บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
320
3 นาที
19 พฤษภาคม 2569
อวสานร้านยาแบบเดิม กำไรถูกบีบㆍเถ้าแก่สุดทนㆍแพ้ทุนรายใหญ่
 

ถ้าถามว่าตอนนี้ทำธุรกิจไหนน่าจะดีที่สุด หลายคนคงตอบว่า “ร้านขายยา” เพราะความรู้สึกว่า “ยา” คือสิ่งที่จำเป็น 
 
คือหนึ่งในปัจจัยสี่ของชีวิต ยิ่งมีคนป่วยมากร้านยาก็ยิ่งขายดี ต่อให้ราคาแพงแค่ไหน คนเราก็ต้องยอมซื้อเพื่อมารักษาตัวเอง 
 
อย่างไรก็ดีความคิดนี้อาจไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะในโลกของธุรกิจ ความจำเป็น อาจไม่ใช่ กำไรเสมอไป ร้านยาหลายแห่งเริ่มต้นด้วยแนวคิดที่คล้ายกันนี้แต่สุดท้ายเหนื่อยหนักถึงขั้นยอมแพ้และปิดกิจการกันไป
 
ยุคทองของ “ร้านขายยา” ธุรกิจแบบเสือนอนกิน
 

ยุคทองของร้านยาอยู่ในช่วงปี 2540 – 2555 ร้านยาขนาดใหญ่ (Chain Store) ยังกระจุกตัวในห้างสรรพสินค้าหรือย่านธุรกิจเป็นหลัก 
 
ร้านยาขนาดเล็กหรือร้านยาประจำชุมชนยังหาได้ง่ายและมีทั่วไป ผสมผสานกับความเป็นร้านยาในพื้นที่ทำให้รู้จักคนจำนวนมาก ลูกค้าเกิดความเกรงใจและภักดีต่อแบรนด์สูง การจะไปซื้อยาที่อื่นจึงเกิดขึ้นได้ยาก 
 
นอกจากนี้ยังพบอีกว่าในยุคนั้น การบังคับใช้กฎหมายเรื่องเภสัชกรประจำร้านตลอดเวลาทำการ (GPP) ยังไม่เข้มงวด ทำให้เจ้าของร้านที่ไม่ได้เป็นเภสัชกรสามารถ เช่าใบอนุญาต มาติดไว้เฉยๆโดยจ่ายค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยหลักไม่กี่พันบาทต่อเดือน แล้วให้พนักงานทั่วไปขายแทนทำให้มีต้นทุนการดำเนินงานต่ำมาก
 
ที่สำคัญสุดคือร้านยาในยุคนั้นมีกำไรที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะยาชุดเป็นที่นิยมมาก ร้านยาสามารถนำยาหลายตัวมาจัดรวมกันเพื่อรักษาอาการ 
 
เช่น แก้ปวด + คลายเส้น + เคลือบกระเพาะ แล้วตั้งราคาขายเป็นชุดได้ตามใจชอบ ยาบางตัวต้นทุน 20 บาท อาจขายได้ถึง 60-80 บาท โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าแพงเพราะ กินแล้วหาย
 
ธุรกิจร้านยา “แข่งขันดุเดือด” ไม่แน่จริง! ไม่รอด
 

ภาพจาก https://app.envato.com/

แม้สถานการณ์ของร้านยาในยุคปัจจุบันจะแตกต่างจากในอดีต แต่ถ้าดูมูลค่าตลาดยาในไทยปี 2569 ยังโตได้ 6-7% มูลค่ากว่า 2.4 แสนล้านบาท 
 
ผู้ที่จะอยู่รอดได้ต้องแกร่งจริง เหตุผลหนึ่งที่กระทบกับร้านยาทำให้ไม่รุ่งเรืองเหมือนในอดีตส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กฎกระทรวงการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน พ.ศ. 2556 (GPP) ที่เริ่มประกาศใช้จริงจังในปี 2557 
 
กฎหมายนี้กำหนดให้ร้านยาเปิดใหม่ทุกร้าน ตั้งแต่วันที่ประกาศ ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน GPP ส่วน ร้านยาเก่า ที่เปิดอยู่ก่อนมิถุนายน 2557 อนุโลมให้เวลาปรับตัวเป็นระยะเวลา 8 ปี มาถึงตอนนี้คือปี 2569 
 
มีร้านยาแผนปัจจุบันประมาณ 19,000 - 22,000 แห่ง บรรดาร้านยาเดี่ยวๆ (Standalone) ลดลงประมาณ 10-15%
 
ขณะที่ ร้านยาขนาดใหญ่ (Chain Store) กลับขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีส่วนแบ่งสาขารวมกันมากกว่า 25-30% ของตลาดทั้งหมด
 
ถ้าให้วิเคราะห์ต่อไปว่าการทำร้านยาในยุคนี้ทำไมถึงรอดยาก ก็มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยได้แก่
 
อำนาจการต่อรองของร้านยาขนาดเล็กที่สู้รายใหญ่ไม่ได้ บรรดาร้านยาขนาดใหญ่มักจะซื้อยาล็อตใหญ่จึงได้ส่วนลด 20-30% ในขณะที่ร้านรายย่อยซื้อผ่านพ่อค้าคนกลางหรือตัวแทนจำหน่ายอีกทีต้นทุนจึงสูงกว่าราคาขายปลีกของร้านใหญ่
 
ภาระต้นทุนพนักงาน โดยเฉพาะค่าจ้างเภสัชกรตามกฎหมายใหม่ เฉลี่ย 35,000 - 50,000 บาท/เดือน กลายเป็น Fixed Cost ที่สูงเกินไปสำหรับร้านขายยาที่มียอดขายต่อเดือนต่ำ
 
กำไรต่อหน่วยที่น้อยมาก คนส่วนใหญ่มองว่ายาเป็นสินค้าจำเป็น ยังไงคนก็ต้องซื้อ แต่ความจริงคือ ยาคือสินค้าคุมราคายาบางตัวที่ขายดี มีกำไรบางเฉียบเพียง 5-10% ถ้าคุมสต็อกไม่ดี หรือซื้อยาล็อตเล็กมาในราคาสูง แทบไม่เหลืออะไรเลยหลังหักต้นทุนอื่นๆ
 
ขาดวิธีการสร้างความเชื่อใจให้กับลูกค้า  เพราะไม่ใช่แค่ทำเลดีแล้วจะขายได้ร้านยาต้องอาศัยความเชื่อใจจากลูกค้า บางร้านเปิดมานานรู้ประวัติลูกค้า รู้อาการเจ็บป่วย การจะให้ลูกค้าเหล่านี้ย้ายมาร้านที่เปิดใหม่จึงเป็นไปได้ยาก
 
ไม่รู้จักวิธีบริหารร้านอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดร้านยาจำเป็นต้องมีทักษะทางธุรกิจร่วมด้วย ร้านที่อยู่รอดไม่ใช่อาศัยรายได้จากการขายยาเท่านั้นแต่ต้องมีสินค้าเพิ่มรายได้เช่น วิตามิน, เวชสำอาง, หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีกำไรสูงกว่าการขายยา 
 
นอกจากนี้ควรใช้ระบบ POS วิเคราะห์ว่าช่วงไหนยาอะไรขายดี ควรสต็อกเท่าไหร่ เพื่อป้องกันการขาดทุน
 
ลงทุนเปิดร้านยา 1 แห่งมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?


ภาพจาก https://app.envato.com/

เพื่อให้เห็นภาพเราจึงจำลองข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการเปิดร้านขายยาให้เห็นตัวเลขสำคัญๆ ที่ต้องขอบอกก่อนว่าเป็นตัวเลขโดยประมาณที่การเปิดร้านบางแห่งอาจน้อย หรือมากกว่านี้ก็ได้  
 
เงินลงทุนเริ่มต้น ประมาณ 800,000 - 1,500,000 บาท
  • ค่าเช่า/มัดจำ (3 เดือน)  60,000 - 150,000 บาท
  • ค่าตกแต่งร้านตามมาตรฐาน GPP  200,000 - 400,000 บาท (ตู้ยา, ระบบแอร์, เคาน์เตอร์, ป้ายไฟ)
  • ค่าสินค้า/ยาล็อตแรก 400,000 - 700,000 บาท
  • ระบบ POS และอุปกรณ์สำนักงาน 30,000 - 50,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต/อื่นๆ: 10,000 - 20,000 บาท
ค่าใช้จ่ายรายเดือน (Monthly Expenses)
 

ภาพจาก https://app.envato.com/
สมมติร้านที่มียอดขายระดับปานกลาง ประมาณ 10,000 - 15,000 บาท/วัน
  • ต้นทุนสินค้า (COGS) ประมาณ 70% ของยอดขาย (เช่น ยอดขาย 300,000 ต้นทุนยาคือ 210,000 บาท)
  • ค่าจ้างเภสัชกร: 40,000 - 55,000 บาท (หากเจ้าของไม่ใช่เภสัชกรเอง)
  • ค่าเช่าร้าน 20,000 - 40,000 บาท (ตามทำเล)
  • ค่าไฟ (ต้องเปิดแอร์ 24 ชม. หรือตามเวลาเปิดเพื่อคุมอุณหภูมิยา) 5,000 - 8,000 บาท
  • ค่าพนักงานช่วยขาย (1 คน) 12,000 - 15,000 บาท
  • ค่าจิปาถะ/ภาษี/การตลาด 5,000 บาท
ถ้ามียอดขายต่อเดือนประมาณ 350,000 บาทในกรณีที่จ้างทุกอย่างและไม่ได้เป็นเภสัชเอง กำไรสุทธิจะเหลือน้อยมากจนแทบไม่พอให้ดำเนินธุรกิจต่อ 
 
แต่ถ้ากลับกันเราเป็นเภสัชกรเองเท่ากับว่าไม่มีต้นทุนค่าจ้างเภสัชประจำร้านสามารถยกรายจ่ายส่วนนั้นมาเป็นกำไรสุทธิได้ทำให้มีรายได้มากพอสำหรับดำเนินธุรกิจต่อ
 
ทางรอดร้านขายยา! ต้องพัฒนาเป็น Health & Wellness
 
นอกเหนือจากการเป็นเภสัชกรเองและมีทักษะในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ยุคนี้หากจะทำร้านขายยาให้รอดต้องเป็นมากกว่านั้นควรพัฒนาให้ถึงขั้นเป็น Health & Wellness ที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มสินค้าในร้าน
 
แต่คือการเปลี่ยน Business Model จากการรอให้คนป่วยมาซื้อยา สู่การดูแลสุขภาพแบบครบวงจร เช่นตรวจคัดกรองเบื้องต้น , ตรวจวัดไขมัน , หาค่าน้ำตาลสะสม หรือการให้คำแนะนำด้านการคุมน้ำหนัก การเลิกบุหรี่ หรือการจัดยาสำหรับคนไข้โรคเรื้อรัง 
 
รวมถึงอาจร่วมมือกับโรงพยาบาลหรือหน่วยงานรัฐ เป็นจุดฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่หรือวัคซีนตามให้คนในชุมชน
 
การใช้วิธีเหล่านี้คือการสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ได้เป็นอย่างดีและหนีจากสงครามราคาที่สู้กันด้วยความเชี่ยวชาญ 
 
ใช้ประสบการณ์ในการดึงดูดให้ลูกค้าทั่วไปกลายมาเป็นลูกค้าประจำ พัฒนาให้ร้านยาของเรากลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของคนในชุมชนซึ่งมีผลทำให้ธุรกิจของเราอยู่รอดในยุคที่การแข่งขันสูงได้
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
409
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
387
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
383
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
380
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
356
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
333
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด