บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
393
3 นาที
31 สิงหาคม 2569
Shizuren ยอดขาย 200 ล้านถ้วย รายได้เริ่มดิ่ง! ลูกค้าเริ่มน้อย! ขายดีแค่เมนูเดียว
 

มองตลาดบะหมี่กี่งสำเร็จรูปทั่วโลก จีนครองอันดับ 1 โดยมีปริมาณการบริโภคสูงกว่า 43,270 ล้านถ้วย/ปี ตามมาด้วยอินโดนีเซีย ปริมาณ 14,540 ล้านถ้วย/ปี อันดับรองๆลงมาคือ อินเดีย , เวียดนาม , ญี่ปุ่น ส่วนของไทยอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลกด้วยสัดส่วนประมาณ 4,100 ล้านถ้วย/ปี
 
ถ้าถามยุครุ่งเรืองสุดขีดของอุตสาหกรรมนี้อาจเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปี 1970-1980 ที่เริ่มมีโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและคนในยุคนั้นยังมองว่าสิ่งเหล่านี้คือสินค้าฟุ่มเฟือย 

จนกระทั่งในปี 1992 ที่ Master Kong แบรนด์จากไต้หวันได้เข้ามาเปิดตัวบะหมี่ถ้วยรสชาติเนื้อวัวพริกไทยดำ/หม่าล่า ที่ตอบโจทย์ความนิยมของคนจีนจนกลายเป็นกระแสฟีเว่อร์ 

อย่างไรก็ดีในปัจจุบันกระแสการแข่งขันนั้นรุนแรงมาก ผู้ผลิตหลายแบรนด์เริ่มทำการตลาดแบบใหม่ เลิกแข่งขันกันที่ราคาถูก แต่หันมาทำบะหมี่ราคาสูงขึ้น เน้นใช้ "เส้นไม่ทอด" (Non-fried), ซุปเคี่ยวจริงสกัดเข้มข้น และเนื้อสัตว์ชิ้นจริงในซองสูญญากาศ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ใช้วัตถุดิบชั้นดี ราคาคุ้มค่าเพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ได้มากขึ้น
 
Shizuren ก่อตั้งปี 2017 ยอดขายรวมกว่า 200 ล้านถ้วย!
 
ภาพจาก https://citly.me/6O9wj

ผู้ก่อตั้งแบรนด์นี้คือ Zhang Lei (จาง เล่ย) ในปี 2017 ที่มณฑลเหอหนาน ซึ่งในยุคนั้นบะหมี่ถ้วยส่วนใหญ่มีแต่เครื่องปรุงผงธรรมดาและวัตถุดิบน้อย ไอเดียของธุรกิจคืออยากสร้างสินค้าที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปกินที่ร้านจริง โดยเป็นเจ้าแรกๆ ที่ชูกลยุทธ์หนึ่งถ้วย เครื่องปรุง 6 ซองใส่ทั้งถั่วลิสงอบกรอบ ฟองเต้าหู้ และผักแบบจัดเต็ม รวมถึงใช้เทคโนโลยี เส้นไม่ทอด (Non-fried) เพื่อสร้างความแตกต่างจากบะหมี่ถ้วยทั่วไป
 
นอกจากสินค้าดี การตลาดก็ต้องดี Shizuren ทำการตลาดผ่านคนดังในโซเชี่ยล (KOLs) ส่งผลให้ยอดขายในปีแรกเติบโตถล่มทลายรายได้กว่า 100 ล้านหยวน และก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับต้นๆของจีน แม้จะไม่ใช่แบรนด์แรกที่เข้ามาในวงการนี้แต่ก็มียอดขายสูงมากตลอดการทำธุรกิจที่ผ่านมากว่า 9 ปีรวมกว่า 200 ล้านถ้วย และเคยครองตำแหน่งแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ในหมวดหมู่นี้บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใหญ่ๆ ของจีนติดต่อกันหลายปี
 
อย่างไรก็ดีแม้บางคนจะมองว่า Shizuren ไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแต่ก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพียงแค่สินค้าแตกต่างในโครงสร้างวัตถุดิบ

เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วไปเส้นต้องทำจากแป้งสาลี แต่ Shizuren ใช้เส้นที่ทำจาก วุ้นเส้น / มันเทศสำเร็จรูป ในมุมมองของผู้บริโภค สินค้าของ Shizuren จึงสามารถทดแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ 100% เพราะถือเป็นอาหารมื้อด่วน ที่เติมน้ำร้อน 3-5 นาทีทานได้ทันที ดังนั้นในแง่ของการแชร์ส่วนแบ่งการตลาดจึงนับรวมในอุตสาหกรรมเดียวกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วไป
 
รายได้เริ่มดิ่ง เพราะพึ่งพาสินค้าขายดีแค่เมนูเดียว!
 
ภาพจาก https://citly.me/6O9wj

สินค้าของ Shizuren มีอยู่หลายเมนู โดดเด่นที่สุดคือ ซวนล่าเฟิ่น (Suanlafen) ที่เป็นบะหมี่มันเทศรสเปรี้ยวเผ็ด นอกจากนี้ก็มีเมนูน่าสนใจเช่น Mala Baodu Fen , Huajia Fen , Luosifen เป็นต้น แต่ปัญหาที่น่าปวดหัวคือ Shizuren นั้น พึ่งพาความสำเร็จของสินค้าขายดีตัวเดียว หรือที่นักการตลาดเรียกว่าเป็นภาวะ “Single-Product Reliance” 
 
วิเคราะห์ลึกลงไปในส่วนของรายได้กว่า 70% มาจาก ซวนล่าเฟิ่น (Suanlafen) ในขณะที่เมนูใหม่ๆ ที่ทยอยออกมาเรื่อยๆ รวมกันทุกตัวแล้วกลับสร้างรายได้ประมาณ 30% ให้บริษัท หรือถ้าไปดูยอดขายบนแพลตฟอร์ม E-Commerce ก็จะยิ่งเห็นชัด
  • ซวนล่าเฟิ่น (Suanlafen) ยอดขายสะสมมากกว่า 1,000,000+ ถ้วย/ชิ้นต่อเดือน ติดอันดับ TOP 3 ในหมวดหมู่ย่อยของอาหารกึ่งสำเร็จรูป (Convenient Vermicelli)
  • ขณะที่ หม่าล่า เป้าตู๋ เฝิ่น (Mala Baodu Fen) ที่เป็นเมนูขายดีอันดับ 2 เป็นสินค้าใหม่ที่สร้างกระแสได้ชั่วคราว แต่ก็มียอดขายเฉลี่ยสะสมเพียง 50,000 ถ้วยต่อเดือน ที่สัดส่วนห่างจากสินค้าขายดีอันดับ 1 หลายสิบเท่า 
ในขณะที่เมนูอื่นๆของ Shizuren ยอดขายเฉลี่ยในออนไลน์เพียงไม่กี่พันถ้วยต่อเดือน และบางเมนูมียอดขายเฉลี่ยต่ำกว่า 1,000 ถ้วย กลายเป็นสินค้าที่ล้มเหลวในเชิงธุรกิจโดยปริยาย


ภาพจาก https://citly.me/lGSfp
 
ถ้าเปรียบเทียบช่วงโควิด ปี 2019 – 2021 ยอดขายของ Shizuren เคยสูงถึง 600 ล้านหยวนหรือประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นยอดขายก็เริ่มไม่เป็นไปตามเป้าโดยปลายปี 2025 ที่ผ่านมา แม้ว่าแบรนด์นี้จะยังถูกจัดอยู่ในอันดับ 4 ของส่วนแบ่งการตลาดแต่ก็มีสัดส่วนที่ลดลงในขณะที่แบรนด์อื่นเริ่มมีส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้หากวิเคราะห์ในแง่การตลาดสิ่งที่ทำให้ Shizuren ยอดขายเริ่มดิ่งลงมาจากหลายปัจจัยได้แก่
 
1.สงครามราคาที่แข่งขันรุนแรง เพราะ Shizuren วางราคาไว้ช่วง 8–10 หยวนต่อถ้วย ประมาณ 40–50 บาท แต่คู่แข่งอย่าง Baixiang หรือ Chen Chun ทำราคาลงมาสู้ที่ถ้วยละ 5.00 – 5.50 หยวน ประมาณ 25–28 บาท ในขนาดใกล้เคียงกัน ซึ่งในสภาพเศรษฐกิจจีนที่ผู้บริโภคประหยัดขึ้น คนจึงหันไปซื้อแบรนด์ที่ราคาถูกกว่าแทน
 
2.แบรนด์เกิดใหม่ในจีนเริ่มมาแรง แม้ว่าถ้วยขนาด 130 กรัม ซิกเนเจอร์ของ Shizuren จะยังติด Top สินค้าขายดีรายถ้วยอยู่แต่อัตราการเติบโตในช่องทางแบบ Offline กลับแพ้แบรนด์ที่มาใหม่ สะท้อนจากข้อมูลช่วงปลายปี 2025 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2026 ที่ระบุว่า แบรนด์เกิดใหม่อย่าง Mo Xiao Xian หรือ Maliuji มีอัตราการเติบโตในช่องทางหน้าร้านซูเปอร์มาร์เก็ต พุ่งสูงขึ้นเกิน 50% ในขณะที่ Shizuren กลับมียอดขายที่ลดลง
 
3.กระแส Health & Wellness ในจีน เป็นเทรนด์เพื่อสุขภาพที่มาแรง ลการสำรวจตลาดพบว่า ผู้บริโภครุ่นใหม่กว่า 50%–60% ใส่ใจเรื่องปริมาณโซเดียม น้ำมัน และสารกันบูด ในอาหารกึ่งสำเร็จรูป จากจุดขายเดิมของ Shizuren คือรสชาติจัดเครื่องปรุงมากถึง 6 ซอง ซึ่งเคยเป็นข้อดี แต่เมื่อพฤติกรรมคนเปลี่ยน น้ำซุปที่โซเดียมสูงและมีความมันเค็มจัด กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้กลุ่มคนรักสุขภาพเริ่มมองว่าเป็นอาหารที่กินบ่อยๆ ไม่ได้
 
บทเรียนสำหรับ SMEs ไทยที่ควรศึกษาเพื่อพัฒนาธุรกิจให้เติบโต
 

ภาพจาก https://citly.me/lGSfp

แม้ปัจจุบัน Shizuren จะยังคงเป็นแบรนด์ชั้นนำและมีส่วนแบ่งการตลาดในจีนที่สูง แต่การที่ยอดขายเริ่มลดลง และกระแสความนิยมเริ่มถดถอย เป็นบทเรียนที่ SMEs ไทยควรศึกษาว่า Hero Product อาจทำให้แบรนด์สร้างชื่อได้ 
 
แต่พึ่งพาตลอดไปไม่ได้ แม้การมีสินค้าขายดีติดตลาดจะเป็นเรื่องดี แต่เมื่อธุรกิจเริ่มเดินหน้าได้ต้องรีบวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อขยายไลน์สินค้าใหม่ๆ ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่หวังพึ่งแค่สินค้าตัวเก่าที่เคยได้รับความนิยม
 
และสิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือยุคนี้สินค้าต้องปรับตัวให้ก้าวทันตามพฤติกรรมผู้บริโภคโดยเฉพาะเทรนด์สุขภาพและความคุ้มค่ากับราคาสินค้า ธุรกิจที่จะสร้างยอดขายได้ในระยะยาวต้องไม่ยึดติดกับสินค้าหรือสูตรสำเร็จเดิมๆ สินค้าต้องจับกลุ่มคนรักษ์สุขภาพมากขึ้นเช่น น้ำตาลน้อย , โซเดี่ยมต่ำ หรือการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพและรักษาฐานลูกค้าเดิมให้อยู่ยาวนานขึ้น 
 
ซึ่งในเมืองไทยเองก็มีหลายแบรนด์ที่โดดเด่นจากสินค้าขายดีแค่เมนูเดียวเช่นกลุ่มชานม , กาแฟ , อาหาร หากจะพัฒนาธุรกิจให้เติบโตจึงต้องเข้าใจผู้บริโภค เข้าใจการตลาดเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มาก ที่สำคัญธุรกิจต้องเน้นคุณภาพและบริการที่ดีเพื่อรักษาความประทับใจของลูกค้า ยุคนี้ลูกค้ามีตัวเลือกมาก มีช่องทางการเข้าถึงสินค้าที่หลากหลายหากไม่พัฒนาธุรกิจให้ก้าวตามสุดท้ายต่อให้เป็นสินค้าที่เคยขายดีแค่ไหน ก็อาจเป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราวที่คนอาจลืมไปอย่างรวดเร็ว
 
อ้างอิง :
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
“สินค้าจีน–ทุนจีนบุกไทย” SME เปลี่ยนเกม ไม่แข่งร..
1,325
Kopi Kenangan จากร้านกาแฟทุน 5 แสน สู่ยูนิคอร์นม..
473
เซี่ยงไฮ้ ไทยแลนด์ AMAM LONBAKERY TOWN ตลาดเบเกอ..
470
ทำไมไทยเบฟฯ ยอมขาย KFC? จากนักล่าซื้อกิจการ กลับ..
461
Masan Group เบอร์ 1 ค้าปลีกเวียดนาม ครองตลาด 70%..
457
อาณาจักร Valiram Group ธุรกิจมากกว่า 100 แบรนด์ ..
450
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด