บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    การวางแผนธุรกิจ
267
4 นาที
3 เมษายน 2569
สมรภูมิเครื่องดื่ม Southeast Asia ไทยแชมป์กาแฟ จีนแชมป์ชา
 

ตลาดกาแฟและชาสมัยใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมูลค่ารวมทั้งภูมิภาคในปี 2025 อยู่ที่ 9.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 52% จากปี 2021 แต่โครงสร้างตลาดและผู้ครองแชมป์กลับแตกต่างชัดเจน

กาแฟนำโดยผู้เล่นท้องถิ่นในภูมิภาค เช่น Café Amazon ของไทยมีสาขามากกว่า 4,700 แห่ง และ Milano Coffee ของเวียดนามมีกว่า 2,500 แห่ง ขณะที่ตลาดชาสมัยใหม่ถูกครอบครองโดยแบรนด์จีน Mixue เพียงรายเดียวที่มีสาขามากกว่า 4,900 แห่ง
 
ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการขยายตัวของแต่ละหมวดสินค้า ตลาดกาแฟในภูมิภาคเน้นการสร้างฐานผู้บริโภคในภูมิภาคให้เหนียวแน่นและวางแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดชาเป็นตลาดแบบกระจายตัว เปิดโอกาสให้แบรนด์จากจีนที่มีโมเดลธุรกิจขนาดใหญ่และมีการบริหารสาขาแบบเชนระดับโลกเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาค
 
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “ตลาดกาแฟจะยังคงเป็นสมรภูมิที่ผู้เล่นท้องถิ่นในภูมิภาคครองตำแหน่งผู้นำ ส่วนตลาดชาสมัยใหม่จะกลายเป็นสนามแข่งขันที่แบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์จากจีนเข้ามามีอิทธิพลสูง”
ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
จากมูลค่าตลาดรวมของเชนกาแฟและชาทั่วภูมิภาคขยายตัวแตะ 9.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้นประมาณ 52% จากปี 2021 แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาคยังอยู่ในระดับสูง 
ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์แสดงให้เห็นภาพความแตกต่างของขนาดตลาดตามประเทศหลักดังนี้
  • อินโดนีเซีย ยังคงเป็นตลาดเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ด้วยมูลค่าประมาณ 3.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากจำนวนประชากรขนาดใหญ่และการขยายตัวของเชนกาแฟและชาอย่างรวดเร็ว
  • ประเทศไทย อยู่ในอันดับสอง ด้วยมูลค่าโดยรวมประมาณ 2.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดกาแฟมีสัดส่วนสำคัญ และมีโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่อย่างพลังงานน้ำมันหลายรูปแบบ
  • เวียดนาม อยู่ในอันดับสามที่ 1.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทั้งกาแฟและชาในประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกาแฟที่มีการขยายสาขาและการรับรู้ของแบรนด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ แม้จะมีขนาดตลาดรวมเล็กกว่า 3 ประเทศแรก แต่อัตราการเติบโตของเชนเครื่องดื่มก็ยังอยู่ในระดับสูง และมีจุดเด่นในแง่ของการแข่งขันด้านนวัตกรรมเมนูและการเข้าถึงผู้บริโภค
ภาพรวมตลาดกาแฟและชาสมัยใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้เติบโตในลักษณะเปิดร้านมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างที่มีระบบมากขึ้น ผู้ประกอบการเริ่มให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในระบบปฏิบัติการ, ซัพพลายเชน, และแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
 
กาแฟ ไทยครองแชมป์
 

ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำตลาดกาแฟสมัยใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมูลค่าตลาดกาแฟสูงที่สุดในภูมิภาค และโครงสร้างตลาดที่กระจายตัวอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างหลายแบรนด์ที่มีสาขามากกว่า 1,000 แห่ง
ผู้เล่นหลัก
  • Café Amazon (ไทย) มากกว่า 4,700 สาขา
  • Milano Coffee (เวียดนาม) ประมาณ 2,500 สาขา
  • กาแฟพันธุ์ไทย (ไทย) ประมาณ 2,200 สาขา
  • สตาร์บัคส์ (สหรัฐฯ) ประมาณ 2,000 สาขา 
  • อินทนิล (ไทย) ประมาณ 1,300 สาขา 
  • Zus Coffee (มาเลเซีย) ประมาณ 1,000 สาขา 
  • Highlands Coffee (เวียดนาม) 928 สาขา
โครงสร้างตลาด
 
ตลาดกาแฟในภูมิภาคฯ มีความแตกต่างจากชาอย่างชัดเจน เพราะมีฐานผู้เล่นขนาดใหญ่หลายแบรนด์ แทนที่จะรวมศูนย์อยู่ไม่กี่ราย การกระจายตัวนี้ช่วยสร้างความหลากหลายให้กับผู้บริโภค และนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาและเมนูที่แตกต่าง
 
ปัจจัยความสำเร็จ
  1. เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ตั้งแต่คนทำงานวัยกลางคน ครอบครัว ไปจนถึงนักศึกษา
  2. ราคาจับต้องได้ ราคาเฉลี่ยต่อแก้วต่ำกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้กาแฟสมัยใหม่กลายเป็นเครื่องดื่มประจำวัน
  3. เมนูท้องถิ่น + การบริหารสาขาขนาดใหญ่ เช่น การใช้กาแฟ robusta ในเวียดนาม, การผสมเมนูไทยแบบไทย iced coffee, และการบริหารสาขาแบบ drive-thru หรือโมเดลแฟรนไชส์ที่ขยายได้รวดเร็ว
  4. เทคโนโลยีและดิจิทัล การใช้แอปพลิเคชัน, โปรแกรม loyalty, และบริการเดลิเวอรีช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและความถี่ในการซื้อ
กรณีศึกษา
  • Café Amazon แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยในเครือ OR ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในภูมิภาคฯ ด้วยจำนวนกว่า 4,700 สาขา ครอบคลุมทั้งปั๊มน้ำมัน, ห้างสรรพสินค้า, และย่านชุมชน
  • Milano Coffee เวียดนามสร้างโมเดล “กาแฟท้องถิ่นราคาจับต้องได้” ขยายถึง 2,500 สาขา
  • Highlands Coffee เชนเวียดนามอีกแบรนด์ที่เติบโตต่อเนื่อง เน้นเมนูผสมวัฒนธรรมท้องถิ่นและความสะดวกสบายของลูกค้า 
สรุปได้ว่า ความสำเร็จของตลาดกาแฟไทยและเวียดนาม มาจากการผสานความเข้าใจผู้บริโภค, การบริหารสาขาอย่างมีระบบ, เมนูท้องถิ่น, และดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งทำให้แบรนด์ท้องถิ่นสามารถแข่งขันและขยายตัวได้อย่างรวดเร็วเหนือแบรนด์ต่างชาติ
 
ชา จีนครองแชมป์
 

ในขณะที่กาแฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกครองส่วนแบ่งตลาด โดยผู้เล่นท้องถิ่นในภูมิภาค ตลาดชาในภูมิภาคฯ กลับมี โครงสร้างรวมศูนย์ และถูกครองส่วนแบ่งตลาดโดยแบรนด์จีน โดยเฉพาะ Mixue ซึ่งถือเป็นผู้นำตลาดอันดับหนึ่ง
ผู้เล่นหลัก
  • Mixue (จีน) มากกว่า 4,900 สาขา
  • Ai-Cha (อินโดนีเซีย) ประมาณ 2,000 สาขา 
  • Cha Payom (ไทย) ประมาณ 1,500 สาขา
  • Momoyo (อินโดนีเซีย) ประมาณ 1,500 สาขา
  • Wedrink (จีน) ประมาณ 1,050 สาขา
  • Tealive (มาเลเซีย) ประมาณ 860 สาขา
โครงสร้างตลาด
 
ตลาดชาสมัยใหม่ใน SEA มีลักษณะรวมศูนย์สูง (top-heavy) กล่าวคือ เป็นตลาดที่มีการครอบงำโดยแบรนด์จากจีน Mixue ทำให้ผู้เล่นในตลาดชารายอื่นแทบไม่สามารถแข่งขันในด้านขนาดจำนวนสาขาได้ แสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบด้านโมเดลการทำธุรกิจ, ขนาดการผลิต, และระบบการขยายสาขาแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
 
เหตุผลความสำเร็จ

  1. ตลาดชาสมัยใหม่ในประเทศจีนอิ่มตัว การแข่งขันสูงในประเทศบ้านเกิดทำให้แบรนด์จีนต้องมองหาตลาดใหม่เพื่อการเติบโต
  2. SEA เป็นตลาดสำคัญ การขยายสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตทางธุรกิจและการสร้างฐานผู้บริโภคใหม่ๆ 
  3. กลยุทธ์ราคาและขนาดสาขา แฟรนไชส์ Mixue นำเสนอเครื่องดื่มราคาจับต้องได้ (ประมาณ $1.99 ต่อแก้ว) และเน้นการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่มและรวดเร็ว
กรณีศึกษา
  • Mixue โมเดลธุรกิจของแฟรนไชส์ชา Mixue ผสมผสานเรื่องราคาต่ำ, เมนูสากลที่เข้าถึงง่าย, และการขยายสาขาขนาดใหญ่ ไปในต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • แบรนด์จีนรายอื่นๆ ใน Top 7 ใช้โมเดลคล้ายกัน แต่ขนาดสาขาและผลกระทบยังไม่เทียบ Mixue
ความสำเร็จของแบรนด์ชาจีนใน SEA สะท้อนถึงแรงกดดันจากตลาดจีน, ความสามารถในการบริหารสาขาแบบอุตสาหกรรม, และกลยุทธ์ราคาเข้าถึงง่าย ทำให้ชาเป็นสมรภูมิที่แบรนด์จีนมีอิทธิพลสูง แตกต่างจากตลาดกาแฟที่นำโดยผู้เล่นท้องถิ่น
 
โครงสร้างตลาดกาแฟ vs ชา ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
 


กาแฟ - หลายแบรนด์เติบโตพร้อมกัน
  • ตลาดกาแฟมีฐานผู้เล่นท้องถิ่นกระจายตัวในวงกว้าง โดยหลายแบรนด์สามารถขยายสาขาเกิน 1,000 แห่ง
  • กลยุทธ์เน้นเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ตั้งแต่วัยทำงาน ครอบครัว ไปจนถึงนักศึกษา
  • ผู้ประกอบการท้องถิ่นในภูมิภาคสร้างความแข็งแกร่งในพื้นที่, ความภักดีของผู้บริโภค และความยืดหยุ่นของเมนูท้องถิ่น
ตัวอย่าง Café Amazon (4,700+ สาขา), Milano Coffee (2,500 สาขา), Highlands Coffee (928 สาขา)
 
ชา - ตลาดโฟกัสผู้เล่นรายใหญ่
 
  • ตลาดชามีโครงสร้างรวมศูนย์สูง (top-heavy) ผู้เล่นรายใหญ่เพียง 1–2 รายครองสัดส่วนตลาดหลัก
  • การขยายสาขาเป็นกลยุทธ์หลัก เนื่องจากแบรนด์ใหญ่มีต้นทุนและโมเดลพร้อมสำหรับการเติบโตแบบอุตสาหกรรม
  • ผู้เล่นรายอื่นๆ มีขนาดเล็ก ทำให้การแข่งขันมักจำกัดอยู่ที่ผู้เล่นรายใหญ่
ตัวอย่าง Mixue (4,900+ สาขา) ผู้นำตลาดชาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างโดดเด่น

แรงขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดชาและกาแฟ 
 

1.การขยายตัวของชนชั้นกลางและการเติบโตของชุมชนเมือง กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้นและใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ โฮจิมินห์ซิตี้ หรือจาการ์ตา กำลังให้ความสนใจเครื่องดื่มที่สะดวก เข้าถึงง่าย และมีคุณภาพสม่ำเสมอ ทำให้แบรนด์ทั้งท้องถิ่นและจีนสามารถขยายสาขาอย่างรวดเร็ว

2. ความนิยมในเมนูท้องถิ่นและรสชาติประจำชาติ ผู้บริโภคในภูมิภาคชื่นชอบรสชาติที่สะท้อนวัฒนธรรม เช่น กาแฟเวียดนามแบบ phin-brewed, ชาไทยใส่มะพร้าว, และกาแฟมาเลเซียใส่ gula melaka แบรนด์ที่สามารถปรับเมนูให้ตอบสนองรสนิยมท้องถิ่นอย่างถูกจังหวะ จะสามารถสร้างความภักดีและความถี่ในการซื้อซ้ำได้สูงกว่าการนำเมนูต่างชาติแบบสำเร็จรูป

3. การใช้ดิจิทัลและบริการเดลิเวอรี แอปพลิเคชันสำหรับสั่งซื้อออนไลน์, โปรแกรม loyalty, และบริการจัดส่งถึงบ้านช่วยเพิ่มความสะดวก ลดข้อจำกัดด้านทำเล และกระตุ้นการซื้อซ้ำในหลายตลาด เช่น เวียดนามและมาเลเซีย การเติบโตของการสั่งเครื่องดื่มผ่านแอปกลายเป็นปัจจัยที่สามารถขับยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้มากกว่าแค่สาขา

4. การปรับโมเดลธุรกิจตามวัฒนธรรมแต่ละประเทศ การขยายธุรกิจแบบ “copy-paste” จากประเทศอื่นมักล้มเหลว การปรับให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น เช่น รูปแบบ drive-thru ในไทย หรือการผสมเมนูผลไม้และชาแบบท้องถิ่นในเวียดนาม กลายเป็นข้อได้เปรียบ ทำให้แบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์จีน ที่ปรับตัวเร็วสามารถแข่งขันและเติบโตได้เหนือคู่แข่งต่างชาติ
ความท้าทายและโอกาส
 
แม้ตลาดกาแฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็เต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด และความท้าทายด้านการบริหารจัดการ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรักษา operational efficiency ทั้งด้านต้นทุน วัตถุดิบ และการบริหารสาขา รวมถึงมีความสามารถในการปรับตัวต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบสั่งออนไลน์และโปรแกรม loyalty การรักษาความสมดุลระหว่างการขยายสาขาและคุณภาพการให้บริการ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าใครจะอยู่รอดในระยะยาว
 
ด้านตลาดชายังคงมีช่องว่างให้กับผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาแข่งขันและขยายสาขาในตลาด แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดเพียงอย่างเดียว การเลือกกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย, การปรับรสชาติให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น, และการสร้างแบรนด์ที่เข้าถึงได้ง่ายเป็นตัวแปรสำคัญ

ยกกรณีแบรนด์ชากจากจีนอย่าง Mixue แสดงให้เห็นว่าการรวมกลยุทธ์ราคา, ขนาดสาขา, และความเข้ากับรสนิยมผู้บริโภค สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดอย่างชัดเจน
คำถามเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจสำหรับผู้เล่นในตลาดคือ
  • กาแฟ จะยังคงถูกครองส่วนแบ่งตลาดโดยแบรนด์กาแฟท้องถิ่นในภูมิภาคต่อไปหรือไม่ หรือผู้เล่นต่างชาติที่มีโมเดลขนาดใหญ่ พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงตลาดกาแฟในภูมิภาค 
  • ชา ตลาดชาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะกลายเป็นสมรภูมิที่แบรนด์จีนครองพื้นที่ตลาดเป็นส่วนใหญ่ หรืออาจจะเกิดผู้ท้าชิงที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่น ที่สามารถตอบสนองรสนิยมและความต้องการผู้บริโภคได้ดีกว่า
การเติบโตและความยั่งยืนของทั้งสองตลาดขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการ, การผสมผสาน กลยุทธ์ท้องถิ่นกับระบบสากล, และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับผู้บริโภค

บทสรุป
 


ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ตลาดกาแฟและชาสมัยใหม่ในอาเซียน คาดว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง, การใช้ชีวิตในเมือง, และความนิยมในเครื่องดื่มที่ผสมผสานรสชาติท้องถิ่นกับคุณภาพสม่ำเสมอ
 
สำหรับตลาดกาแฟ ผู้เล่นท้องถิ่นในภูมิภาคยังคงมีโอกาสขยายธุรกิจไปในระดับภูมิภาค เนื่องจากแบรนด์เหล่านี้มีความเข้าใจผู้บริโภคท้องถิ่น สามารถปรับเมนูและราคาจับต้องได้ รวมถึงใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ delivery เป็นตัวช่วยในการสร้างความใกล้ชิดกับผู้บริโภค ทำให้แบรนด์สามารถแข่งขันและสร้างความภักดีได้เหนือกว่าแบรนด์ต่างชาติ
 
ในขณะที่ตลาดชา มีแนวโน้มเป็นสมรภูมิการแข่งขันที่แบรนด์ชารูปแบบใหม่จากจีนจะยึดครองพื้นที่ในตลาด เนื่องจากแบรนด์ชาจากจีนต้นทุนและโมเดลธุรกิจพร้อมสำหรับการขยายสาขาที่รวดเร็ว การแข่งขันในตลาดชาจะเน้นผู้เล่นรายใหญ่และความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมาก พร้อมการปรับรสชาติให้เข้ากับแต่ละประเทศ
 
สำหรับนักลงทุนและแบรนด์เครื่องดื่มรายใหม่ ถ้าจะมาเข้าสู่ตลาดกาแฟควรเน้น hyper-localization, การสร้างแบรนด์และฐานผู้บริโภค, และการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความถี่ในการซื้อ ส่วนผู้เล่นรายไหนจะเข้าสู่ตลาดชานั้น การร่วมมือกับผู้เล่นรายใหญ่ หรือใช้โมเดลระบบอุตสาหกรรม ที่พร้อมต่อการขยายสาขาจะเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขัน
 
แหล่งข้อมูล 
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
Raising Cane´s ร้านไก่ทอดไม่มีกระดูก 900 สาขา พา..
510
ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงรุก: ..
480
ใบกำกับภาษี คือ อะไร? ความสำคัญและวิธีออกให้ถูกก..
451
อวสานสงครามราคา จีนไปก่อน ใครต่อไป
442
กล้อง Sony ดีไหม? 6 จุดเด่นที่ทำให้หลายคนเลือกใช..
418
ทะเลเดือด! สงครามโยเกิร์ต 2569 ใครไหวเดินหน้า ใค..
390
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด