บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
611
4 นาที
17 กรกฎาคม 2569
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ! กำไรหรือขาดทุน
 

แคมเปญ “วิ่งแลกของฟรี” หรือ “วิ่งสะสมก้าว/ระยะทางเพื่อแลกของรางวัล” มองในมุมหนึ่งคือแคมเปญที่ช่วยสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ได้อย่างดี และยังได้ภาพลักษณ์เรื่องการส่งเสริมสุขภาพด้วย หากมองย้อนไปในอดีตการออกกำลังกายและการตลาดมักจะผูกกันผ่านระบบ Loyalty Program เช่น การซื้อสินค้าครบเป้าแล้วได้แต้มสะสมไปแลกของรางวัล หรือการจัดงานวิ่งมาราธอนที่นักวิ่งต้องจ่ายเงินค่าสมัครเพื่อเข้าไปร่วมกิจกรรม
 
กระทั่งมีการพัฒนาเทคโนโลยี มี Wearables ให้สวมใส่รวมถึงการได้รู้จักแนวคิด Move-to-Earn หรือเปลี่ยนการเคลื่อนไหวให้เป็นรายได้ บริบทของการตลาดก็เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็น Contextual Marketing ที่แบรนด์ไม่ต้องรอให้ลูกค้าซื้อของก่อน แต่กระตุ้นให้ลูกค้าออกกำลังกายเพื่อนำมาแลกสิทธิ์ต่างๆ โดยใช้สมาร์ตโฟนหรือสมาร์ตวอทช์ที่มีอยู่แล้วเป็นเครื่องมือยืนยัน
 
มองแคมเปญ “วิ่งแลกของรางวัล” ในมุมของเศรษฐกิจไทย
 
อย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐกิจแคมเปญนี้สะท้อนภาพรวมที่น่าสนใจคือ
  • Experience Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกที่พิเศษ ไม่ใช่ยุคการซื้อสินค้าตามความต้องการเหมือนอดีต ผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินหรือออกแรงเพื่อแลกกับสินค้าที่มีมูลค่าทางจิตใจ (Emotional Value) เช่น การได้เสื้อผ้าหรือของสะสมจากงานวิ่งต่างๆ ดังนั้นการวิ่งในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่เป็นเครื่องมือในการแสดงถึงไลฟ์สไตล์เพื่อสามารถแชร์ในโซเชี่ยลได้ด้วย
  • Behavioral Economics หรือกลไกทางจิตวิทยาที่มีผลต่อเศรษฐกิจ เพราะคนในยุคนี้จะให้คุณค่ากับสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ หากรู้สึกว่ามีส่วนร่วมในการลงแรงหรือสร้างมันขึ้นมา (IKEA Effect) ซึ่งการวิ่งที่นับจำนวนก้าวก็ทำให้ลูกค้าภูมิใจได้มากกว่าการแจกคูปองส่วนลดทั่วไปที่ได้มาฟรีแบบที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
อีกเหตุผลที่น่าสนใจคือแคมเปญนี้ยังช่วยสร้างปรากฏการณ์ Foot Traffic Conversion หรือการเปลี่ยนผู้สัญจรทั่วไปให้กลายเป็นลูกค้าในร้าน ซึ่งผู้บริโภคที่ทำภารกิจสำเร็จมักจะมีแนวโน้มที่จะ จับจ่ายเพิ่มเติม (Upselling/Cross-selling) เมื่อไปถึงหน้าร้านจริง เช่น อัปเกรดสินค้า หรือซื้อบริการเสริมอื่นๆ เพิ่มเติม ส่งผลให้แบรนด์ได้กำไรส่วนต่างกลับคืนมามากกว่ามูลค่าของที่แจกฟรีไป
 
Google Trends ยืนยัน “การวิ่ง” คือกระแสจริงที่คนนิยม
 
ข้อมูลจาก Google Trends ชี้ว่า กระแสความสนใจ งานวิ่ง ของคนไทยยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนจากคำค้นหาที่ไม่ได้เจาะจงแค่คำว่า “วิ่ง” แต่เจาะจงค้นหางานวิ่งที่มีธีมเฉพาะ คาแรกเตอร์ หรือชื่ออีเวนต์ที่ชัดเจนมากขึ้น

โดยคำค้นมาแรง 5 อันดับแรก ได้แก่ “งานวิ่งชินจัง” , “งานวิ่ง atm 2026” , “งานวิ่งหมีเนย” ,“งานวิ่งศิริราช 2569” ,“งานวิ่งดิสนีย์แลนด์ 2026” เป็นต้น แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับผลสำรวจในรายงาน Active Thailand Policy ซึ่งพบว่า ประชาชนกว่า 49.0% สนับสนุนระบบสะสมแต้มสุขภาพเพื่อแลกสิทธิประโยชน์ และอีก 31.2% เห็นด้วยกับมาตรการลดราคาสินค้าส่งเสริมสุขภาพ สะท้อนว่าแรงจูงใจที่จับต้องได้อาจเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากออกกำลังกายมากขึ้น
 
กระแสฮิตล่าสุด! เริ่มต้นจากแบรนด์ร้านแว่นตา “Lenskart”
 

ภาพจาก https://citly.me/qsc2P

แม้กระแสการวิ่งจะเป็นที่นิยมในสังคมไทยมาตลอด แต่ช่วงที่ขยับเข้าสู่เทรนด์วิ่งแลกของรางวัลอย่างเต็มรูปแบบคือเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งแบรนด์แว่นตา Lenskart จัดแคมเปญโชว์ก้าวเดินแลกกรอบแว่นฟรี

โดยให้สายวิ่งนำจำนวนก้าวหรือระยะทางในแอปสุขภาพมาโชว์ เช่น 12,000 ก้าว หรือ 20,000 ก้าว เพื่อแลกรับกรอบแว่นตาฟรี มูลค่า 2,000 บาท (โดยอาจจ่ายเพิ่มเฉพาะค่าอัปเกรดเลนส์หรือค่าประกอบ) ซึ่งแคมเปญนี้ได้หมดเขตไปแล้วเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเพราะกลายเป็นไวรัลถล่มทลายบน TikTok และ Lemon8 
 
และในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 “แว่นท็อปเจริญ” ก็ออกมาจัดแคมเปญเดิน-วิ่ง แลกแว่น เพื่อสุขภาพ ซึ่งจัดหนักจัดเต็ม เช่น วิ่ง 5,000 ก้าวได้เลนส์ฟรี หรือวิ่ง 19,000 ก้าว (11 กม.) รับฟรีทั้งกรอบและเลนส์ (จ่ายแค่ค่าประกอบ 280 บาท) เป็นต้น

และแคมเปญนี้ยังใช้งานได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และเนื่องจากแว่นท็อปเจริญมีจำนวนสาขามากกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ ทำให้แคมเปญนี้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างได้ง่ายกว่าแบรนด์อื่นๆ ส่งผลให้ปริมาณผู้ใช้สิทธิ์ในภาพรวมทั่วประเทศมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับแคมเปญการตลาดทั่วไป
 
รวมแบรนด์ใช้แคมเปญ “วิ่งแลกของรางวัล” กระตุ้นยอดขาย
 
ทั้งนี้แม้หลายแคมเปญจะใช้คำว่า “ฟรี” เป็นจุดดึงดูด แต่บางกิจกรรมอาจมีเงื่อนไขประกอบ เช่น ต้องซื้อสินค้าบางรายการ ชำระค่าบริการเพิ่มเติม หรือแลกรับได้เฉพาะสินค้าบางประเภทเท่านั้น ผู้บริโภคจึงควรอ่านรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อประเมินว่าข้อเสนอนั้นคุ้มค่ากับความต้องการของตัวเองหรือไม่ อย่างไรก็ตามถ้าดูในส่วนของแบรนด์ที่ใช้แคมเปญวิ่งแลกของรางวัลจะพบว่ามีหลายแบรนด์ที่น่าสนใจได้แก่

1.แคมเปญ: วิ่งแลกแว่น แบรนด์: Lenskart

ภาพจาก https://citly.me/qsc2P

สิทธิประโยชน์: เลนส์ | กรอบแว่น 
ระยะเวลา: ** หมดเขตไปแล้วเมื่อปลายเดือนมิถุนายน **
 
เงื่อนไขรับรางวัล :
  • 6,000 ก้าว / 3 กม. แว่นทุกรุ่นลด 40%
  • 12,000 ก้าว / 8 กม. รับฟรี! แว่นมูลค่า 2,000 บาท เมื่ออัปเกรดเลนส์มูลค่า 1,000 บาท ขึ้นไป
  • 20,000 ก้าว / 12 กม. รับฟรี! แว่นมูลค่า 2,000 บาท + ส่วนลด 60% เมื่ออัปเกรดเป็นเลนส์เปลี่ยนสี 
  • หรือส่วนลด 50% สำหรับการอัปเกรดเลนส์อื่น ๆ
2.แคมเปญ: วิ่งแลกแว่น แบรนด์แว่นท็อปเจริญ ,แว่นบิวตี้ฟูล

ภาพจาก https://citly.me/WXgvm

สิทธิประโยชน์: เลนส์ | กรอบแว่น 
ระยะเวลา: 25 มิ.ย. – 31 ก.ค. 69
 
เงื่อนไขรับรางวัล :
  • 3 กม. (5,000 ก้าว): แลกรับเลนส์ฟรี  
  • 6 กม. (10,000 ก้าว): แลกรับสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด 
  • 11 กม. (19,000 ก้าว): แลกรับฟรีทั้งกรอบและเลนส์ (โดยลูกค้าอาจจ่ายเพียงค่าบริการประกอบแว่นเพิ่มเติม)
3.แคมเปญ: วิ่งแลกไก่ แบรนด์: บุญตงกี่
 
ภาพจาก https://citly.me/rqGLl
สิทธิประโยชน์: ส่วนลดค่าอาหาร
ระยะเวลา: 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. 69

เงื่อนไขรับรางวัล :

เมื่อซื้อเมนูไก่ต้มตำรับ (ส่วนน่องสะโพก ไซส์ S ขึ้นไป) สามารถนำระยะวิ่งมาแลกส่วนลดได้ดังนี้
  • วิ่งครบ 5 กิโลเมตร: รับส่วนลดอาหาร 50 บาท 
  • วิ่งครบ 10 กิโลเมตร: รับส่วนลดอาหาร 100 บาท
4.แคมเปญ: วิ่งแลกสวย แบรนด์: กังนัมคลินิก , คลินิกผิวหนังลลิษา

ภาพจาก https://citly.me/zBGhJ

สิทธิประโยชน์:ส่วนลดค่าบริการ
ระยะเวลา: วันนี้ – 31 ธ.ค. 69
 
เงื่อนไขรับรางวัล : นำสถิติการเดินหรือวิ่งจากแอปพลิเคชันเพื่อมาแลกเป็น "ส่วนลดค่าบริการ" ในการทำหัตถการ เลเซอร์ หรือทรีตเมนต์ดูแลผิวพรรณกับทางคลินิก (เงื่อนไขและส่วนลดเป็นไปตามยอดก้าวหรือระยะทางที่แต่ละคลินิกกำหนด)
 
5.แคมเปญ: วิ่งแลกรองเท้า แบรนด์: ADDA
 
ภาพจาก https://citly.me/qujlA

สิทธิประโยชน์: ส่วนลดรองเท้า
 
ระยะเวลา: ** หมดเขตเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา **

เงื่อนไขรับรางวัล :
  • สะสมระยะทางจากการเดินหรือวิ่งภายใน 1 วัน (เช็กผ่านแอป เช่น Strava, Nike Run Club, Garmin) เพื่อรับส่วนลดบนหน้าเว็บ ADDA Member
  • วิ่งครบ 5 กิโลเมตร: รับโค้ดส่วนลด 10%
  • วิ่งครบ 10 กิโลเมตร: รับโค้ดส่วนลด 20%
  • วิ่งครบ 21 กิโลเมตร: รับโค้ดส่วนลดสูงสุด 30%
“วิ่งแลกของรางวัล” ธุรกิจได้กำไรหรือขาดทุน? 
 
เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยว่าการที่ธุรกิจหันมาใช้แคมเปญแบบนี้ตกลงแล้วจะได้กำไรหรือขาดทุน ถ้ามองผิวเผินอาจมองว่าขาดทุนแน่แต่ในอีกมุมหนึ่งสิ่งที่แบรนด์ได้กลับคืนมาอาจไม่ใช่ในส่วนของเงินมหาศาลแต่คือโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นระยะยาว มีหลายปัจจัยที่ควรรู้คือ
 
1.เป็นเทคนิคการดึงคนเข้าหน้าร้าน
 

ภาพจาก https://citly.me/qsc2P

เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่การแจกของฟรีแล้วให้ลูกค้าเดินจากไป แต่คือการเปิดโอกาสสู่การขายที่มากขึ้น อย่างเช่นแคมเปญวิ่งแลกแว่นของท็อปเจริญหรือ Lenskart ที่ให้กรอบแว่นฟรี แต่เงื่อนไขคือลูกค้าต้องเดินเข้ามาที่สาขาเพื่อวัดสายตา และมักจะจบลงด้วยการ จ่ายเงินเพิ่ม เพื่ออัปเกรดเลนส์ที่ดีกว่าเดิมหรือการเปลี่ยนเลนส์ใหม่ ซึ่งตรงนี้คือจุดที่ทำกำไรหลักของร้านแว่นตา
 
2. การตลาดที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก
 
เพียงแค่การโปรโมทให้คนรู้ว่ามีแคมเปญนี้ก็สามารถดึงดูดให้คนสนใจโดยที่เจ้าของธุรกิจไม่ต้องไปลงทุนเพิ่มสินค้าแต่อย่างใด ยกตัวอย่าง คลินิกความงาม การให้โควตาทำหน้าฟรีหรือได้ส่วนลดหัตถการ แทบไม่ได้ทำให้คลินิกเสียต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะใช้พื้นที่เดิมในร้านที่มี พนักงานเท่าเดิม อุปกรณ์ที่มีก็เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่เป็นการดึงให้ลูกค้าใหม่เข้ามาทดลองสัมผัสบริการเพื่อโอกาสในการขายคอร์สอื่นในอนาคต
 
3. โฆษณาฟรีจากกระแสไวรัล 
 
ในยุคของโซเชี่ยลเมื่อลูกค้าวิ่งสำเร็จ ส่วนใหญ่มักจะถ่ายรูปสถิติการวิ่งคู่กับของรางวัลที่ได้มาโพสต์อวดใน TikTok, Instagram หรือ Lemon8 สิ่งนี้เรียกว่า User-Generated Content (UGC) ซึ่งเป็นการโฆษณาที่ทรงพลังและน่าเชื่อถือที่สุด โดยที่แบรนด์ไม่ต้องเสียเงินจ้างพรีเซนเตอร์ แต่ทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์และภาพลักษณ์ก็ดีมากด้วย 
 
ดังนั้นในมุมของการตลาดเท่ากับว่าเป็นเรื่องที่ Win-Win ทั้ง 2 ฝ่าย คือลูกค้าได้ออกกำลังกาย และมีโอกาสได้ส่วนลดได้สินค้าไม่เป็นการออกแรงฟรี และตัวเองก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ลงมือทำ ในขณะที่แบรนด์ก็ไม่มีต้นทุนการตลาดเพิ่ม แต่มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น และส่วนใหญ่แบรนด์จะไม่ได้มองว่าเป็นการขาดทุนจากการแจกของ แต่มองว่าคือการตลาดเพื่อหาลูกค้าใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการยิงแอดโฆษณาแบบหว่านแห เพราะระบบนี้คัดกรองกลุ่มลูกค้าที่มีตัวตนจริง มีความพยายาม และเป็นลูกค้าที่ธุรกิจพร้อมปิดการขายได้จริง
 
อ้างอิง :
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ยอดวิว TikTok สำคัญแค่ไหน? วิธี เปลี่ยนคนดูให้กล..
954
คู่มือเลือกเว็บปั้มไลค์สำหรับผู้ประกอบการ SME แล..
948
ธุรกิจเพิ่งเริ่ม คนยังไม่รู้จัก ควรสร้าง Social ..
815
ปั้นยอดวิวเอง หรือ ใช้เว็บปั้มวิว ? เปรียบเทียบ..
812
Indomie มาม่าขายดีในแอฟริกา 4,500 ล้านซอง/ปี! เบ..
393
ร้านฮาร์ดแวร์ท้องถิ่นมีหนาว! Dohome ToGo ย่อขนาด..
362
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด