บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
383
4 นาที
19 พฤษภาคม 2569
แพลตฟอร์มกินเรียบ ร้านค้าตายเงียบ เมื่อ Food Delivery และ E-Commerce กลายเป็นผู้คุมเกม
 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมผู้บริโภคของไทยมีการเปลี่ยนผ่านจากการเดินเข้าร้านไปซื้อของไปสู่การ “กดสั่งผ่านแอปพลิเคชัน” ครอบคลุมตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
 
การเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งร้านอาหารและค้าปลีกอย่าง Grab, LINE MAN Wongnai, ShopeeFood, Robinhood, Shopee, TikTok Shop และ Lazada ไม่ได้เป็นเพียง “ช่องทางใหม่” ของการซื้อขายสินค้า หากแต่ได้ยกระดับตัวเองขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจรายย่อยในยุคปัจจุบัน
 
ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มต้นการค้นหาร้านอาหารจากการพิมพ์ในแอป มากกว่าการเดินสำรวจหน้าร้าน ขณะที่การตัดสินใจซื้อสินค้าก็ถูกกำหนดโดยอัลกอริทึม โปรโมชัน และรีวิวภายในแพลตฟอร์ม มากกว่าการรับรู้แบรนด์โดยตรง
 
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้จุดเริ่มต้นของการซื้อ ถูกย้ายจากถนนและหน้าร้าน ไปอยู่ในหน้าจอสมาร์ตโฟนอย่างสมบูรณ์ ในอีกด้านหนึ่ง แพลตฟอร์มไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ตัวกลาง” แต่กำลังกลายเป็น “ผู้ควบคุมเกม” ผ่านการกำหนดเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ การจัดอันดับการมองเห็นสินค้า (visibility ranking) การกำหนดค่าธรรมเนียม และการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลลูกค้า
 
ข้อมูลจากผู้ประกอบการในตลาดสะท้อนว่า ร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม Food Delivery อาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรวมสูงถึง 25–35% ของราคาขาย ขณะที่ผู้ค้าออนไลน์ในแพลตฟอร์ม E-Commerce ต้องเผชิญกับต้นทุนโฆษณาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้าของตนยังคงปรากฏต่อสายตาผู้บริโภค
 
สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่คำถามเชิงโครงสร้างที่เริ่มชัดเจนขึ้นในภาคธุรกิจรายย่อยว่า ในระบบที่แพลตฟอร์มเป็นผู้ควบคุมทั้งการมองเห็น การเข้าถึงลูกค้า และต้นทุนการขาย ใครกันแน่คือผู้ชนะตัวจริง และใครกำลังแบกรับต้นทุนที่ซ่อนอยู่
 
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ที่อาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อผู้ประกอบการรายย่อยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะยาว


ภาพจาก https://app.envato.com
 
Food Delivery
 
ตลาดบริการส่งอาหารในประเทศไทยช่วงปี 2568–2569 มีมูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยเข้าสู่ระยะ “อิ่มตัวเชิงโครงสร้าง” และมีลักษณะการแข่งขันแบบ “สองขั้วอำนาจ” 
 
ผู้เล่นในตลาด
 
GrabFood
 

ครองตำแหน่งผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 47% – 55% มีจุดแข็งจากการเป็น Super App ที่เชื่อมโยงบริการหลายด้าน เช่น การเดินทาง การชำระเงิน และบริการอื่นๆ ทำให้สามารถสร้าง Ecosystem ที่เหนียวแน่นและรักษาฐานผู้ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง
 
LINE MAN Wongnai
 

เป็นผู้เล่นอันดับ 2 ที่มีส่วนแบ่งตลาดใกล้เคียงที่ 33% – 44% โดยมีข้อได้เปรียบจากฐานข้อมูลร้านอาหารของ Wongnai และความครอบคลุมในการให้บริการทั่วประเทศ ส่งผลให้สามารถเข้าถึงร้านค้าท้องถิ่นได้ในวงกว้าง
 
ShopeeFood
 
มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 10% – 14% โดยใช้กลยุทธ์เชื่อมโยงกับ Ecosystem ของ Shopee เพื่อดึงทราฟฟิกจากผู้ใช้งานเดิมเข้าสู่บริการ Food Delivery
 
Robinhood
 
แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย ปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มยิบอินซอย (Yip In Tsoi) ร่วมกับพันธมิตร หลังจากเข้าซื้อกิจการจาก SCBX (กลุ่มเอสซีบี เอกซ์) ด้วยมูลค่าดีลประมาณ 2,000 ล้านบาท เมื่อช่วงปลายปี 2567 มุ่งเน้นการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อคนตัวเล็กอย่างยั่งยืน
 
ใครจ่ายอะไรใน 1 ออเดอร์
 

ในเชิงโมเดลธุรกิจ รายได้ของแพลตฟอร์มมาจาก 3 ส่วนหลัก
 
1.ค่าคอมมิชชัน (GP) จากร้านอาหาร
 
โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25–35% ของราคาขาย บางกรณีอาจสูงกว่านี้ หากเข้าร่วมโปรโมชันหรือใช้บริการเสริม
 
2.ค่าจัดส่งจากผู้บริโภค

ขึ้นอยู่กับระยะทาง เวลา และ demand ในช่วงนั้น (dynamic pricing)
 
3.ค่าโฆษณา / โปรโมชันในแพลตฟอร์ม
 
เช่น การดันร้านขึ้นหน้าแรก หรือเข้าร่วมแคมเปญส่วนลด
 
เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมด ร้านอาหารจำนวนมากสะท้อนว่า รายได้ต่อออเดอร์อาจหายไปมากกว่า 30–40% หลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม
โครงสร้างต้นทุนต่อจาน
 
ตัวอย่างเมนูราคา 100 บาท
  • หัก GP 30% เหลือ 70 บาท
  • ร่วมโปรโมชัน/ส่วนลดเหลือประมาณ 60 บาท
  • ต้นทุนวัตถุดิบ + ค่าแรง ประมาณ 45–55 บาท
  • กำไรสุทธิอาจเหลือเพียง 5–15 บาทต่อออเดอร์ หรือบางกรณี “ขาดทุน” เพื่อแลกกับยอดขายและการมองเห็น
E-Commerce 
 
ภาพจาก https://app.envato.com

ตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์มูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของมูลค่าค้าปลีกทั้งประเทศ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคจากออฟไลน์สู่ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ในเชิงการแข่งขัน ตลาดมีลักษณะกระจุกตัวสูง โดยมีผู้เล่นหลักเพียง 3 ราย ได้แก่ Shopee, TikTok Shop และ Lazada ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 98.8% ของมูลค่าการซื้อขาย (GMV)
 
Shopee
 
ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งประมาณ 50% โดยมีรายได้แพลตฟอร์มใกล้เคียง 49,960 ล้านบาท จุดแข็งสำคัญอยู่ที่ฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ ระบบโลจิสติกส์ที่ครอบคลุม และการทำแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยังคงครอง Top-of-mind ของผู้บริโภคในวงกว้าง
 
TikTok Shop
 
ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 32% และเป็นแพลตฟอร์มที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในตลาด โดยใช้กลยุทธ์ “Shoppertainment” ผสานคอนเทนต์ วิดีโอสั้น และการไลฟ์สดเข้ากับการซื้อขายสินค้าโดยตรง ส่งผลให้สามารถกระตุ้นการซื้อแบบฉับพลันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ล่าสุดปรากฏการณ์ พิมรี่พาย ไลฟ์ขายทุเรียน โดย TikTok ดันขึ้นฟีด จนคนดู 800,000 คน แม้ผู้ขายจะทำยอดขายมหาศาลได้ แพลตฟอร์มกลับเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างมากที่สุด เพราะทุกกิจกรรมเกิดขึ้นภายในระบบของแพลตฟอร์มเอง ทั้งทราฟฟิก เวลาในการรับชม

พฤติกรรมการซื้อ คอมเมนต์ การกดแชร์ และข้อมูลผู้บริโภคทั้งหมด ผู้ขายอาจขายทุเรียนได้ในวันนั้น แต่ลูกค้า ความสนใจ และข้อมูล ไม่ได้ถูกถือครองโดยผู้ขายอย่างแท้จริง หากวันหนึ่งอัลกอริทึมไม่ดัน ยอดเข้าถึงก็อาจหายทันที นี่คือแก่นของอำนาจในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งใครควบคุมทราฟฟิกและข้อมูล คนนั้นมีอำนาจ
 
แพลตฟอร์มไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสวนทุเรียน ไม่ต้องสต๊อกสินค้า และไม่ต้องไลฟ์เอง แต่เป็นเจ้าของ “การมองเห็น” และ “การเข้าถึงลูกค้า” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในระบบ ทำให้สุดท้ายแพลตฟอร์มกลายเป็นผู้เก็บเกี่ยวมูลค่าระยะยาวจากทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนระบบของตนเอง 

ภาพจาก https://citly.me/hyKBU
 
Lazada
 
มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 18% แม้อันดับจะลดลงในเชิงการแข่งขัน แต่ยังคงมีจุดแข็งในกลุ่มสินค้าแบรนด์ ผ่าน LazMall และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่มีคุณภาพสูง เจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงบน
 
จะเห็นได้ว่า การที่ตลาดถูกครอบครองโดยผู้เล่นหลักเพียงไม่กี่ราย สะท้อนภาวะกึ่งผูกขาดได้อย่างชัดเจน โดยมีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการรายย่อยมีอำนาจต่อรองลดลง การเข้าตลาดของผู้เล่นรายใหม่ทำได้ยากขึ้น แพลตฟอร์มมีอำนาจในการกำหนดค่าธรรมเนียมและกติกาทางธุรกิจสูงมากขึ้น
 
โมเดลรายได้แพลตฟอร์ม E-Commerce ประกอบด้วย
  1. ค่าธรรมเนียมการขาย (Commission / Transaction Fee) โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 5–15% (ขึ้นกับหมวดสินค้า)
  2. ค่าโฆษณา (Ads: CPC / CPM / Affiliate) เป็น “ต้นทุนหลัก” ในการทำให้สินค้าถูกมองเห็น ในบางหมวด ผู้ค้าต้องใช้ 10–30% ของรายได้ ไปกับโฆษณา
  3. ค่าบริการโลจิสติกส์และฟูลฟิลเมนต์ ค่าจัดส่ง / คลังสินค้า / แพ็กสินค้า
เมื่อรวมกัน ต้นทุนที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์มอาจสูงถึง 20–40% ของราคาขายสินค้า
  • กรณีขายสินค้า 1 ชิ้น ราคา 100 บาท
  • หัก commission 10% เหลือ 90 บาท
  • ค่าโฆษณา (Ads) 20% เหลือ 70 บาท
  • ค่าจัดส่ง/แพ็กของ เหลือประมาณ 60 บาท
  • ต้นทุนสินค้า ประมาณ 45–55 บาท
กำไรสุทธิอาจเหลือเพียง 5–15 บาท หรือบางกรณี “ขาดทุน” เพื่อปั้นยอดขายและรีวิว
 
เมื่อแพลตฟอร์มกลายเป็น “เจ้าของลูกค้า”
 


แม้ตลาด Food Delivery และ E-Commerce จะดูแตกต่างกัน แต่ทั้งสองระบบกลับมีโครงสร้างอำนาจที่คล้ายกันอย่างชัดเจน โดยแพลตฟอร์มอย่าง Grab, LINE MAN Wongnai, Shopee และ TikTok Shop ได้เปลี่ยนบทบาทจาก “ตัวกลาง” ไปสู่ “ผู้ควบคุมระบบ” ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ การรวมศูนย์อุปสงค์ (Demand Aggregation) 
 
การเก็บค่าเช่าการเข้าถึงลูกค้า (Access Monetization) และการครอบครองข้อมูล (Data Ownership) เมื่อผู้บริโภคเริ่มต้นการค้นหาและตัดสินใจซื้อบนแพลตฟอร์ม ร้านค้าจึงไม่สามารถสร้างดีมานด์ของตัวเองได้อย่างอิสระ แต่ต้องพึ่งพาทราฟฟิกและการมองเห็นจากแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ “ลูกค้า” กลายเป็นทรัพยากรที่แพลตฟอร์มถือครองมากกว่าร้านค้าเอง
 
ขณะเดียวกัน ต้นทุนสำคัญของธุรกิจในยุคแพลตฟอร์มไม่ได้อยู่ที่ค่าเช่าทำเลอีกต่อไป แต่คือ “ค่าเช่าการเข้าถึงลูกค้า” ไม่ว่าจะเป็น GP, ค่าโฆษณา หรือค่าดันการมองเห็นบนหน้าจอ ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นตามการแข่งขันในระบบ นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังได้เปรียบจากการถือครองข้อมูลผู้บริโภคจำนวนมหาศาล 
 
ทั้งพฤติกรรมการค้นหา การซื้อ และการกลับมาซื้อซ้ำ ทำให้สามารถปรับอัลกอริทึม ดันร้านหรือสินค้าที่ต้องการ และพัฒนาธุรกิจของตัวเองได้ ขณะที่ร้านค้าไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในระดับเดียวกัน ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลด้านข้อมูลและอำนาจต่อรอง จนหลายธุรกิจอยู่ในภาวะพึ่งพาแพลตฟอร์มสูงและยากจะถอนตัวออกจากระบบได้ 

สรุป
 
แม้แพลตฟอร์ม Food Delivery และ E-Commerce จะช่วยให้ร้านค้าเข้าถึงลูกค้าได้กว้างมากขึ้นและเพิ่มยอดขายได้ในระยะสั้น แต่โครงสร้างรายได้ของระบบที่อิงค่าคอมมิชชัน ค่าโฆษณา และค่าการมองเห็น ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงและเกิดภาวะพึ่งพาแพลตฟอร์มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
 
ขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง Grab, LINE MAN Wongnai, Shopee และ TikTok Shop กลายเป็นผู้ควบคุมการเข้าถึงลูกค้าและพฤติกรรมการซื้อผ่านระบบอัลกอริทึมและข้อมูลผู้ใช้งาน
 
ในระยะยาว ผู้ประกอบการเริ่มปรับตัวด้วยการสร้างช่องทางขายตรง (D2C) การใช้โซเชียลมีเดียสร้างฐานลูกค้า และการกระจายความเสี่ยงหลายแพลตฟอร์ม เพื่อลดการพึ่งพาระบบตัวกลาง อย่างไรก็ตาม ในเชิงโครงสร้าง แพลตฟอร์มยังคงเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้คำถามสำคัญยังคงอยู่ว่า ร้านค้าจะสามารถรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าและความเป็นเจ้าของทางธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด ในระบบที่การมองเห็นและข้อมูลถูกควบคุมโดยแพลตฟอร์มเป็นหลัก
 
อ้างอิงข้อมูล 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
407
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
383
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
381
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
378
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
356
ไทยช่วยไทยพลัส อัดฉีดอย่างหนัก 1.8 แสนล้าน! เดือ..
325
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด