที่ทำยอดขายไม่ดี แต่ซีพี แอ็กซ์ตร้าเลือก “ปรับโฉมโมเดล” เพื่อค้นหาโอกาสใหม่ๆ หากสาขานำร่องที่พฤกษา 74 ประสบความสำเร็จ การขยายสาขา SAVE+ จะทำได้รวดเร็ว เพราะสามารถใช้โครงสร้างร้าน go fresh เดิมได้ทันที
 
ร้านเล็กที่สะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ
 
Lotus’s SAVE+ ไม่ได้เป็นแค่ร้านโมเดลใหม่ของโลตัส แต่เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และมองหาความคุ้มค่าในการจับจ่าย ร้าน SAVE+ คือคำตอบในวันที่คนไทยเผชิญกับค่าครองชีพสูง 
 
ความแตกต่าง Lotus’s Save+ และ Lotus’s go
SAVE+ คือร้านซื้อครั้งเดียว ใช้ได้นาน
 

ภาพจาก https://citly.me/sfiA9

Lotus’s SAVE+ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพฤติกรรมการซื้อแบบซื้อเยอะๆ ยิ่งคุ้ม อารมณ์ใกล้เคียงกับการไปห้างค้าส่ง แต่ย่อขนาดมาให้อยู่ใกล้บ้านมากขึ้น ลูกค้าที่เข้ามาใน SAVE+ ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจซื้อแค่ชิ้นสองชิ้น แต่เข้ามาเพื่อ “กักตุน” ไม่ต้องออกไปซื้อบ่อย ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในบ้าน สินค้าอุปโภคบริโภค หรืออาหารแห้งที่ใช้ประจำ
 
รูปแบบสินค้าจึงเน้นไปที่แพ็กใหญ่ สินค้ายกลัง ไซส์จัมโบ้ เพราะเมื่อซื้อในปริมาณมาก ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยจะถูกลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดขายหลักของโมเดลนี้ ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักจึงมักเป็นครอบครัวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือคนที่อยากซื้อของเข้าบ้านครั้งเดียวแล้วใช้ได้ยาวตลอดทั้งเดือน

go fresh คือ ร้านซื้อวันนี้ กินวันนี้ พรุ่งนี้ 
 

ภาพจาก https://citly.me/0IrVT

ขณะที่ Lotus’s go fresh ถูกวางบทบาทต่างออกไปอย่างชัดเจน นี่คือมินิซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ที่เกิดมาเพื่อตอบโจทย์ความ “สะดวก” และ “สดใหม่” เหมือนร้านสะดวกซื้อทั่วไป ลูกค้าที่เดินเข้า go fresh ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจกักตุนของ 
 
แต่เข้ามาเพราะเย็นนี้หรือพรุ่งนี้เช้าจะทำกับข้าวอะไรกินดี หรือ สินค้าหมดนิดหน่อย แวะซื้อร้านใกล้บ้านดีกว่า รูปแบบสินค้าส่วนใหญ่จึงเป็นแบบชิ้นเดี่ยว แพ็กเล็ก ปริมาณพอดีใช้ต่อวัน โดยจุดเด่นของร้าน go fresh คือ สินค้าอาหารสด ทั้งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ทำเลของร้านมักตั้งอยู่หน้าหมู่บ้าน ตึกแถว หรือย่านชุมชน เพื่อให้ลูกค้าแวะซื้อได้ง่ายสะดวก 
 
สรุป
 
SAVE+ คือ ร้านสำหรับซื้อของเข้าบ้านชิ้นใหญ่ ส่วน go fresh คือร้านสำหรับซื้อสินค้าใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าคุณกำลังจะซื้อของไว้ใช้ทั้งเดือน น้ำยาซักผ้า ทิชชู่ อาหารแห้ง หรือของใช้ในบ้านแบบยกลัง ไป SAVE+ จะคุ้มกว่าในด้านราคาอย่างชัดเจน
 
แต่ถ้าเย็นนี้ขาดไข่ไก่ 4-5 ฟอง ผักอีกหนึ่งกำ หรืออยากได้ของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ การแวะ go fresh ใกล้บ้าน จะตอบโจทย์ทั้งความเร็วและความสะดวกมากกว่า และนี่คือเหตุผลว่าทำไม โลตัสถึงต้องมีทั้ง SAVE+ และ go fresh อยู่ในอาณาจักรเดียวกัน ไม่ใช่เพื่อแย่งลูกค้ากันเอง แต่เพื่อรองรับการช้อปหรือจับจ่ายที่ต่างกันในแต่ละวันของผู้บริโภค
 
แหล่งข้อมูล
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
มาตรฐานร้านกาแฟ D'Oro 103 สาขา กลยุทธ์ปั้นแฟรนไช..
2,515
เกี๊ยวหยวนจี Yuan Ji Yun Jiao จากร้านเกี๊ยวธรรมด..
422
LOPIA (โลเปีย) ร้านขายเนื้อสู่เชนซูเปอร์มาร์เก็ต..
378
โอ้กะจู๋ ในวันที่ดูฟ้าหม่น สรุปปลูกผักเพราะรักใคร
372
สร้าง “Brand” ปี 2026 โลกเปลี่ยน! คนเปลี่ยน!
365
Yo-Chi Frozen Yogurt ร้านโยเกิร์ตขายประสบการณ์ จ..
361
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด