บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
276
3 นาที
31 สิงหาคม 2569
Din Tai Fung ติ่มซำขายดีในอเมริกา แต่ในจีนเงียบเหงา! เหลือ 23 สาขา
 

ในบางครั้งประเทศที่เป็นต้นกำเนิดธุรกิจกลับมียอดขายสู้ประเทศที่ขยายสาขาเข้าไปไม่ได้ ยกตัวอย่างมิสเตอร์ โดนัท ที่ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกาปี 1956 แต่เมื่อเวลาผ่านไป แบรนด์สู้ Dunkin' ไม่ได้ จนยอดขายซบเซาและถูกซื้อกิจการไปในที่สุด แต่แบรนด์นี้ก็ได้ถูกบริษัทของญี่ปุ่นซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ไปเปิดในญี่ปุ่น ผลปรากฏว่า Mister Donut กลายเป็นธุรกิจชั้นนำสาขาและยอดขายเพิ่มสูงมาก
 
หรืออย่าง Baskin-Robbins ที่ก่อตั้งในอเมริกา แต่กลับถูกแบรนด์ไอศกรีมพรีเมี่ยมรายใหม่ๆ แชร์ส่วนแบ่งการตลาด ในมุมกลับกันแบรนด์นี้ที่ถูกซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ไปบริหารในเกาหลีใต้ ถูกยกระดับให้กลายเป็นแบรนด์ชั้นนำและมีสาขามากกว่า 1,500 แห่งก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดไอศกรีมพรีเมี่ยมในเกาหลีใต้ได้อีกด้วย
 
 
วิเคราะห์สาเหตุว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ก็มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ
 
1.การปรับตัวตามท้องถิ่น ((Localization) โดยแบรนด์ที่ไปรอดในต่างประเทศ มักจะไม่ยึดติดกับเมนูหรือโมเดลเดิมจากประเทศต้นกำเนิดแต่ยอมปรับรสชาติและบริการให้เข้ากับคนในประเทศนั้นๆ
 
2.การยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูพรีเมี่ยม ในขณะที่ประเทศต้นกำเนิดของแต่ละแบรนด์ภาพจำของคนในประเทศอาจมองว่าธุรกิจนั้นๆ เป็นสินค้าธรรมดา แต่พอขยายไปต่างประเทศถูกเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้เน้นความพรีเมียม / ความหรูหรา เน้นประสบการณ์พิเศษ (Experiential Dining) สำหรับลูกค้ามากขึ้น
 
3.ความสามารถในการบริหารของผู้ซื้อสิทธิแฟรนไชส์ เพราะส่วนใหญ่ผู้ได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ (Master Franchisee) 
 
จะเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและวัฒนธรรมในพื้นที่ลึกซึ้งกว่าเจ้าของแบรนด์เดิม ทำให้มีการพัฒนาธุรกิจที่เข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้
 
Din Tai Fung แบรนด์อาหารดังระดับโลก
 

Din Tai Fung ก่อตั้งโดย Yang Bing-yi (หยาง บิงอี้) ที่เดินทางจากจีนมาอยู่ที่ไต้หวัน จากนั้นในปี 1958 ได้เปิดร้านขายน้ำมันขนาดเล็ก พร้อมตั้งชื่อว่า “ติ่น ไท่ ฟง” หลังจากที่ธุรกิจแรกเริ่มซบเซา จึงได้แบ่งพื้นที่ครึ่งหนึ่งของร้านมาทำ เสี่ยวหลงเปา และอาหารจีนสไตล์เจียงหนานขาย ปรากฏว่าเสี่ยวหลงเปาได้รับความนิยมสูงมาก กระทั่งได้พัฒนาธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบและเริ่มขยายสาขาในหลายประเทศ
  • ปี 1993 นิตยสาร The New York Times จัดอันดับให้ Din Tai Fung เป็น 1 ใน 10 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก
  • ปี 1995 Din Tai Fung เปลี่ยนผู้บริหารเป็นทายาทุรุ่นที่ 2 ปฏิวัติจากร้านอาหารระบบครอบครัว สู่ระบบองค์กร
  • ปี 1996 ขยายสาขาต่างประเทศแห่งแรกที่ห้างสรรพสินค้า Takashimaya ย่านชินจูกุ กรุงโตเกียว
  • ปี 2000 เปิดสาขาแรกในอเมริกาเหนือที่เมือง Arcadia รัฐแคลิฟอร์เนีย
  • ปี 2001 เข้าสู่ตลาดจีนครั้งแรกโดยเริ่มจาก เซี่ยงไฮ้ และต่อด้วยปักกิ่ง
  • ปี 2010 Din Tai Fung สาขา Silvercord ย่านจิมซาจุ่ย ในฮ่องกง ได้รางวัล 1 ดาวมิชลิน ตอกย้ำภาพลักษณ์ระดับโลก
โดยในปี 2001 ที่ Din Tai Fung หลังจากเริ่มเจาะตลาดจีนก็ได้ขยายสาขาไปอีกหลายประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย และประเทศไทย โดยวางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็นร้านอาหารระดับพรีเมียม (Casual Fine Dining) ขึ้นห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หากนับรวมสาขาในยุคเฟื่องฟูสุดขีดมีสาขารวมกันมากกว่า 165 แห่งใน 13 ประเทศ
 
Din Tai Fung ยุคเฟื่องฟู ยอดขาย/สาขา/ปี กว่า 250 ล้านบาท
 

ช่วงเวลาที่ Din Tai Fung เริ่มเปิดตลาดในจีนใช้วิธีการแบ่งเขตบริหารกับพันธมิตรอย่างเช่นการขยายสาขาแรก
 
ในเซี่ยงไฮ้บริหารโดยกลุ่ม Shanghai Chien Zhang Enterprise ส่วนในปี 2004 ที่เริ่มเปิดตลาดในปักกิ่งและจีนตอนเหนือก็ได้ร่วมกับกลุ่มทุนอย่าง Dachan Group และตั้งแต่ปี 2001 – 2015 กระแสของ Din Tai Fung ในจีนนั้นมาแรงมาก เนื่องจากในอดีต คนจีนมองว่าเสี่ยวหลงเปาหรือซาลาเปานึ่งเคยเป็นอาหารเช้า/สตรีทฟู้ดราคาถูก แต่ Din Tai Fung เน้นการนำเสนอด้วยบริการพรีเมียม ทำให้จีนในยุคที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต คนมีกำลังซื้อ บรรดานักธุรกิจ และคนส่วนใหญ่นิยมใช้บริการ Din Tai Fung เพราะมีภาพลักษณ์ที่เป็นแบรนด์มาตรฐานสูง ในส่วนของการขายสินค้าภาพจำในช่วงเวลานั้นคือการต่อคิวยาวไม่ต่ำกว่า 1-2 ชั่วโมงเพื่อซื้อสินค้า โดยสาขาหลักๆ ในเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง 
 
ทำยอดขายเฉลี่ยต่อสาขาสูงถึง 30–50 ล้านหยวนต่อปี หรือประมาณ 150–250 ล้านบาทต่อสาขา/ปี มีสาขารวมสูงสุดในตอนนั้นประมาณ 35 สาขา แต่หากรวมในฮ่องกงและมาเก๊าเข้าไปด้วยอาจมีกว่า 45 สาขา
 
 
แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปี 2023 ที่ผ่านมาจากปัญหาเศรษฐกิจและการชะลอตัวของการบริโภคผู้บริโภคหันไปหาร้านอาหารที่คุ้มค่า คุ้มราคา (Value for money) มากขึ้น ทำให้ร้านราคาสูงเริ่มได้รับผลกระทบ เพราะหากดูในเรื่องราคาแล้วก็ต้องยอมรับว่า Din Tai Fung นั้นสูงพอสมควรยกตัวอย่าง
  • เสี่ยวหลงเปา 6 ลูก ราคา 48 หยวน (ประมาณ 240 บาท)
  • เกี๊ยวกุ้งซอสเผ็ด ราคา 72 หยวน (ประมาณ 360 บาท)
  • บะหมี่เนื้อตุ๋น ราคา 85 หยวน (ประมาณ 425 บาท)
  • ข้าวผัดกุ้ง ราคา 85 หยวน (ประมาณ 425 บาท)
  • โดยลูกค้าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 131.55 หยวน (ประมาณ 658 บาท)
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านสงครามราคา (Price War) ร้านอาหารจีนท้องถิ่นปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทำเสี่ยวหลงเปาหรืออาหารสไตล์เดียวกันในคุณภาพที่ใกล้เคียง แต่ขายในราคาถูกกว่ามากก็ยิ่งมีผลต่อยอดขายโดยตรงของ Din Tai Fung มากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2024 เมื่อบริษัทผู้บริหารสิทธิ์ในจีนตอนเหนือ ครอบคลุมปักกิ่ง, เทียนจิน, ชิงเต่า, เซี่ยเหมิน ฯลฯ ได้ประกาศ ปิดให้บริการถึง 14 สาขา โดยปัจจัยมาจากทั้งเรื่องการสิ้นสุดสัญญาใบอนุญาต ข้อตกลงของฝ่ายบริหาร และผลประกอบการที่ซบเซาลง หากดูตัวเลขสาขาของ Din Tai Fung ในตอนนี้มีอยู่ประมาณ 23 แห่งในประเทศจีน
 
Din Tai Fung ติ่มซำขายดีในอเมริกา แต่ในจีนเงียบเหงา
 

อย่างไรก็ดี Din Tai Fung สาขาในอเมริกากลับตรงข้ามในจีนอย่างสิ้นเชิง โดยสาขาของ Din Tai Fung ในอเมริกามีอยู่ประมาณ 17 แห่ง สามารถทำรายได้เฉลี่ยสูงถึง 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อสาขา/ต่อปี หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 900–950 ล้านบาท ต่อสาขา/ต่อปี โดยตัวเลขนี้สูงกว่าร้านอาหารยักษ์ใหญ่ยอดฮิตของอเมริกาอย่าง The Cheesecake Factory ถึง 2 เท่า และถือเป็นตัวเลขรายได้ต่อสาขาที่สูงมาก 
 
ในสาขาหลักๆ เช่น Irvine, South Coast Plaza (แคลิฟอร์เนีย) หรือ Las Vegas ลูกค้าต้องจองคิวล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ หรือหาก Walk-in ในช่วงเวลาเร่งด่วนอาจต้อง รอคิวนานถึง 2-3 ชั่วโมง ขณะที่สาขาล่าสุดใน Downtown Disney (California) และ Midtown Manhattan (New York) ก็ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากเช่นกัน
 
หากวิเคราะห์ว่าทำไม Din Tai Fung ในอเมริกาขายดี น่าจะมีหลายปัจจัยได้แก่
  • การวางตำแหน่งเป็น Fine-Casual / Experiential Dining ซึ่งร้าน Din Tai Fung ถูกจัดอยู่ในกลุ่มมื้ออาหารพิเศษ (Dining Experience) ร้านตกแต่งหรูหรา กว้างขวาง มีบาร์เครื่องดื่มค็อกเทลเต็มรูปแบบ ซึ่งตอบโจทย์การสังสรรค์ของคนอเมริกัน
  • ปรากฏการณ์ของ Social Media อันเนื่องจากยุคนี้กระแสโซเชี่ยลมาแรงและ Din Tai Fung ก็พิถีพิถันและเน้นคุณภาพเป็นหลักมีการทำตลาด รูปแบบการให้บริการที่เน้นความพรีเมียม ตั้งแต่วิธีการจีบแป้ง คลิปสอนวิธีกินเสี่ยวหลงเปา จนคลิปเหล่านี้กลายเป็นไวรัลบน TikTok และ Instagram อย่างต่อเนื่อง
  • คุณภาพและมาตรฐานที่ไม่ตก แม้คนอเมริกันส่วนใหญ่จะไม่คุ้นเคยกับอาหารจีนมากนัก แต่รสชาติที่พิเศษ รวมถึง ความสะอาด และบริการระดับมาตรฐานสูง ทำให้ติดใจทั้งกลุ่มชาวเอเชียในอเมริกา และชาวอเมริกันทั่วไป
ส่วนในประเทศไทย Din Tai Fung บริหารงานโดย Foodpaluka ที่เป็นบริษัทในเครือ BreadTalk Group จากสิงคโปร์ เน้นการวาง Brand Positioning ให้เป็น Premium Casual Dining และใช้กลยุทธ์การเลือกทำเลในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ
 

ภาพจาก www.facebook.com/DinTaiFungTh

นอกจากเมนูดังอย่างเสี่ยวหลงเปาหมู/ไก่/ไข่กุ้ง ก็ยังมีเมนูที่ออกแบบมาตอบโจทย์คนไทยโดยเฉพาะอย่าง ข้าวผัดไข่หน้าหมูทอดพอร์คชอป, บะหมี่แห้งซอสพริกเสฉวน, ซุปไก่, และ ผักปวยเล้งผัดกระเทียม นับถึงตอนนี้ Din Tai Fung ในเมืองไทยยังคงรักษาจุดแข็งด้านความสม่ำเสมอของรสชาติ และบริการที่ได้มาตรฐาน ทำให้ยังคงครองใจกลุ่มลูกค้าที่เน้นคุณภาพได้เป็นอย่างดี

ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศจีน แม้จะมีผลกระทบด้านสาขาและยอดขายอยู่บ้างแต่เชื่อว่า Din Tai Fung ก็พร้อมวางแผนแก้ไขและจะกลับมาเป็นแบรนด์ชั้นนำในจีนได้อีกครั้ง
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
1,001
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
608
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
414
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
400
ธุรกิจการ์ดเกม 3.8 แสนล้านบาท! Rae Item ใบเดียวร..
399
ถอดกลยุทธ์การเติบโตแฟรนไชส์ Molly Tea จากเซินเจิ..
399
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด