บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
262
3 นาที
19 พฤษภาคม 2569
ไม่อวสานโรงรับจำนำ! ร้านเล็กยังไหว ร้านใหญ่ไปรอด
 

“โรงจำนำ” เป็นธุรกิจที่อยู่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน นิยามทางกฏหมายขอโรงรับจำนำ คือ สถานประกอบการที่ประกอบกิจการรับจำนำทรัพย์สินเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน โดยผู้จำนำจะได้รับเงินสดไปใช้งานแลกกับการมอบทรัพย์สินว้เป็นประกัน และต้องจ่าย "ดอกเบี้ย" ตามที่กฎหมายกำหนด หากไม่มาไถ่ถอนภายในเวลาที่ระบุ ทรัพย์นั้นจะ "หลุดจำนำ" และตกเป็นสิทธิของโรงรับจำนำเพื่อนำไปขายทอดตลาด
 
ในประเทศไทยโรงรับจำนำเริ่มมีครั้งแรกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และรุ่งเรืองมากในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงขนาดที่ต้องมีการตรา พระราชบัญญัติโรงรับจำนำ ร.ศ. 114 (พ.ศ. 2438) เพื่อควบคุมและจัดระเบียบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มาถึงในปี 2503 ทางรัฐบาลได้จัดตั้ง สถานธนานุบาล หรือที่เรียกว่าโรงรับจำนำของกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับประชาชน
 
โรงรับจำนำธุรกิจที่เป็นความหวังคนไทยทุกยุคสมัย
 

ภาพจาก https://citly.me/WLt3O

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงรับจำนำจะรุ่งเรื่องเฟืองฟูแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างในช่วง วิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 หลังจากรัฐบาลประกาศค่าเงินบาทลอยตัว และสถาบันการเงิน 56 แห่งถูกสั่งปิด จำนวนผู้เข้าใช้บริการโรงรับจำนำทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้นมาก

ดูเฉพาะในกรุงเทพมาใช้บริการพุ่งสูงขึ้นกว่า 20-30% ยิ่งช่วงเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคมเมื่อปี 2541 สถานธนานุบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครต้องรับลูกค้าเฉลี่ยรวมกันสูงถึง 100,000 - 150,000 รายต่อเดือน ซึ่งถือว่าเต็มขีดจำกัดของเจ้าหน้าที่ในสมัยนั้นจากเดิมที่เคยวางงบประมาณไว้เพียงระดับหนึ่ง รัฐบาลต้องอัดฉีดงบประมาณเพิ่มให้แก่สถานธนานุบาลรวมกว่า 1,000 - 2,000 ล้านบาท เพื่อให้มีเงินสดเพียงพอต่อการจ่ายให้ประชาชนที่นำทรัพย์สินมาจำนำ
 
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือในสภาวะปกติ อัตราของหลุดจะอยู่ที่ประมาณ 3-5% แต่ในช่วงปี 2540-2542 อัตรานี้พุ่งสูงขึ้นไปถึง 10-15% และโรงรับจำนำต้องจัดการประมูลทรัพย์หลุดจำนำบ่อยขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า เพื่อระบายสินค้าและเปลี่ยนกลับมาเป็นกระแสเงินสด ซึ่งในยุคนั้น เครื่องใช้ไฟฟ้า และ เครื่องมือช่าง คือสิ่งที่หลุดจำนำมากที่สุด

นอกจากนี้ก็ยังมีสินค้าที่ในภาวะปกติคนมักไม่นิยมนำมาจำนำกันอย่างครกหินอ่างศิลา , เตารีดรุ่นโบราณ มีแม้กระทั่งขันน้ำมนต์ทองเหลือง ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้โรงจำนำให้ราคาไม่กี่ร้อยบาท แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเงินสดของประชาชนที่ไม่รู้จะหันไปพึ่งทางไหนก็ต้องไปที่โรงจำนำที่ทำให้ได้เงินกลับมาเร็วที่สุด
 
มาถึงในปี 2551 ที่เป็นช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ สินทรัพย์ที่นำมาจำนำเปลี่ยนไปกลายเป็นสินค้ากลุ่มดิจิทัลมากขึ้นอย่าง 
 
ทีวี LCD/Plasma , กล้อง Digital SLR , โน๊ตบุ๊ก , โทรศัพท์ Nokia รุ่นต่างๆ ซึ่งทำให้มีสัดส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีสูงถึง 20-25% ของทรัพย์สินทั้งหมดในบางสาขา และรัฐบาลเองในตอนนั้นก็ได้ออกคำสั่งให้ขยายเวลาไถ่ถอนจากปกติที่กำหนดไว้ประมาณ 4 เดือนขยายออกไปอีก 30-60 วันเป็นกรณีพิเศษแต่แม้จะมีมาตรการช่วย แต่ยอดของหลุดจำนำในปี 2551-2552 ก็ยังพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 2 เท่า สะท้อนถึงความหนักหน่วงของวิกฤตในยุคนั้นได้อย่างดี
 
ฤดูเปิดเทอม! คนแห่ใช้บริการโรงรับจำนำเพิ่มขึ้น
 

ภาพจาก https://citly.me/hTyAX

ถ้าไม่นับช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ในทุกๆปีช่วงเปิดเทอมคือเวลาที่คนจะนึกถึงโรงรับจำนำกันมากเป็นพิเศษ สถิติการใช้บริการโรงรับจำนำในช่วงเปิดเทอมย้อนหลัง ปี 2567-2569 สะท้อนให้เห็นว่าโรงรับจำนำยังคงเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสภาวะค่าครองชีพ
  • ปี 2567 ยอดปล่อยสินเชื่อรวมทั้งประเทศพุ่งสูงกว่า 101,406 ล้านบาท
  • ปี 2568 จำนวนผู้ใช้บริการทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 1.41 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.8% จากปีก่อนหน้า และมูลค่าทรัพย์จำนำสะสมอยู่ที่ราว 29,358 ล้านบาท
  • ปี 2569 ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า มูลค่าการใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมปีนี้สะพัดถึง 66,372 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และที่น่าตกใจคือ ผู้ปกครองกว่า 27% มีเงินไม่พอใช้ และต้องพึ่งพาการกู้ยืมและใช้บริการ
โรงรับจำนำเป็นทางออกหลัก
 

ภาพจาก https://citly.me/WLt3O

สอดคล้องกับผลสำรวจในปี 2569 ที่ระบุว่า ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยโดยรวมช่วงเปิดเทอม 29,930 บาท โดยโรงเรียนรัฐบาลห้องปกติอยู่ที่ 10,975 บาท โรงเรียนรัฐบาลห้องพิเศษ 33,874 บาท โรงเรียนเอกชนภาคภาษาไทย 31,040 บาท และโรงเรียนเอกชน 2 ภาษา 52,660 บาท ขณะที่ผู้ปกครอง 48.3% ระบุว่าค่าใช้จ่ายปีนี้ เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจากราคาสินค้าแพงขึ้น และค่ารถ/ราคาน้ำมันแพงขึ้น โดยสินทรัพย์ที่นำมาจำนำกันมากที่สุดคือ
  • ทองคำ คิดเป็น 65.75 % 
  • ทองเจือ (ทองผสม) คิดเป็น 24.47 % 
  • เพชร พลอย คิดเป็น 7.46 %
  • ของเบ็ดเตล็ด เช่นเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ในบ้าน คิดเป็น 2%
นอกจากนี้มีการนำทรัพย์สินอื่นๆ มาจำนำด้วย เช่น เครื่องตัดหญ้า เครื่องชงกาแฟ กีตาร์ไฟฟ้า จักรยานเสือหมอบ เครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก เป็นต้น สำหรับพื้นที่ที่มียอดจำนำสูงสุด 5 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพมหานคร ระยอง นนทบุรี ปทุมธานี และสุราษฎร์ธานี
 
โรงรับจำนำในเมืองไทยมีรวมกว่า 900 แห่ง
 
ภาพจาก https://citly.me/hVaR8

ปัจจุบันธุรกิจโรงรับจำนำในประเทศไทยไม่ได้ลดน้อยลง แต่กลับมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบมากขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรงรับจำนำของรัฐ (สธน.), ของท้องถิ่น (สธล.) และของเอกชน
  1. สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร (ของ กทม.) จำนวน 22 แห่ง เน้นการช่วยเหลือประชาชนด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอมที่จะมีโปรโมชั่นสำหรับนักเรียน นิสิต และนักศึกษา
  2. สถานธนานุเคราะห์ (โรงรับจำนำของรัฐบาล) จำนวนประมาณ 40 แห่ง (ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล) ผู้ดูแลคือกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นโรงรับจำนำของรัฐที่มีจำนวนสาขามากที่สุด มีระบบการจัดการที่ทันสมัย และมักตั้งอยู่ตามย่านชุมชนหรือใกล้ตลาดสด
  3. โรงรับจำนำเอกชน จำนวนประมาณ 200 – 300 แห่ง ซึ่งมีความคล่องตัวสูง มักเปิดรับทรัพย์สินที่หลากหลายกว่า เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกาหรู หรือสินค้าไอทีรุ่นใหม่ ๆ และมักตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก
ถ้าสรุปภาพรวมโรงรับจำนำในกรุงเทพมีรวมกันทุกประเภทราวๆ 350 แห่ง แต่ถ้านับทั่วประเทศคาดว่ามีประมาณ 900 แห่ง ซึ่งรวมถึงสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในต่างจังหวัดด้วย
 
รายได้ของโรงรับจำนำมาจากไหน?
 

ภาพจาก https://citly.me/hTyAX

ถ้าวิเคราะห์ในเรื่องโครงสร้างรายได้ของโรงรับจำนำจะมาจาก 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่
 
1.ดอกเบี้ย ที่เป็นรายได้หลักประมาณ 80-90% โดยกฏหมายควบคุมไม่ให้เกิน 1.25% - 2% ต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับประเภทโรงรับจำนำและกฎหมายกำหนด) โดยถ้าเป็นโรงรับจำนำของรัฐ (สถานธนานุบาล) จะมีเรทที่ต่ำกว่าเพื่อช่วยประชาชน เช่น 5,000 บาทแรก ดอกเบี้ยอาจจะแค่ 0.25% ส่วนที่เกินก็ขยับขึ้นไปตามลำดับ
 
2.กำไรจากการขายทรัพย์หลุดจำนำ เมื่อทรัพย์สินหมดอายุในการจำนำและลูกค้าไม่มาไถ่ถอนทรัพย์สินนั้นจะกลายเป็นของโรงรับจำนำทันที ซึ่งโรงรับจำนำมักประเมินราคารับจำนำไว้ที่ประมาณ 50-80% ของราคากลางตลาด เมื่อของหลุดจำนำและนำไปขายทอดตลาดจะทำให้ได้กำไรส่วนต่าง
 
นอกจากนี้โรงรับจำนำที่มีเงินสดเหลือเฟือ อาจนำเงินไปบริหารจัดการในรูปแบบอื่นๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะสั้น แต่ส่วนใหญ่จะสำรองไว้ปล่อยกู้มากกว่า เพราะดอกเบี้ยจำนำให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากธนาคาร ถือเป็นธุรกิจที่มีกำไรดีแม้เศรษฐกิจจะแย่เพราะมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากมีสินค้าอยู่ในมือถ้าลูกค้าไม่จ่ายคืนก็แค่เอาของนั้นไปขาย และทรัพย์สินส่วนใหญ่กว่า 80-90% คือทองคำซึ่งราคามีความผันผวนมาก
 
โรงรับจำนำ ธุรกิจที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
 

ภาพจาก https://citly.me/WLt3O

แม้จะเห็นว่าดีแต่ธุรกิจนี้ก็ใช่ว่าใครจะลุกขึ้นมาทำได้เพราะถูกควบคุมอย่างเข้มงวดภายใต้ พ.ร.บ. โรงรับจำนำ พ.ศ. 2505ซึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้หลายประการเช่น ต้องไม่เคยมีประวัติต้องโทษจำคุก , ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย และส่วนที่ยากที่สุดคือ “โควตา” เนื่องจากโรงรับจำนำไม่ใช่ธุรกิจแบบร้านสะดวกซื้อที่จะเปิดติดกันได้ โดยคณะกรรมการควบคุมโรงรับจำนำจะกำหนด จำนวนโรงรับจำนำ ในแต่ละท้องที่ไว้ หากพื้นที่นั้นเต็มโควตาแล้ว จะเปิดใหม่ไม่ได้
 
ซึ่งในท้องที่ที่อนุญาตให้เปิดเพิ่มได้ มักต้องใช้วิธีการประมูล เพื่อคัดเลือกผู้ที่ให้ข้อเสนอดีที่สุดแก่รัฐ และการขอใบอนุญาตต้องขอจากอธิบดีกรมการปกครอง (กรณีในกรุงเทพ) หรือผู้ว่าราชการจังหวัด (กรณีต่างจังหวัด) โดยใบอนุญาตมีอายุปีต่อปี และต้องต่ออายุทุกปีอีกด้วย
 
ปัจจุบันเราจะเห็นว่าโรงรับจำนำได้ถูกพัฒนาให้ดูทันสมัยมากขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับการให้บริการภายใต้กรอบกฏหมายเดิม บางแห่งมีการใช้เทคโนโลยีเครื่อง X-ray ทองคำเพื่อความแม่นยำ ลดข้อพิพาท หรือการใช้ระบบDigital สแกนลายนิ้วมือดิจิทัลแทนการปั๊มนิ้วด้วยหมึกดำแบบสมัยก่อน

รวมถึงหลายแห่งนิยมการสร้าง Branding ให้ภาพลักษณ์ดูดี มีการจัดแต่งร้านให้ดูสว่าง สะอาด โปร่งตา เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่และมนุษย์เงินเดือนให้มาใช้บริการมากขึ้น
 
ธุรกิจโรงรับจำนำอยู่คู่กับคนไทยมานานและน่าจะอยู่คู่กันไปอีกยาวไกล ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี โรงรับจำนำไม่ต่างจากความหวังสุดท้ายของการหาเงินมาหมุนเวียน บางคนกู้ธนาคารไม่ได้

บางคนไม่อยากกู้นอกระบบ การนำทรัพย์สินมาจำนำเพื่อแลกเงินสดได้ทันทีจึงเป็นทางออกที่สะดวกรวดเร็วจึงทำให้ธุรกิจนี้มีอนาคตโตได้อีกไกลไม่มีคำว่าอวสานแน่
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Brand as a Creator ไม่ทำไม่รอด!
697
ไม่รอด! อวสานร้านเล็ก ส่วนใหญ่เซ้ง - เจ๊งยับ
622
เทคนิคแก้วิกฤติปี 2026 วิธีบริหารเงินฉบับ “Famil..
613
สมรภูมิเครื่องดื่ม Southeast Asia ไทยแชมป์กาแฟ จ..
434
ร้านแว่นตาท็อปเจริญ ดูเงียบๆ แต่รวยดัง
427
“White Label” สร้างธุรกิจ ทำสินค้า “ไม่ติดแบรนด์..
421
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด