บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
278
2 นาที
2 กันยายน 2569
Masan Group เบอร์ 1 ค้าปลีกเวียดนาม ครองตลาด 70% รายได้ 40,000 ล้านบาท
 

ถ้าถามถึงบริษัทที่เป็นยักษ์ใหญ่ในเมืองไทยเราอาจนึกถึงเครือ CP ที่มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และเป็นธุรกิจที่แทบจะอยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั้งประเทศ ในเวียดนามก็มีกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่แบบนี้เช่นกัน นั่นคือ Masan Group ที่ถือครองส่วนแบ่งตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคได้เกินกว่า 70% ก่อนที่จะไปดูว่า Masan Group ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรบ้าง ลองมาดูประวัติเบื้องต้นของยักษ์ใหญ่จากเวียดนามรายนี้ที่ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน
 
Masan Group เริ่มต้นจากการนำเข้า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”
 

ช่วงปี 1980 ถึงต้นปี 1990 หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย เศรษฐกิจของยุโรปตะวันออกสะเทือนหนักถึงขนาดที่ประชาชนขาดแคลนอาหาร ขณะนั้น Dr. Nguyen Dang Quang ซึ่งเป็นนักศึกษาเวียดนามที่อยู่ในรัสเซีย มองเห็นโอกาสจึงเริ่มนำเข้าและผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป / ซอสพริก / ซอสปรุงรส เพื่อขายในรัสเซีย กระทั่งปี 1996 จึงได้ก่อตั้งบริษัทขึ้นในกรุงมอสโก ชื่อว่า Masan Trading Corporation 
 
ภายหลังจากประสบความสำเร็จในรัสเซีย Masan ตัดสินใจย้ายฐานกลับมาบุกตลาดเวียดนามในช่วงปี 2000 – 2001 โดยสินค้าตัวแรกที่ Masan นำมาตีตลาดเวียดนามอย่างจริงจังคือ "ซอสถั่วเหลือง” ยี่ห้อ Chin-su และ “น้ำปลา” ยี่ห้อ am Ngu ทำให้กลายเป็นเครื่องปรุงรสที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนเวียดนาม

และหลังจากที่ครองตลาดเครื่องปรุงรสได้สำเร็จ Masan ก็รุกตลาด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แข่งกับ Acecook ที่เป็นผู้ครองตลาดรายใหญ่ในขณะนั้น โดยส่งแบรนด์ Omachi เข้ามาจับตลาดพรีเมียม และส่ง Kokomi เข้าจับตลาดในกลุ่มแมส ทำให้ Masan ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในตลาดบะหมี่เวียดนามได้อย่างรวดเร็ว
 
จากผู้ผลิตสินค้า FMCG สู่ “อาณาจักรธุรกิจ” ระดับประเทศ
 

เมื่อ Masan ครองใจผู้บริโภคด้วยสินค้า FMCG แล้ว ก็เริ่มวางแผนในการขยายกิจการให้เติบโตและมีความมั่นคงมากขึ้น เพื่อควบคุมตลาดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ นำไปสู่การควบรวมและซื้อกิจการในหลายแห่งเพื่อสร้างอาณาจักรธุรกิจที่ครบวงจร โดยเริ่มจาก
  • ตั้งบริษัท Masan MEATLife ทำปศุสัตว์ แปรรูปเนื้อหมูอนามัย
  • ซื้อธุรกิจค้าปลีก VinMart และ VinMart+ จาก VinGroup แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น WinMart / WinMart + ที่ปัจจุบันมีสาขารวมกว่า 3,500 แห่ง
  • ก่อตั้งธุรกิจ Masan High-Tech Materials เพื่อทำธุรกิจเหมืองแร่และวัสดุ
  • ควบรวมกิจการ Phúc Long Heritage ที่ดำเนินธุรกิจร้านชาและกาแฟและเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่ในเวียดนาม
ทั้งนี้ Masan Group มีบริษัทลูกที่ดูแลร้านสินค้าอุปโภคบริโภคก็คือ Masan Consumer ข้อมูลในปี 2025 ระบุว่าMasan Consumer ครองส่วนแบ่งตลาดน้ำปลาสูงถึงประมาณ 70% ขณะที่แบรนด์อย่าง CHIN-SU (ซอสพริก / ซอสถั่วเหลือง) ก็ครองส่วนแบ่งสูงถึง 60% ของประเทศ

รายได้กว่า 40,000 ล้านบาท! ธุรกิจยังโตไปอีกไกล
 

หากมองในเรื่องตัวเลขรายได้ Masan Group มีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งมาก จากการเป็นผู้นำในตลาดสินค้าอุปโภคและบริโภคแทบจะทั้งหมดในประเทศ โดยรายได้จาก Masan Consumer คิดเป็นสัดส่วน 33% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นการถือหุ้นของ Masan Group อยู่ที่ประมาณ 66% โดย Masan Consumer มีมูลค่าบริษัท 224,000 ล้านบาท
 
และถ้าดูในส่วนของผลประกอบการที่ผ่านมายิ่งตอกย้ำถึงความเป็นเบอร์ 1 ของเวียดนามได้อย่างแท้จริง
 
  • ปี 2023 รายได้ 39,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9,800 ล้านบาท
  • ปี 2024 รายได้ 42,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 10,800 ล้านบาท
  • ปี 2025 รายได้ 41,600 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9,500 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่าตัวเลขรายได้และกำไรของ Masan Consumer ที่เป็นธุรกิจในเครือของ Masan Group มีความแข็งแกร่งมาก ตัวเลข Free Cash Flow ก็สูงถึง 9,309 ล้านดง หรือประมาณ 12,500 ล้านบาท และมีการตั้งเป้าหมายเติบโตในปี 2026 ไว้ที่ 15-20% มีเป้าหมายสร้างรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 126,000 ล้านบาท 
 
ถอดกลยุทธ์ของ Masan Group ปรับใช้กับ SMEs ไทย
 

แม้ว่า Masan Group จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของเวียดนามแต่ก็มีแนวคิดและกรณีศึกษาที่ SMEs ไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้หลายอย่างเริ่มตั้งแต่

1.การสร้างธุรกิจให้น่าเชื่อถือ / มีมาตรฐาน เหมือนที่ครั้งหนึ่ง Masan เปิดตัวแบรนด์ Chin-su ชูจุดเด่นเรื่อง "อนามัยและความปลอดภัยมาตรฐานอุตสาหกรรม" จนพลิกขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดแทนที่ผู้ผลิตรายเดิมได้ แต่สำหรับ SMEs ไทยที่อาจจะไม่ชนะคู่แข่งในเรื่องราคา แต่ถ้าชูจุดขายที่เน้นคุณภาพ ก็สามารถดึงดูดลูกค้าได้เช่นกัน
 
2.เน้นการสร้าง Partnership เพราะปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องเก่งไปทุกอย่าง ซึ่ง Masan ก็ใช้วิธีในการควบรวมกิจการที่มีความสามารถเพื่อก้าวสู่เบอร์ 1 ของประเทศ มอง SMEs ไทยที่เราอาจเก่งในเรื่องทำสินค้าแต่ไม่เก่งในเรื่องการตลาดก็อาจใช้วิธี Co-branding ร่วมกับร้านค้าปลีก / ร้านอาหาร เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายได้มากขึ้น
 
3.การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลลูกค้า ปัจจุบันการมีข้อมูลลูกค้ายิ่งได้เปรียบ ถ้าเราเริ่มใช้ CRM ตั้งแต่วันที่ธุรกิจยังมีขนาดเล็ก เราจะได้ฐานข้อมูลที่ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ และปัจจุบัรนะบบสะสมแต้ม/สมาชิกผ่าน LINE OA มีราคาถูกลงมาก SME ควรเก็บข้อมูลว่าลูกค้าซื้ออะไรบ่อย มาช่วงเวลาไหน เพื่อทำโปรโมชั่นกระตุ้นการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase) แทนที่จะหาแต่ลูกค้าใหม่ตลอดเวลา ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับสู่การต่อยอดธุรกิจได้เช่นกัน
 

ภาพจาก www.facebook.com/tapdoanmasan
 
ในยุคที่การแข่งขันสูง แถมพฤติกรรมลูกค้ายังเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมีปัจจัยเสี่ยงที่คาดไม่ถึงในทุกรูปแบบ การทำธุรกิจจึงไม่ใช่แค่ต้องเก่งในเรื่องสินค้า แต่ต้องรู้จักวางแผนและมองการณ์ไกล รู้จักการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและก้าวตามกระแสยุคใหม่ให้ทัน เพื่อไม่ให้ตกยุคและกลายเป็นธุรกิจที่คนพูดถึงตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเคล็ดลับสู่การอยู่รอดและอาจทำให้เติบโตทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้นด้วย
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ยอดวิว TikTok สำคัญแค่ไหน? วิธี เปลี่ยนคนดูให้กล..
998
คู่มือเลือกเว็บปั้มไลค์สำหรับผู้ประกอบการ SME แล..
992
ธุรกิจเพิ่งเริ่ม คนยังไม่รู้จัก ควรสร้าง Social ..
854
ปั้นยอดวิวเอง หรือ ใช้เว็บปั้มวิว ? เปรียบเทียบ..
853
Indomie มาม่าขายดีในแอฟริกา 4,500 ล้านซอง/ปี! เบ..
399
ร้านฮาร์ดแวร์ท้องถิ่นมีหนาว! Dohome ToGo ย่อขนาด..
364
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด