บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    การวางแผนธุรกิจ
552
4 นาที
3 เมษายน 2569
สมรภูมิเครื่องดื่ม Southeast Asia ไทยแชมป์กาแฟ จีนแชมป์ชา
 

ตลาดกาแฟและชาสมัยใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมูลค่ารวมทั้งภูมิภาคในปี 2025 อยู่ที่ 9.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 52% จากปี 2021 แต่โครงสร้างตลาดและผู้ครองแชมป์กลับแตกต่างชัดเจน

กาแฟนำโดยผู้เล่นท้องถิ่นในภูมิภาค เช่น Café Amazon ของไทยมีสาขามากกว่า 4,700 แห่ง และ Milano Coffee ของเวียดนามมีกว่า 2,500 แห่ง ขณะที่ตลาดชาสมัยใหม่ถูกครอบครองโดยแบรนด์จีน Mixue เพียงรายเดียวที่มีสาขามากกว่า 4,900 แห่ง
 
ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการขยายตัวของแต่ละหมวดสินค้า ตลาดกาแฟในภูมิภาคเน้นการสร้างฐานผู้บริโภคในภูมิภาคให้เหนียวแน่นและวางแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดชาเป็นตลาดแบบกระจายตัว เปิดโอกาสให้แบรนด์จากจีนที่มีโมเดลธุรกิจขนาดใหญ่และมีการบริหารสาขาแบบเชนระดับโลกเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาค
 
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “ตลาดกาแฟจะยังคงเป็นสมรภูมิที่ผู้เล่นท้องถิ่นในภูมิภาคครองตำแหน่งผู้นำ ส่วนตลาดชาสมัยใหม่จะกลายเป็นสนามแข่งขันที่แบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์จากจีนเข้ามามีอิทธิพลสูง”
ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
จากมูลค่าตลาดรวมของเชนกาแฟและชาทั่วภูมิภาคขยายตัวแตะ 9.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้นประมาณ 52% จากปี 2021 แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาคยังอยู่ในระดับสูง 
ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์แสดงให้เห็นภาพความแตกต่างของขนาดตลาดตามประเทศหลักดังนี้
  • อินโดนีเซีย ยังคงเป็นตลาดเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ด้วยมูลค่าประมาณ 3.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากจำนวนประชากรขนาดใหญ่และการขยายตัวของเชนกาแฟและชาอย่างรวดเร็ว
  • ประเทศไทย อยู่ในอันดับสอง ด้วยมูลค่าโดยรวมประมาณ 2.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดกาแฟมีสัดส่วนสำคัญ และมีโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่อย่างพลังงานน้ำมันหลายรูปแบบ
  • เวียดนาม อยู่ในอันดับสามที่ 1.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทั้งกาแฟและชาในประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกาแฟที่มีการขยายสาขาและการรับรู้ของแบรนด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ แม้จะมีขนาดตลาดรวมเล็กกว่า 3 ประเทศแรก แต่อัตราการเติบโตของเชนเครื่องดื่มก็ยังอยู่ในระดับสูง และมีจุดเด่นในแง่ของการแข่งขันด้านนวัตกรรมเมนูและการเข้าถึงผู้บริโภค
ภาพรวมตลาดกาแฟและชาสมัยใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้เติบโตในลักษณะเปิดร้านมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างที่มีระบบมากขึ้น ผู้ประกอบการเริ่มให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในระบบปฏิบัติการ, ซัพพลายเชน, และแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
 
กาแฟ ไทยครองแชมป์
 

ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำตลาดกาแฟสมัยใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมูลค่าตลาดกาแฟสูงที่สุดในภูมิภาค และโครงสร้างตลาดที่กระจายตัวอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างหลายแบรนด์ที่มีสาขามากกว่า 1,000 แห่ง
ผู้เล่นหลัก
  • Café Amazon (ไทย) มากกว่า 4,700 สาขา
  • Milano Coffee (เวียดนาม) ประมาณ 2,500 สาขา
  • กาแฟพันธุ์ไทย (ไทย) ประมาณ 2,200 สาขา
  • สตาร์บัคส์ (สหรัฐฯ) ประมาณ 2,000 สาขา 
  • อินทนิล (ไทย) ประมาณ 1,300 สาขา 
  • Zus Coffee (มาเลเซีย) ประมาณ 1,000 สาขา 
  • Highlands Coffee (เวียดนาม) 928 สาขา
โครงสร้างตลาด
 
ตลาดกาแฟในภูมิภาคฯ มีความแตกต่างจากชาอย่างชัดเจน เพราะมีฐานผู้เล่นขนาดใหญ่หลายแบรนด์ แทนที่จะรวมศูนย์อยู่ไม่กี่ราย การกระจายตัวนี้ช่วยสร้างความหลากหลายให้กับผู้บริโภค และนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาและเมนูที่แตกต่าง
 
ปัจจัยความสำเร็จ
  1. เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ตั้งแต่คนทำงานวัยกลางคน ครอบครัว ไปจนถึงนักศึกษา
  2. ราคาจับต้องได้ ราคาเฉลี่ยต่อแก้วต่ำกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้กาแฟสมัยใหม่กลายเป็นเครื่องดื่มประจำวัน
  3. เมนูท้องถิ่น + การบริหารสาขาขนาดใหญ่ เช่น การใช้กาแฟ robusta ในเวียดนาม, การผสมเมนูไทยแบบไทย iced coffee, และการบริหารสาขาแบบ drive-thru หรือโมเดลแฟรนไชส์ที่ขยายได้รวดเร็ว
  4. เทคโนโลยีและดิจิทัล การใช้แอปพลิเคชัน, โปรแกรม loyalty, และบริการเดลิเวอรีช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและความถี่ในการซื้อ
กรณีศึกษา
  • Café Amazon แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยในเครือ OR ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในภูมิภาคฯ ด้วยจำนวนกว่า 4,700 สาขา ครอบคลุมทั้งปั๊มน้ำมัน, ห้างสรรพสินค้า, และย่านชุมชน
  • Milano Coffee เวียดนามสร้างโมเดล “กาแฟท้องถิ่นราคาจับต้องได้” ขยายถึง 2,500 สาขา
  • Highlands Coffee เชนเวียดนามอีกแบรนด์ที่เติบโตต่อเนื่อง เน้นเมนูผสมวัฒนธรรมท้องถิ่นและความสะดวกสบายของลูกค้า 
สรุปได้ว่า ความสำเร็จของตลาดกาแฟไทยและเวียดนาม มาจากการผสานความเข้าใจผู้บริโภค, การบริหารสาขาอย่างมีระบบ, เมนูท้องถิ่น, และดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งทำให้แบรนด์ท้องถิ่นสามารถแข่งขันและขยายตัวได้อย่างรวดเร็วเหนือแบรนด์ต่างชาติ
 
ชา จีนครองแชมป์
 

ในขณะที่กาแฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกครองส่วนแบ่งตลาด โดยผู้เล่นท้องถิ่นในภูมิภาค ตลาดชาในภูมิภาคฯ กลับมี โครงสร้างรวมศูนย์ และถูกครองส่วนแบ่งตลาดโดยแบรนด์จีน โดยเฉพาะ Mixue ซึ่งถือเป็นผู้นำตลาดอันดับหนึ่ง
ผู้เล่นหลัก
  • Mixue (จีน) มากกว่า 4,900 สาขา
  • Ai-Cha (อินโดนีเซีย) ประมาณ 2,000 สาขา 
  • Cha Payom (ไทย) ประมาณ 1,500 สาขา
  • Momoyo (อินโดนีเซีย) ประมาณ 1,500 สาขา
  • Wedrink (จีน) ประมาณ 1,050 สาขา
  • Tealive (มาเลเซีย) ประมาณ 860 สาขา
โครงสร้างตลาด
 
ตลาดชาสมัยใหม่ใน SEA มีลักษณะรวมศูนย์สูง (top-heavy) กล่าวคือ เป็นตลาดที่มีการครอบงำโดยแบรนด์จากจีน Mixue ทำให้ผู้เล่นในตลาดชารายอื่นแทบไม่สามารถแข่งขันในด้านขนาดจำนวนสาขาได้ แสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบด้านโมเดลการทำธุรกิจ, ขนาดการผลิต, และระบบการขยายสาขาแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
 
เหตุผลความสำเร็จ

  1. ตลาดชาสมัยใหม่ในประเทศจีนอิ่มตัว การแข่งขันสูงในประเทศบ้านเกิดทำให้แบรนด์จีนต้องมองหาตลาดใหม่เพื่อการเติบโต
  2. SEA เป็นตลาดสำคัญ การขยายสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตทางธุรกิจและการสร้างฐานผู้บริโภคใหม่ๆ 
  3. กลยุทธ์ราคาและขนาดสาขา แฟรนไชส์ Mixue นำเสนอเครื่องดื่มราคาจับต้องได้ (ประมาณ $1.99 ต่อแก้ว) และเน้นการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่มและรวดเร็ว
กรณีศึกษา
  • Mixue โมเดลธุรกิจของแฟรนไชส์ชา Mixue ผสมผสานเรื่องราคาต่ำ, เมนูสากลที่เข้าถึงง่าย, และการขยายสาขาขนาดใหญ่ ไปในต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • แบรนด์จีนรายอื่นๆ ใน Top 7 ใช้โมเดลคล้ายกัน แต่ขนาดสาขาและผลกระทบยังไม่เทียบ Mixue
ความสำเร็จของแบรนด์ชาจีนใน SEA สะท้อนถึงแรงกดดันจากตลาดจีน, ความสามารถในการบริหารสาขาแบบอุตสาหกรรม, และกลยุทธ์ราคาเข้าถึงง่าย ทำให้ชาเป็นสมรภูมิที่แบรนด์จีนมีอิทธิพลสูง แตกต่างจากตลาดกาแฟที่นำโดยผู้เล่นท้องถิ่น
 
โครงสร้างตลาดกาแฟ vs ชา ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
 


กาแฟ - หลายแบรนด์เติบโตพร้อมกัน
  • ตลาดกาแฟมีฐานผู้เล่นท้องถิ่นกระจายตัวในวงกว้าง โดยหลายแบรนด์สามารถขยายสาขาเกิน 1,000 แห่ง
  • กลยุทธ์เน้นเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ตั้งแต่วัยทำงาน ครอบครัว ไปจนถึงนักศึกษา
  • ผู้ประกอบการท้องถิ่นในภูมิภาคสร้างความแข็งแกร่งในพื้นที่, ความภักดีของผู้บริโภค และความยืดหยุ่นของเมนูท้องถิ่น
ตัวอย่าง Café Amazon (4,700+ สาขา), Milano Coffee (2,500 สาขา), Highlands Coffee (928 สาขา)
 
ชา - ตลาดโฟกัสผู้เล่นรายใหญ่
 
  • ตลาดชามีโครงสร้างรวมศูนย์สูง (top-heavy) ผู้เล่นรายใหญ่เพียง 1–2 รายครองสัดส่วนตลาดหลัก
  • การขยายสาขาเป็นกลยุทธ์หลัก เนื่องจากแบรนด์ใหญ่มีต้นทุนและโมเดลพร้อมสำหรับการเติบโตแบบอุตสาหกรรม
  • ผู้เล่นรายอื่นๆ มีขนาดเล็ก ทำให้การแข่งขันมักจำกัดอยู่ที่ผู้เล่นรายใหญ่
ตัวอย่าง Mixue (4,900+ สาขา) ผู้นำตลาดชาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างโดดเด่น

แรงขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดชาและกาแฟ 
 

1.การขยายตัวของชนชั้นกลางและการเติบโตของชุมชนเมือง กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้นและใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ โฮจิมินห์ซิตี้ หรือจาการ์ตา กำลังให้ความสนใจเครื่องดื่มที่สะดวก เข้าถึงง่าย และมีคุณภาพสม่ำเสมอ ทำให้แบรนด์ทั้งท้องถิ่นและจีนสามารถขยายสาขาอย่างรวดเร็ว

2. ความนิยมในเมนูท้องถิ่นและรสชาติประจำชาติ ผู้บริโภคในภูมิภาคชื่นชอบรสชาติที่สะท้อนวัฒนธรรม เช่น กาแฟเวียดนามแบบ phin-brewed, ชาไทยใส่มะพร้าว, และกาแฟมาเลเซียใส่ gula melaka แบรนด์ที่สามารถปรับเมนูให้ตอบสนองรสนิยมท้องถิ่นอย่างถูกจังหวะ จะสามารถสร้างความภักดีและความถี่ในการซื้อซ้ำได้สูงกว่าการนำเมนูต่างชาติแบบสำเร็จรูป

3. การใช้ดิจิทัลและบริการเดลิเวอรี แอปพลิเคชันสำหรับสั่งซื้อออนไลน์, โปรแกรม loyalty, และบริการจัดส่งถึงบ้านช่วยเพิ่มความสะดวก ลดข้อจำกัดด้านทำเล และกระตุ้นการซื้อซ้ำในหลายตลาด เช่น เวียดนามและมาเลเซีย การเติบโตของการสั่งเครื่องดื่มผ่านแอปกลายเป็นปัจจัยที่สามารถขับยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้มากกว่าแค่สาขา

4. การปรับโมเดลธุรกิจตามวัฒนธรรมแต่ละประเทศ การขยายธุรกิจแบบ “copy-paste” จากประเทศอื่นมักล้มเหลว การปรับให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น เช่น รูปแบบ drive-thru ในไทย หรือการผสมเมนูผลไม้และชาแบบท้องถิ่นในเวียดนาม กลายเป็นข้อได้เปรียบ ทำให้แบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์จีน ที่ปรับตัวเร็วสามารถแข่งขันและเติบโตได้เหนือคู่แข่งต่างชาติ
ความท้าทายและโอกาส
 
แม้ตลาดกาแฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็เต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด และความท้าทายด้านการบริหารจัดการ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรักษา operational efficiency ทั้งด้านต้นทุน วัตถุดิบ และการบริหารสาขา รวมถึงมีความสามารถในการปรับตัวต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบสั่งออนไลน์และโปรแกรม loyalty การรักษาความสมดุลระหว่างการขยายสาขาและคุณภาพการให้บริการ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าใครจะอยู่รอดในระยะยาว
 
ด้านตลาดชายังคงมีช่องว่างให้กับผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาแข่งขันและขยายสาขาในตลาด แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดเพียงอย่างเดียว การเลือกกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย, การปรับรสชาติให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น, และการสร้างแบรนด์ที่เข้าถึงได้ง่ายเป็นตัวแปรสำคัญ

ยกกรณีแบรนด์ชากจากจีนอย่าง Mixue แสดงให้เห็นว่าการรวมกลยุทธ์ราคา, ขนาดสาขา, และความเข้ากับรสนิยมผู้บริโภค สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดอย่างชัดเจน
คำถามเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจสำหรับผู้เล่นในตลาดคือ
  • กาแฟ จะยังคงถูกครองส่วนแบ่งตลาดโดยแบรนด์กาแฟท้องถิ่นในภูมิภาคต่อไปหรือไม่ หรือผู้เล่นต่างชาติที่มีโมเดลขนาดใหญ่ พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงตลาดกาแฟในภูมิภาค 
  • ชา ตลาดชาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะกลายเป็นสมรภูมิที่แบรนด์จีนครองพื้นที่ตลาดเป็นส่วนใหญ่ หรืออาจจะเกิดผู้ท้าชิงที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่น ที่สามารถตอบสนองรสนิยมและความต้องการผู้บริโภคได้ดีกว่า
การเติบโตและความยั่งยืนของทั้งสองตลาดขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการ, การผสมผสาน กลยุทธ์ท้องถิ่นกับระบบสากล, และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับผู้บริโภค

บทสรุป
 


ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ตลาดกาแฟและชาสมัยใหม่ในอาเซียน คาดว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง, การใช้ชีวิตในเมือง, และความนิยมในเครื่องดื่มที่ผสมผสานรสชาติท้องถิ่นกับคุณภาพสม่ำเสมอ
 
สำหรับตลาดกาแฟ ผู้เล่นท้องถิ่นในภูมิภาคยังคงมีโอกาสขยายธุรกิจไปในระดับภูมิภาค เนื่องจากแบรนด์เหล่านี้มีความเข้าใจผู้บริโภคท้องถิ่น สามารถปรับเมนูและราคาจับต้องได้ รวมถึงใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ delivery เป็นตัวช่วยในการสร้างความใกล้ชิดกับผู้บริโภค ทำให้แบรนด์สามารถแข่งขันและสร้างความภักดีได้เหนือกว่าแบรนด์ต่างชาติ
 
ในขณะที่ตลาดชา มีแนวโน้มเป็นสมรภูมิการแข่งขันที่แบรนด์ชารูปแบบใหม่จากจีนจะยึดครองพื้นที่ในตลาด เนื่องจากแบรนด์ชาจากจีนต้นทุนและโมเดลธุรกิจพร้อมสำหรับการขยายสาขาที่รวดเร็ว การแข่งขันในตลาดชาจะเน้นผู้เล่นรายใหญ่และความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมาก พร้อมการปรับรสชาติให้เข้ากับแต่ละประเทศ
 
สำหรับนักลงทุนและแบรนด์เครื่องดื่มรายใหม่ ถ้าจะมาเข้าสู่ตลาดกาแฟควรเน้น hyper-localization, การสร้างแบรนด์และฐานผู้บริโภค, และการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความถี่ในการซื้อ ส่วนผู้เล่นรายไหนจะเข้าสู่ตลาดชานั้น การร่วมมือกับผู้เล่นรายใหญ่ หรือใช้โมเดลระบบอุตสาหกรรม ที่พร้อมต่อการขยายสาขาจะเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขัน
 
แหล่งข้อมูล 
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
408
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
384
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
381
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
378
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
356
ไทยช่วยไทยพลัส อัดฉีดอย่างหนัก 1.8 แสนล้าน! เดือ..
327
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด