บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
387
3 นาที
19 พฤษภาคม 2569
ไม่อวสานโรงรับจำนำ! ร้านเล็กยังไหว ร้านใหญ่ไปรอด
 

“โรงจำนำ” เป็นธุรกิจที่อยู่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน นิยามทางกฏหมายขอโรงรับจำนำ คือ สถานประกอบการที่ประกอบกิจการรับจำนำทรัพย์สินเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน โดยผู้จำนำจะได้รับเงินสดไปใช้งานแลกกับการมอบทรัพย์สินว้เป็นประกัน และต้องจ่าย "ดอกเบี้ย" ตามที่กฎหมายกำหนด หากไม่มาไถ่ถอนภายในเวลาที่ระบุ ทรัพย์นั้นจะ "หลุดจำนำ" และตกเป็นสิทธิของโรงรับจำนำเพื่อนำไปขายทอดตลาด
 
ในประเทศไทยโรงรับจำนำเริ่มมีครั้งแรกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และรุ่งเรืองมากในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงขนาดที่ต้องมีการตรา พระราชบัญญัติโรงรับจำนำ ร.ศ. 114 (พ.ศ. 2438) เพื่อควบคุมและจัดระเบียบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มาถึงในปี 2503 ทางรัฐบาลได้จัดตั้ง สถานธนานุบาล หรือที่เรียกว่าโรงรับจำนำของกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับประชาชน
 
โรงรับจำนำธุรกิจที่เป็นความหวังคนไทยทุกยุคสมัย
 

ภาพจาก https://citly.me/WLt3O

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงรับจำนำจะรุ่งเรื่องเฟืองฟูแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างในช่วง วิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 หลังจากรัฐบาลประกาศค่าเงินบาทลอยตัว และสถาบันการเงิน 56 แห่งถูกสั่งปิด จำนวนผู้เข้าใช้บริการโรงรับจำนำทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้นมาก

ดูเฉพาะในกรุงเทพมาใช้บริการพุ่งสูงขึ้นกว่า 20-30% ยิ่งช่วงเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคมเมื่อปี 2541 สถานธนานุบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครต้องรับลูกค้าเฉลี่ยรวมกันสูงถึง 100,000 - 150,000 รายต่อเดือน ซึ่งถือว่าเต็มขีดจำกัดของเจ้าหน้าที่ในสมัยนั้นจากเดิมที่เคยวางงบประมาณไว้เพียงระดับหนึ่ง รัฐบาลต้องอัดฉีดงบประมาณเพิ่มให้แก่สถานธนานุบาลรวมกว่า 1,000 - 2,000 ล้านบาท เพื่อให้มีเงินสดเพียงพอต่อการจ่ายให้ประชาชนที่นำทรัพย์สินมาจำนำ
 
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือในสภาวะปกติ อัตราของหลุดจะอยู่ที่ประมาณ 3-5% แต่ในช่วงปี 2540-2542 อัตรานี้พุ่งสูงขึ้นไปถึง 10-15% และโรงรับจำนำต้องจัดการประมูลทรัพย์หลุดจำนำบ่อยขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า เพื่อระบายสินค้าและเปลี่ยนกลับมาเป็นกระแสเงินสด ซึ่งในยุคนั้น เครื่องใช้ไฟฟ้า และ เครื่องมือช่าง คือสิ่งที่หลุดจำนำมากที่สุด

นอกจากนี้ก็ยังมีสินค้าที่ในภาวะปกติคนมักไม่นิยมนำมาจำนำกันอย่างครกหินอ่างศิลา , เตารีดรุ่นโบราณ มีแม้กระทั่งขันน้ำมนต์ทองเหลือง ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้โรงจำนำให้ราคาไม่กี่ร้อยบาท แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเงินสดของประชาชนที่ไม่รู้จะหันไปพึ่งทางไหนก็ต้องไปที่โรงจำนำที่ทำให้ได้เงินกลับมาเร็วที่สุด
 
มาถึงในปี 2551 ที่เป็นช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ สินทรัพย์ที่นำมาจำนำเปลี่ยนไปกลายเป็นสินค้ากลุ่มดิจิทัลมากขึ้นอย่าง 
 
ทีวี LCD/Plasma , กล้อง Digital SLR , โน๊ตบุ๊ก , โทรศัพท์ Nokia รุ่นต่างๆ ซึ่งทำให้มีสัดส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีสูงถึง 20-25% ของทรัพย์สินทั้งหมดในบางสาขา และรัฐบาลเองในตอนนั้นก็ได้ออกคำสั่งให้ขยายเวลาไถ่ถอนจากปกติที่กำหนดไว้ประมาณ 4 เดือนขยายออกไปอีก 30-60 วันเป็นกรณีพิเศษแต่แม้จะมีมาตรการช่วย แต่ยอดของหลุดจำนำในปี 2551-2552 ก็ยังพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 2 เท่า สะท้อนถึงความหนักหน่วงของวิกฤตในยุคนั้นได้อย่างดี
 
ฤดูเปิดเทอม! คนแห่ใช้บริการโรงรับจำนำเพิ่มขึ้น
 

ภาพจาก https://citly.me/hTyAX

ถ้าไม่นับช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ในทุกๆปีช่วงเปิดเทอมคือเวลาที่คนจะนึกถึงโรงรับจำนำกันมากเป็นพิเศษ สถิติการใช้บริการโรงรับจำนำในช่วงเปิดเทอมย้อนหลัง ปี 2567-2569 สะท้อนให้เห็นว่าโรงรับจำนำยังคงเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสภาวะค่าครองชีพ
  • ปี 2567 ยอดปล่อยสินเชื่อรวมทั้งประเทศพุ่งสูงกว่า 101,406 ล้านบาท
  • ปี 2568 จำนวนผู้ใช้บริการทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 1.41 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.8% จากปีก่อนหน้า และมูลค่าทรัพย์จำนำสะสมอยู่ที่ราว 29,358 ล้านบาท
  • ปี 2569 ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า มูลค่าการใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมปีนี้สะพัดถึง 66,372 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และที่น่าตกใจคือ ผู้ปกครองกว่า 27% มีเงินไม่พอใช้ และต้องพึ่งพาการกู้ยืมและใช้บริการ
โรงรับจำนำเป็นทางออกหลัก
 

ภาพจาก https://citly.me/WLt3O

สอดคล้องกับผลสำรวจในปี 2569 ที่ระบุว่า ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยโดยรวมช่วงเปิดเทอม 29,930 บาท โดยโรงเรียนรัฐบาลห้องปกติอยู่ที่ 10,975 บาท โรงเรียนรัฐบาลห้องพิเศษ 33,874 บาท โรงเรียนเอกชนภาคภาษาไทย 31,040 บาท และโรงเรียนเอกชน 2 ภาษา 52,660 บาท ขณะที่ผู้ปกครอง 48.3% ระบุว่าค่าใช้จ่ายปีนี้ เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจากราคาสินค้าแพงขึ้น และค่ารถ/ราคาน้ำมันแพงขึ้น โดยสินทรัพย์ที่นำมาจำนำกันมากที่สุดคือ
  • ทองคำ คิดเป็น 65.75 % 
  • ทองเจือ (ทองผสม) คิดเป็น 24.47 % 
  • เพชร พลอย คิดเป็น 7.46 %
  • ของเบ็ดเตล็ด เช่นเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ในบ้าน คิดเป็น 2%
นอกจากนี้มีการนำทรัพย์สินอื่นๆ มาจำนำด้วย เช่น เครื่องตัดหญ้า เครื่องชงกาแฟ กีตาร์ไฟฟ้า จักรยานเสือหมอบ เครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก เป็นต้น สำหรับพื้นที่ที่มียอดจำนำสูงสุด 5 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพมหานคร ระยอง นนทบุรี ปทุมธานี และสุราษฎร์ธานี
 
โรงรับจำนำในเมืองไทยมีรวมกว่า 900 แห่ง
 
ภาพจาก https://citly.me/hVaR8

ปัจจุบันธุรกิจโรงรับจำนำในประเทศไทยไม่ได้ลดน้อยลง แต่กลับมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบมากขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรงรับจำนำของรัฐ (สธน.), ของท้องถิ่น (สธล.) และของเอกชน
  1. สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร (ของ กทม.) จำนวน 22 แห่ง เน้นการช่วยเหลือประชาชนด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอมที่จะมีโปรโมชั่นสำหรับนักเรียน นิสิต และนักศึกษา
  2. สถานธนานุเคราะห์ (โรงรับจำนำของรัฐบาล) จำนวนประมาณ 40 แห่ง (ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล) ผู้ดูแลคือกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นโรงรับจำนำของรัฐที่มีจำนวนสาขามากที่สุด มีระบบการจัดการที่ทันสมัย และมักตั้งอยู่ตามย่านชุมชนหรือใกล้ตลาดสด
  3. โรงรับจำนำเอกชน จำนวนประมาณ 200 – 300 แห่ง ซึ่งมีความคล่องตัวสูง มักเปิดรับทรัพย์สินที่หลากหลายกว่า เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกาหรู หรือสินค้าไอทีรุ่นใหม่ ๆ และมักตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก
ถ้าสรุปภาพรวมโรงรับจำนำในกรุงเทพมีรวมกันทุกประเภทราวๆ 350 แห่ง แต่ถ้านับทั่วประเทศคาดว่ามีประมาณ 900 แห่ง ซึ่งรวมถึงสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในต่างจังหวัดด้วย
 
รายได้ของโรงรับจำนำมาจากไหน?
 

ภาพจาก https://citly.me/hTyAX

ถ้าวิเคราะห์ในเรื่องโครงสร้างรายได้ของโรงรับจำนำจะมาจาก 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่
 
1.ดอกเบี้ย ที่เป็นรายได้หลักประมาณ 80-90% โดยกฏหมายควบคุมไม่ให้เกิน 1.25% - 2% ต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับประเภทโรงรับจำนำและกฎหมายกำหนด) โดยถ้าเป็นโรงรับจำนำของรัฐ (สถานธนานุบาล) จะมีเรทที่ต่ำกว่าเพื่อช่วยประชาชน เช่น 5,000 บาทแรก ดอกเบี้ยอาจจะแค่ 0.25% ส่วนที่เกินก็ขยับขึ้นไปตามลำดับ
 
2.กำไรจากการขายทรัพย์หลุดจำนำ เมื่อทรัพย์สินหมดอายุในการจำนำและลูกค้าไม่มาไถ่ถอนทรัพย์สินนั้นจะกลายเป็นของโรงรับจำนำทันที ซึ่งโรงรับจำนำมักประเมินราคารับจำนำไว้ที่ประมาณ 50-80% ของราคากลางตลาด เมื่อของหลุดจำนำและนำไปขายทอดตลาดจะทำให้ได้กำไรส่วนต่าง
 
นอกจากนี้โรงรับจำนำที่มีเงินสดเหลือเฟือ อาจนำเงินไปบริหารจัดการในรูปแบบอื่นๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะสั้น แต่ส่วนใหญ่จะสำรองไว้ปล่อยกู้มากกว่า เพราะดอกเบี้ยจำนำให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากธนาคาร ถือเป็นธุรกิจที่มีกำไรดีแม้เศรษฐกิจจะแย่เพราะมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากมีสินค้าอยู่ในมือถ้าลูกค้าไม่จ่ายคืนก็แค่เอาของนั้นไปขาย และทรัพย์สินส่วนใหญ่กว่า 80-90% คือทองคำซึ่งราคามีความผันผวนมาก
 
โรงรับจำนำ ธุรกิจที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
 

ภาพจาก https://citly.me/WLt3O

แม้จะเห็นว่าดีแต่ธุรกิจนี้ก็ใช่ว่าใครจะลุกขึ้นมาทำได้เพราะถูกควบคุมอย่างเข้มงวดภายใต้ พ.ร.บ. โรงรับจำนำ พ.ศ. 2505ซึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้หลายประการเช่น ต้องไม่เคยมีประวัติต้องโทษจำคุก , ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย และส่วนที่ยากที่สุดคือ “โควตา” เนื่องจากโรงรับจำนำไม่ใช่ธุรกิจแบบร้านสะดวกซื้อที่จะเปิดติดกันได้ โดยคณะกรรมการควบคุมโรงรับจำนำจะกำหนด จำนวนโรงรับจำนำ ในแต่ละท้องที่ไว้ หากพื้นที่นั้นเต็มโควตาแล้ว จะเปิดใหม่ไม่ได้
 
ซึ่งในท้องที่ที่อนุญาตให้เปิดเพิ่มได้ มักต้องใช้วิธีการประมูล เพื่อคัดเลือกผู้ที่ให้ข้อเสนอดีที่สุดแก่รัฐ และการขอใบอนุญาตต้องขอจากอธิบดีกรมการปกครอง (กรณีในกรุงเทพ) หรือผู้ว่าราชการจังหวัด (กรณีต่างจังหวัด) โดยใบอนุญาตมีอายุปีต่อปี และต้องต่ออายุทุกปีอีกด้วย
 
ปัจจุบันเราจะเห็นว่าโรงรับจำนำได้ถูกพัฒนาให้ดูทันสมัยมากขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับการให้บริการภายใต้กรอบกฏหมายเดิม บางแห่งมีการใช้เทคโนโลยีเครื่อง X-ray ทองคำเพื่อความแม่นยำ ลดข้อพิพาท หรือการใช้ระบบDigital สแกนลายนิ้วมือดิจิทัลแทนการปั๊มนิ้วด้วยหมึกดำแบบสมัยก่อน

รวมถึงหลายแห่งนิยมการสร้าง Branding ให้ภาพลักษณ์ดูดี มีการจัดแต่งร้านให้ดูสว่าง สะอาด โปร่งตา เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่และมนุษย์เงินเดือนให้มาใช้บริการมากขึ้น
 
ธุรกิจโรงรับจำนำอยู่คู่กับคนไทยมานานและน่าจะอยู่คู่กันไปอีกยาวไกล ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี โรงรับจำนำไม่ต่างจากความหวังสุดท้ายของการหาเงินมาหมุนเวียน บางคนกู้ธนาคารไม่ได้

บางคนไม่อยากกู้นอกระบบ การนำทรัพย์สินมาจำนำเพื่อแลกเงินสดได้ทันทีจึงเป็นทางออกที่สะดวกรวดเร็วจึงทำให้ธุรกิจนี้มีอนาคตโตได้อีกไกลไม่มีคำว่าอวสานแน่
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
409
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
384
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
381
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
379
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
356
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
330
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด