บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
321
3 นาที
25 มิถุนายน 2569
หายนะประเทศไทย เศรษฐกิจแย่ คนแก่ล้นเมือง! ตกงาน 4 แสน แย่สุดใน 40 ปี
 

คนไทยในวันนี้มองปัญหาเรื่องปากท้องตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด วิกฤติของแพง ค่าแรงเท่าเดิม เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่มีผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคนจำนวนมาก สะท้อนได้จากพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ที่เห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 
 
ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 51.8 จุด ซึ่งเป็นการลดลงในระดับที่น่ากังวล พร้อมกันนี้ยังมีตัวเลขจากการสำรวจที่น่าสนใจอีกคือ
  • 66% ของคนไทยตัดสินใจใช้จ่ายอย่างรัดกุมขึ้น
  • 49% ของคนไทยรอซื้อของเฉพาะช่วงลดราคา
  • 71% ของคนไทยมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจอยู่ในขั้นแย่
  • 41% ของคนไทยมองเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมเป็นเรื่องที่แก้ได้ยาก
คนไทยทุกวันนี้มีเงินเก็บ VS หนี้! อะไรมากกว่ากัน
 

ภาพจาก https://app.envato.com

เป็นตัวเลขที่น่าตกใจเพราะหนี้ครัวเรือนไทยตอนนี้ประมาณ 86.8% ต่อ GDP หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 16.44 ล้านล้านบาท เฉลี่ยหนี้สินต่อครัวเรือประมาณ 7.4 แสนบาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 4 ปี 
 
เหตุผลส่วนใหญ่ของการเป็นหนี้กว่า 77% เป็นการกู้เพื่ออุปโภคบริโภค เช่นการกู้มาเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ (45%) , กู้เพื่อใช้จ่ายส่วนบุคคล (33%) และการกู้เพื่อซื้อรถยนต์ (11%) เป็นต้น 
 
ในขณะที่การกู้เพื่อประกอบอาชีพมีสัดส่วนประมาณ 18% เท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้นข้อมูลจากเครดิตบูโรยังพบว่าคนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี มีหนี้เสียจากสินเชื่อส่วนบุคคลบัตรเครดิตพุ่งสูงมาก ขณะที่กลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปี ก็เริ่มมีปัญหาหนี้ที่เกิดจากการเช่าซื้อรถยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ 
 
สวนทางกับเรื่องของเงินเก็บและรายได้ มีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า ครอบครัวไทยกว่า 46.3% ไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉิน ซึ่งหมายความว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันเช่นตกงาน , เจ็บป่วย ครัวเรือนเหล่านี้จะเข้าสู่ภาวะวิกฤติทันที
 
และแม้จะมีข้อมูลที่ระบุว่าคนไทยกว่า 90% มีบัญชีธนาคาร แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้เป็นเพียงทางผ่านหรือใช้เพื่อทำธุรกรรม Digital Payment เท่านั้น นอกจากนี้ถ้าดูลึกลงไปอีกพบว่า
  • กลุ่มเงินเก็บต่ำกว่า 50,000 บาท มีสูงถึง 116 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดของบัญชีรวมทั้งประเทศ
  • กลุ่มเงินเก็บ 50,000 – 1 ล้านบาท มีรวมกันประมาณ 12 ล้านบัญชี
  • กลุ่มเงินเก็บมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มีประมาณ 1.6 แสนบัญชี
จากข้อมูลดังกล่าวนี้จะเห็นว่าคนไทยยอมเป็นหนี้เพื่อรักษาระดับคุณภาพชีวิตเดิมเอาไว้ ซึ่งในระยะยาวจะกลายเป็น ระเบิดเวลา ที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีภาระหนี้ตั้งแต่เริ่มทำงาน และคนรุ่นเก่าไม่มีเงินก้อนพอสำหรับวัยเกษียณ และแน่นอนว่าจะเป็นปัญหาที่ซึมลึกมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจนด้วย
 
เศรษฐกิจรอบนี้แย่ที่สุดในรอบ 40 ปี?
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ถ้าดูจากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของคุณตัน ภาสกรนที ที่ร่วมออกรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ ซึ่งแสดงความเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจรอบนี้แย่สุดในรอบ 40 ปี ถ้าวิเคราะห์กันจริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงในความรู้สึกของคนทำธุรกิจอันมีเหตุผลคือ

ปี 2540 เป็นวิกฤตจาก บนลงล่าง ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากในตอนนั้นคือ สถาบันการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และคนรวย แต่สำหรับประชาชนทั่วไปหรือภาคเกษตรยังรองรับได้ ทำให้ยังพอมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก
 
วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นแบบล่างขึ้นบนและซึมลึก วิกฤติในรอบนี้เห็นได้ชัดว่าคนชั้นกลางและประชาขนทั่วไปก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก กำลังซื้อลดลงอย่างรุนแรงจากหนี้ครัวเรือนที่สูงมาก 
 
รวมถึงการเข้ามาของทุนต่างชาติและสินค้าราคาถูกที่กินรวบตลาด SME ไทย ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กแทบไม่มีช่องว่าง มันจึงเป็นความรู้สึกแบบ ต้มกบ คือค่อยๆ ตายไม่ได้ระเบิดครั้งเดียวจบแบบปี 40
 
และถ้าคิดจะสู้วิกฤติรอบนี้สำหรับคนทั่วไปหรือผู้ที่ทำธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ควรที่จะก่อหนี้เพิ่ม เพราะการรักษาสภาพคล่องในตอนนี้คือสิ่งสำคัญมาก และหากเป็นไปได้ให้เปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุน 
 
สำหรับคนที่มีภาระหนี้สินอาจต้องยอมการยอมตัดใจขายทรัพย์สินบางส่วน เช่นบ้าน, รถ, ที่ดิน , ทอง เพื่อเคลียร์หนี้เก่าและเก็บเงินสดไว้ ดีกว่าการกู้เงินใหม่มาโปะเงินเก่า ซึ่งมีแต่จะทำให้จมหนักไปเรื่อยๆ 
 
ตอกย้ำว่าแย่ด้วยอัตราคนตกงานกว่า 4 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.9%
 

ภาพจาก https://app.envato.com

เป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงต่อเนื่องระหว่างรายได้และการว่างงาน ข้อมูลจากไตรมาสที่ 1 ปี 2569 แม้ภาพรวมอัตราการว่างงานจะดูเหมือนต่ำประมาณ 0.9 – 1.0 % แต่ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่ามีอัตราคนตกงานเพิ่มขึ้นกว่า 9.9% หรือคิดเป็นตัวเลขคือกว่า 4 แสนคน 
 
เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่อยู่ที่ 2.8 แสนคน หรือคิดเป็น 0.70% โดยในจำนวนนี้มีผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 8.7 หมื่นคน หรือเพิ่มขึ้น 27.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 
 
นอกจากนี้ยังมีตัวเลขที่น่าตกใจกว่าเพราะประเมินว่าในปี 2569 จะมีแรงงานถูกเลิกจ้างเฉลี่ย 40,000 คน/เดือน หรือรวมแล้วอาจพุ่งสูงกว่า 480,000 คนใน1ปี หนักสุดคือในภาคการผลิต , ค้าปลีก และก่อสร้าง
 
คนที่ยังไม่ตกงานก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเพราะในหลายอุตสาหกรรมเจอปัญหารายได้ลดลงจากโอทีที่น้อยลง แถมในบางอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวด้วยการลดชั่วโมงทำงาน มีผลโดยตรงต่อรายได้ของลูกจ้าง 
 
ทั้งนี้อย่ามองว่าปัญหาว่างงานไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะเมื่อคนไม่มีงานไม่มีเงิน จำเป็นต้องเข้าสู่งานอิสระที่ขาดสวัสดิการ เป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงของชีวิตและครอบครัวในระยะยาว 
 
รวมถึงเมื่อเงินไม่มีสิ่งแรกที่จะทำคือการหยุดจ่ายหนี้ก็เป็นผลไปถึงปัญหาหนี้เสียตามที่ได้กล่าวไป ต่อเนื่องไปถึงภาวะยากจนและสังคมผู้สูงวัยที่ไร้คุณภาพอันเนื่องจากการไม่มีเงินเก็บออมเพียงพอสำหรันบั้นปลายชีวิต
 
ผู้สูงวัยในเมืองไทย 14.25 ล้านคนและจะเพิ่มมากขึ้นในปี 2576
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ทั้งเรื่องคนว่างงาน ตกงาน รายได้น้อยกว่ารายจ่าย สัมพันธ์มาถึงสังผู้สูงวัย ที่ตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยระดับสมบูรณ์ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวนกว่า 14.25 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 21.99% ของประชากร และคาดว่าจะก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอดภายในปี 2576 โดยมีสัดส่วนผู้สูงวัยเกิน 28% ของประชากร 
 
และด้วยภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนักตัวเลขจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุประมาณ 4.4 - 5 ล้านคน) ที่ยังคงต้องทำงานต่อ ไม่ใช่ทำเพื่อความสนุก แต่เป็นเพราะ รายได้ไม่พอรายจ่าย อันเนื่องจากผู้สูงอายุในไทยกว่า 43% ยังคงมีหนี้สินเฉลี่ยที่ 130,000 บาท/คน 
 
สะท้อนให้เห็นได้อีกด้านว่าโครงสร้างครอบครัวไทยที่ลูกหลานมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ แต่พิษเศรษฐกิจทำให้โครงสร้างนี้เปลี่ยนไปสิ้นเชิง คนวัยทำงานที่ไม่มีกำลังมากพอจึงแบกรับภาระไม่ไหว สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตที่ระบุว่า กลุ่มวัยทำงานอายุ 30-45 ปี มีความเครียดสะสมสูงสุด โดยสาเหตุหลักคือ หนี้สิน และ ภาระการดูแลคนในครอบครัว
 
ยกเคสบ้านบางแค รอคิว 15 ปี ตอกย้ำวิกฤติเศรษฐกิจ
 
กรณีนี้ตอกย้ำให้เห็นชัดว่าประเทศไทยไม่มีระบบสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและครอบคุลม และโครงสร้างครอบครัวไทยที่ให้ลูกหลานดูแล ตอนนี้กลายเป็นต้องการให้รัฐเข้ามาดูแลเพราะลูกหลานเองก็ยังเอาตัวไม่รอด 
 
แม้ว่าสถานดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่แค่ที่บ้านบางแค แต่เป็นที่ไหนๆ ก็ตามมีค่าใช้จ่ายเสมอ มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานที่ อย่างบ้านบางแครองรับผู้สูงอายุได้ 250 คนขณะที่มีจำนวนผู้รอคิวมากกว่า 6,000 คน 
 
ปัญหานี้บอกเราได้ชัดเจนว่าประเทศไทยต้องการ ระบบประกันสุขภาพและสังคมผู้สูงอายุที่บูรณาการมากกว่านี้เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ คนวัยทำงานก็แย่ ดูแลตัวเองก็ยาก แถมผู้สูงวัยก็เริ่มมีเยอะขึ้นมาก ทุกปัญหาคือสิ่งที่ประชาขนจะแก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องรอภาครัฐเข้ามาสนับสนุนและช่วยเหลือเพื่อฝ่าวิกฤตินี้ออกไปให้ได้
 
สถานการณ์แบบนี้คนทำธุรกิจเอง ก็ต้องเตรียมรับมืออย่างรอบด้าน จากรายได้ที่น้อยลง หนี้สินที่เพิ่ม ส่งผลให้พฤติกรรมลูกค้าเน้นความคุ้มค่ามากขึ้น 
 
โมเดลธุรกิจยุคใหม่ต้องเลิกหวังการเติบโตจากปริมาณการบริโภคล้วหันมาเน้น การทำให้คนกลับมาซื้อซ้ำ (Retention) ด้วย Loyalty Program หรือการทำโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ความจำเป็น ธุรกิจที่ช่วยลูกค้า ประหยัดต้นทุน จะได้รับความนิยมมากกว่าสินค้าใหม่ที่ราคาสูง 
 
ในส่วนของการรับมือกับสังคมผู้สูงวัยคนทำธุรกิจต้องไม่มองว่าผู้สูงอายุจะรวยทุกคน แต่ต้องออกแบบโมเดลราคาที่เข้าถึงง่าย เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีรายได้จำกัดและต้องบริหารเงินออมให้เพียงพอกับการใช้ชีวิต
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
712
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
528
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
361
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
353
อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับวิสัยทัศน์เปลี่ยน LACO สู่..
346
อวสานสินค้าแบรนด์เนม ยอดขายดิ่ง 2.28 แสนล้านบาท ..
345
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด