บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
401
3 นาที
17 กรกฎาคม 2569
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ  66 สาขา! รายได้ 30,000 ล้านบาท
 

ตลาดค้าปลีกในสหรัฐมีมูลค่ามหาศาล ดูได้จากตัวเลขจากสมาพันธ์การค้าปลีกแห่งชาติสหรัฐฯ (NRF) ที่คาดการณ์ภาพรวมยอดขายค้าปลีกจะขยายตัวขึ้นไปแตะระดับ 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 190 ล้านล้านบาท
 
โดยคิดเป็นสัดส่วนที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับมูลค่า GDP ของทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา หรือหากบีบวงให้แคบลงมาและดูเฉพาะในส่วนของตลาดซูเปอร์มาเก็ต ยังมีมูลค่ากว่า 920,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 31 ล้านล้านบาท 
 
Walmart ผู้นำตลาดค้าปลีกในสหรัฐ
 

ภาพจาก https://citly.me/zNdvO

อย่างที่เราทราบกันดีว่าในตลาดค้าปลีกสหรัฐมียักษ์ใหญ่ไม่กี่ราย ในส่วนของผู้นำตลาดก็แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาถ้าดู Top 5 จะพบว่ามีตัวเลขน่าสนใจดังนี้
  1. Walmart ซูเปอร์เซ็นเตอร์ / ไฮเปอร์มาร์เก็ต | รายได้ 579,990 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
  2. Amazon อีคอมเมิร์ซ / ออนไลน์เดี่ยว  | รายได้ 293,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  3. Costco Wholesal คลังสินค้าขายส่ง (Warehouse Club) | รายได้ 198,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  4. The Kroger Co. ซูเปอร์มาร์เก็ตดั้งเดิมที่ใหญ่ที่สุด | รายได้ 154,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  5. The Home Depot  ร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและก่อสร้าง | รายได้141,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สังเกตได้ว่าแค่ 2 อันดับแรกอย่าง Walmart และ Amazon รวมกันก็กินส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างมหาศาล และรายได้ของ Walmart ยังมากกว่าอันดับ 2 อย่าง Amazon เกือบเท่าตัวในแง่ของยอดขายสินค้าปลีก อย่างไรก็ดีถ้าวิเคราะห์ลงไปให้ลึกถึงโครงสร้างตลาดค้าปลีกของอเมริกาจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆคือ
  1. กลุ่มผู้ผูกขาดในตลาดระดับบน ซึ่งก็คือกลุ่ม Top 5 ที่ได้กล่าวไป ส่วนใหญ่เน้นการขายสินค้าปริมาณมาก ทำราคาได้ต่ำสุดเนื่องจากมีอำนาจในการต่อรองกับซัพพลายเออร์สูงมาก
  2. กลุ่มซูเปอร์มาเก็ตระดับภูมิภาค แบรนด์ในกลุ่มนี้ไม่ได้เปิดทั่วประเทศแต่เติบโตได้รวดเร็วในพื้นที่ของตัวเอง เช่น Publix ธุรกิจค้าปลีกชื่อดังในแถบฟลอริดา  หรือ H.E.B. ที่เป็นค้าปลีกท้องถิ่นในรัฐเทกซัส 
  3. กลุ่มร้านค้าปลีกเฉพาะกลุ่ม เน้นการเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ กลุ่มนี้ไม่ได้แข่งที่ ราคาถูกที่สุด หรือ สาขาเยอะที่สุด แต่แข่งด้วย ความแตกต่างของตัวสินค้า ที่ผู้เล่นรายใหญ่ก็ยังไม่สามารถทำตามได้ ตัวอย่างของแบรนด์ในกลุ่มนี้ เช่น 99 Ranch Market , H Mart เป็นต้น
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตสินค้าเอเชีย ใหญ่สุดในสหรัฐ
 
ภาพจาก https://citly.me/eYw5O

คำว่าใหญ่สุดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเป็นผู้นำตลาดค้าปลีก แต่ใหญ่สุดในกลุ่มร้านค้าปลีกสินค้าเฉพาะกลุ่ม โดย 99 Ranch Market เป็นธุรกิจในเครือของ Tawa Supermarket, Inc. ก่อตั้งในปี 1984 โดย Roger Chen ซึ่งเป็นชาวไต้หวันที่ไปทำธุรกิจในอเมริกา สาขาแรกตั้งอยู่ที่เมือง Westminster รัฐแคลิฟอร์เนีย ความหมายของคำว่า “99” ในภาษาจีนพ้องเสียงกับคำว่า "กู๋กู๋" ที่แปลว่ายืนยาวหรืออมตะ และยังสื่อถึงสินค้าที่มีคุณภาพสดใหม่เกือบเต็ม 100% ส่วนคำว่า "Ranch" สื่อถึงความสดใหม่จากฟาร์ม

จุดเด่นของ 99 Ranch Market คือเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบและอาหารจากเอเชียที่ให้เลือกเยอะมาก ทั้งอาหารจีน, ไต้หวัน, ไทย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, ญี่ปุ่น และเกาหลี รวมถึงมีแผนกอาหารทะเลสดที่สามารถสั่งให้ทอดหรือนึ่งให้ได้เลย นอกจากนี้ยังมีผักผลไม้เมืองร้อนที่หากินยากในอเมริกา  
 
รูปแบบธุรกิจของ 99 Ranch Market แม้เป็นร้านค้าปลีกเหมือนกันแต่ไม่ได้แข่งในตลาดเดียวกับ Walmart โดยจะเน้นการเอาใจลูกค้าจากเอเชียเป็นหลีกถึงขนาดที่มีแคมเปญชื่อว่า Raised by 99 Ranch เพื่อตอกย้ำความเป็นร้านแห่งเอเชีย-อเมริกัน มีการเล่าถึง Story ว่าร้านแห่งนี้ไม่ใช่แค่สถานที่ซื้อของ แต่คือสถานที่ที่เติบโตของลูกหลานชาวเอเชียที่อยู่ในอเมริกา มีเป้าหมายเพื่อสร้างความทรงจำที่ดีแบบรุ่นต่อรุ่นเพื่อสร้าง Brand Loyalty ที่แข็งแกร่ง  
 
ปัจจุบัน 99 Ranch Market ถือเป็นเครือซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชียรายใหญ่ในสหรัฐ มีสาขา 66 แห่งใน 11 รัฐ รวมถึง 43 สาขาในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีคู่แข่งสำคัญของร้านค้าปลีกในกลุ่มนี้คือ H Mart ที่สินค้าในร้านจะเน้นไปทางอาหารเกาหลี เช่นกิมจิหลากชนิด , เนื้อสไลด์สำหรับปิ้งย่าง , เครื่องปรุงแบบเกาหลี ,ขนมจากเกาหลีและญี่ปุ่น ในขณะที่ 99 Ranch Market สินค้ากว่า 60-70% เน้นไปทางอาหารจีน , ฮ่องกง , ไต้หวัน และมีสินค้าในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสินค้าไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ถ้ามองในแง่ของตัวเลือกแบบเอเชีย ร้าน 99 Ranch Market จึงมีความหลากหลายมากกว่า
 
คาดการณ์ยอดขายไม่ต่ำกว่า 34,000 ล้านบาท
 
ภาพจาก https://citly.me/1FRUh

ทั้งนี้ 99 Ranch Market เป็นธุรกิจที่อยู่ในเครือบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Private Company) จึงไม่มีการเปิดเผยงบการเงินและตัวเลขยอดขายอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะแบบ 100% แต่จากการวิเคราะห์ของสถาบันด้านธุรกิจ ประเมินว่ารายได้ของ 99 Ranch Market น่าจะไม่ต่ำกว่าปีละประมาณ 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
แต่ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านค้าปลีก กลับมองว่าตัวเลขนี้ถือว่า ต่ำเกินไปอย่างมากเมื่อเทียบกับขนาดสาขาจริง ด้วยเหตุผล 2 ข้อคือ
  • จำนวนสาขาที่แท้จริงมีกว่า 66 แห่ง หากยอดขายรวมอยู่แค่ 280 ล้านดอลลาร์ แปลว่าแต่ละสาขาจะทำยอดขายได้เพียงประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราวๆ 11,000 ดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่มีอาหารสด อาหารทะเล และศูนย์อาหารที่คนแน่นตลอดเวลา 
  • พิจารณารายได้เมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ ซึ่ง H Mart มียอดขายมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญต่อปี ซึ่ง  99 Ranch Market  มีขนาดและจำนวนสาขาที่ใกล้เคียงกัน จึงถูกคาดการณ์ว่าจะมียอดขายที่ไม่ต่างกันมากนักคือประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 34,000 ล้านบาท 
ปัจจัยที่ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ถึงรายได้ระดับ 1,000 ล้านของ 99 Ranch Market มองถึงปัจจัยหลายด้านทั้งการขยายสาขาเชิงรุกที่ไม่ได้จำเพาะอยู่แค่ในแคลิฟอร์เนีย แต่มีอีกหลายสาขาในสหรัฐ

รวมถึงเทรนด์ความนิยมอาหารเอเชีย ที่ไม่ใช่จะมีแค่ลูกค้าชาวเอเชีย แต่รวมถึงลูกค้ากลุ่มชาวอเมริกันก็นิยมซื้อวัตถุดิบไปทำอาหารเอเชียทานเอง หรือซื้ออาหารพร้อมทาน (Ready-to-eat) มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงการพัฒนาธุรกิจของ 99 Ranch Market ที่จับมือกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรีชื่อดังในอเมริกา อย่าง Instacart และการพัฒนาแอปพลิเคชันสั่งของสดของตัวเอง ทำให้สามารถสร้างยอดขายจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เน้นความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น
 
กรณีศึกษาของ 99 Ranch Market ที่ SMEs ไทยควรรู้
 
ภาพจาก https://citly.me/TSMXq

ทุกคนรู้ดีว่าการแข่งขันทางธุรกิจในยุคนี้สูงมาก แถมพฤติกรรมลูกค้าก็มีการปรับเปลี่ยนตลอด ผู้ประกอบการไม่ได้สู้เพียงแค่คู่แข่งรายอื่นแต่ยังต้องสู้กับต้นทุนและการบริหารจัดการต่างๆ ที่มีผลกับการทำธุรกิจยุคนี้อย่างมาก

ในกรณีของ 99 Ranch Market เน้นการสร้างแบรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์ ให้แตกต่างไปจากค้าปลีกรายอื่น ยกตัวอย่างถ้าเดินเข้า Walmart, Kroger หรือ Costco เราจะพบสินค้าเอเชียเพียง 1-2 ล็อกและมักเป็นสินค้าที่ปรับรสชาติให้เข้ากับคนอเมริกันท้องถิ่นแล้ว แต่ใน99 Ranch มีสินค้าจากเอเชียแท้ๆ จำนวนมากและมีแผนกของสด หรือผักเอเชียที่หาไม่ได้จากร้านทั่วไป นี่คือความต่างที่ทำให้ครองใจลูกค้าทั้งชาวเอเชียและอเมริกันที่ชี่นชอบวัตถุดิบจากเอเชียได้
 
ซึ่งในอเมริกามีการใช้คำว่า “Grocery Wars” หมายถึงการแข่งขันอันดุเดือดเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตและของสด แต่ 99 Ranch กลับอยู่รอดและสร้างรายได้มหาศาล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบบริหารจัดการ

โดยมีเครือข่ายการนำเข้าสินค้าโดยตรงจากประเทศต่างๆ ในเอเชีย ทำให้ได้สินค้าดั้งเดิมในราคาที่แข่งขันได้ รวมถึงการเลือกทำเลเปิดร้านในย่านที่เรียกว่า Asiantown หรือย่านที่มีประชากรเอเชียหนาแน่น ผสมผสานกับการพัฒนาแอปพลิเคชันเดลิเวอรีของตัวเอง จึงทำให้ 99 Ranch เป็นแบรนด์ค้าปลีกสไตล์เอเชียที่สู้กับตลาดค้าปลีกอันดุเดือดในสหรัฐได้อย่างไม่เป็นรองแถมมีโอกาสขยายสาขาและเติบโตด้านยอดขายมากขึ้นด้วย
 
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทยเอง ควรมองหาจุดเด่นของแบรนด์ในชัด สร้างตัวตนให้ลูกค้ารู้จัก มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน โฟกัสกลุ่มลูกค้าให้ถูกต้อง เพียงเท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างธุรกิจที่พร้อมต่อยอดรายได้ที่ดี แม้ยุคนี้จะมีคู่แข่งเยอะมากๆก็ตาม
 
อ้างอิง
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ยอดวิว TikTok สำคัญแค่ไหน? วิธี เปลี่ยนคนดูให้กล..
954
คู่มือเลือกเว็บปั้มไลค์สำหรับผู้ประกอบการ SME แล..
948
ธุรกิจเพิ่งเริ่ม คนยังไม่รู้จัก ควรสร้าง Social ..
815
ปั้นยอดวิวเอง หรือ ใช้เว็บปั้มวิว ? เปรียบเทียบ..
812
Indomie มาม่าขายดีในแอฟริกา 4,500 ล้านซอง/ปี! เบ..
393
ร้านฮาร์ดแวร์ท้องถิ่นมีหนาว! Dohome ToGo ย่อขนาด..
362
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด