บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การตลาด บริหารธุรกิจ    ความรู้ทั่วไปทางการตลาด
260
4 นาที
3 กรกฎาคม 2569
ยิ่งทำยิ่งพัง การตลาด Hard sale ขายเชิงรุก! บุกเกินไป ไม่อยากซื้อ
 

พฤติกรรมการซื้อของคนในยุคนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าใครขายของ แต่มองว่าใครที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อมาแก้ปัญหาที่ตัวเองกำลังเจออยู่ได้ดีกว่า และในอีกมุมหนึ่งยุคนี้ลูกค้าก็มีตัวเลือกเยอะมาก แถมสามารถนำสินค้ามาเปรียบเทียบก่อนซื้อ

บางคนยอมจ่ายแพงถ้าคิดว่าคุ้มค่ากว่า ในขณะที่บางคนอาจจะมองว่าสินค้าแบบเดียวกัน คุณสมบัติใกล้กัน ทำไมต้องซื้อจากคนที่ขายแพงกว่า เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่คนทำธุรกิจจำเป็นต้องใส่ใจนำพฤติกรรมผู้บริโภคมาเป็นเกณฑ์เพื่อสร้าง Sales Team ที่พร้อมเข้าถึงความรู้สึกลูกค้า ที่จะช่วยเพิ่มความประทับใจ เพิ่มยอดขายได้ดีกว่าการขายแบบยัดเยียด
 
ถ้าเราเคยติดตามข่าวจะพบกรณีศึกษาที่น่าสนใจของคลินิกความงามแห่งหนึ่งที่ไปตั้งบูธขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า และมีทีมพนักงานขายกว่าสิบคนยืนกระจายบริเวณทางขึ้น-ลงบันไดเลื่อน พร้อมเดินเข้าหาลูกค้าเพื่อแจกบัตรกำนัลและเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาที่บูธเพื่อชักจูงให้เลือกใช้บริการของทางคลินิก แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การตลาดที่ดีและมีผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกับการสร้างยอดขายสิ้นเชิงคือ
  • ภาพลักษณ์ของแบรนด์เสียหาย แทนที่ลูกค้าจะมีความไว้ใจเชื่อใจ หรืออยากเข้าไปใช้บริการในครั้งหน้ากลับกลายเป็นว่าถ้าเห็นแบรนด์นี้อีกครั้งจะมีความรู้สึกต่อต้านทันที
  • สร้างวิกฤติความเชื่อมั่น เพราะกรณีนี้สุดท้ายทางแบรนด์ก็ต้องออกมาแถลงการณ์ขอโทษ พร้อมสั่งยกเลิกบูธ แม้จะเป็นการแก้ไขปัญหาแต่คามรู้สึกของคนที่เจอเหตุการณ์นี้ด้วยตัวเองก็อยากที่จะเชื่อมั่นแบรนด์นี้ได้อีก
  • สร้างภาพจำที่ทำให้ลูกค้าไม่อยากเข้าใกล้ เรื่องนี้อาจเป็นผลกระทบในวงกว้าง บางแบรนด์ที่เป็นธุรกิจลักษณะเดียวกันแต่ไม่ได้ใช้วิธีแบบนี้ก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย กลายเป็นมุมมองที่รู้สึกว่าถ้าเจอธุรกิจลักษณะนี้ก็จะต้องเจอการตลาดแบบยัดเยืยด ((Aggressive Sales) ด้วย ทั้งที่ความจริงหลายแบรนด์เขาเน้นการขายที่มีคุณภาพ แต่ภาพจำของคนติดตากับสิ่งที่เคยเห็นและฝังใจจนไม่อยากเข้าใกล้
เรื่องจริงที่ควรรู้ระหว่างลูกค้ากับพนักงานขาย?
 

เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้การขายของแบบพุ่งเข้าหาลูกค้ากลายเป็นสิ่งที่ลูกค้าระแวง หรือแม้แต่การขายผ่านทางโทรศัพท์ก็ยังปิดการขายได้ยาก เหตุผลหนึ่งเพราะลูกค้ารู้สึกว่าสินค้ามีตัวเลือกเยอะ มีสินค้าให้เปรียบเทียบจากหลายที่ไม่จำเป็นต้องซื้อจากคนนี้หรือที่นี่ก็ไปหาซื้อจากที่อื่นได้ แม้ว่าสินค้าบางชนิดที่พนักงานขายนำเสนอจะดีและน่าสนใจแต่ด้วยรูปแบบการขายที่ไม่ถูกใจทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ชอบและเลือกปิดกั้นทันที สอดคล้องกับข้อมูลน่าสนใจที่ระบุว่า
  • 81% ของผู้อุปโภคบริโภค ทำการค้นหาข้อมูลออนไลน์ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจซื้อ
  • 60% ของลูกค้า ไม่อยากคุยกับพนักงานขาย จนกว่าลูกค้าจะเลือกกลุ่มสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการได้แล้ว
  • 19% ของลูกค้าเท่านั้น ที่อยากคุยกับพนักงานขายตั้งแต่ช่วงแรกที่เริ่มหาข้อมูล
ข้อมูลยังระบุอีกว่า พนักงานขายถึง 88% เชื่อว่าได้แสดงออกถึงความใส่ใจและพยายามช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าแล้ว แต่ในมุมของลูกค้ากลับมีเพียง 24% เท่านั้นที่รู้สึกว่าพนักงานขายเข้ามาเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้จริงๆ ส่วนที่เหลือมองว่าเข้ามาเพื่อปิดยอดของตัวเองเท่านั้น
 
พฤติกรรมแบบ Sales Resistance เดินหนีทันทีเมื่อเจอพนักงานขาย
 
ถ้ายังมองเห็นภาพไม่ชัดลองนึกกรณีที่เราไปเดินซื้อของในห้างค้าปลีก หรือห้างสรรพสินค้า ขณะที่เรากำลังเลือกดูสินค้าถ้าเห็นว่ามีพนักงานเดินเข้ามาทักส่วนใหญ่จะเดินหนีทันที ปฏิกิริยานี้เรียกว่า “แรงต้านทางการขาย” (Sales Resistance) และ การต่อต้านเมื่อรู้สึกสูญเสียอิสรภาพ (Psychological Reactance) เพราะในทางจิตวิทยามนุษย์ทุกคนมีระยะห่างที่รู้สึกปลอดภัย (Comfort Zone) แต่การที่พนักงานเดินเข้ามราในระยะประชิด ทำให้สมองส่วนที่ควบคุมความกลัวและการเอาตัวรอด (Amygdala) ตื่นตัว ส่งผลให้ร่างกายสั่งการให้เดินหนีเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย อีกเหตุผลคือ เราต้องการความรู้สึก “เลือกเอง” แต่เมื่อมีพนักงานเข้ามาสนทนา เราจะกลัวว่าพนักงานคนนี้จะมาทำให้สิ่งที่คิดไม่เป็นไปตามที่ต้องการ จึงเลือกตัดวงจรด้วยการเดินหนีเพื่อรักษาอิสรภาพในการตัดสินใจของตัวเอง
 
5 กลยุทธ์ทำ Hard sale การขายเชิงรุก! ที่ลูกค้าไม่ระแวง
 

ตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 26 ระบุว่า ในการเข้าไปติดต่อเพื่อเสนอขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ณ ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงานของผู้บริโภคหรือของผู้อื่น

หรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ประกอบการค้าเป็นปกติธุระ ผู้จำหน่ายอิสระหรือตัวแทนขายตรงจะต้องได้รับอนุญาตจากผู้บริโภคหรือผู้ครอบครองสถานที่นั้นก่อนและต้องไม่กระทำการอันเป็นการรบกวนหรือก่อให้เกิดความรำคาญแก่บุคคลดังกล่าว ในการนี้ผู้จำหน่ายอิสระหรือตัวแทนขายตรงต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระหรือตัวแทนขายตรงซึ่งออกโดยผู้ประกอบธุรกิจขายตรงด้วย
 
ดังนั้นการบริการเชิงรุกที่ดี จึงไม่ใช่แค่การพุ่งเข้าหาลูกค้าแต่คือการดึงดูดลูกค้าด้วยคุณค่าและสร้างทัศนคติที่ทำให้ลูกค้าประทับใจ เป็นแนวทางสำคัญของ Sales Team ที่ช่วยให้สินค้าดูมีคุณค่าและน่าเชื่อถือ ซึ่งมีกลยุทธ์สำคัญ 5 ข้อคือ
 
1.เปลี่ยนจาก พนักงานขาย เป็น ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ต้องฝึกให้ทีมขายเปิดรูปแบบการขายด้วยการฟังและตั้งคำถาม เพื่อหาสาเหตุของปัญหาจากลูกค้า มีข้อมูลน่าสนใจระบุว่า กว่า 53% ของพนักงานขายที่ทำยอดขายทะลุเป้า คือกลุ่มที่เน้นการสอนหรือให้ความรู้ใหม่ๆ แก่ลูกค้า ยกตัวอย่างเช่นถ้าเป็นคลินิกความงามแทนที่จะเดินไปขายทันที อาจเชิญชวนให้เช็คสภาพผิวฟรีด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย หรือลองให้คำแนะนำสั้นๆ เกี่ยวกับวิธีปกป้องผิว วิธีการแบบนี้จะช่วยลดความระแวงของลูกค้า และเริ่มเปิดใจในสินค้าและบริการเรามากขึ้น
 
2.เคารพในพื้นที่ส่วนตัวของ “ลูกค้า” เทคนิคการขายที่ดีคือต้องไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัดหรือเหมือนโดนคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นการขายแบบคุยตัวต่อตัวหรือการขายทางโทรศัพท์ก็ตาม ต้องมีทักษะในการอ่านท่าทาง + น้ำเสียงลูกค้า หากลูกค้าหลบสายตา หรือปฏิเสธเราอย่างสุภาพ ทีมขายที่ดีก็ไม่ควรตื้อ แต่ควรถอยออกมาด้วยรอยยิ้ม การปล่อยให้ลูกค้าเดินผ่านไปอย่างสบายใจในวันนี้ ก็คือการเปิดโอกาสให้เขากลับมาหาเราในวันหน้าได้เช่นกัน 
 
3.ไม่เน้นปิดการขายแต่เน้นสร้างความเชื่อใจ กว่า 81% ของผู้บริโภคถ้าเชื่อใจในแบรนด์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นให้ใช้สินค้าและบริการ และหากทีมขายสามารถสร้างความเชื่อใจได้ ลูกค้ากลุ่มนี้ยินดีที่จะจ่ายแพงกว่าถึง 59% เทียบกับแบรนด์ที่ลูกค้าไม่มั่นใจ และพลังของการเชื่อใจไม่ใช่แค่การสร้างยอดขายระยะสั้น แต่จะกลายเป็นฐานลูกค้าในระยะยาว ยิ่งในยุคที่การแข่งขันสูงเช่นนี้แบรนด์ที่ทำให้ลูกค้าเชื่อใจจะยิ่งได้เปรียบมาก
 
4.ยึดหลัก Speed + Personalization การฝึกให้ Sales Team มีทักษะข้อนี้สำคัญมาก ธุรกิจที่ติดต่อกลับลูกค้าอย่างรวดเร็วหลังจากที่ลูกค้าแสดงความสนใจ ย่อมมีโอกาสปิดการขายได้มากกว่า หรือหากเป็นการขายแบบมีหน้าร้าน ทีมขายควรสังเกตว่าถ้าลูกค้าหยุดดูสินค้าชิ้นไหนนานกว่า 10-20 วินาที ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าเราจะสามารถเข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้นได้ วิธีนี้คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจและไม่ใช่การยัดเยียดสินค้า แต่กลับทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับข้อมูลที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
 
5.ฝึกทักษะการ Follow-up อย่างมีประสิทธิภาพ สถิติระบุว่าลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อในทันทีที่เจอกันครั้งแรก โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าสูง การสร้างระบบที่ให้ทีมขายสามารถ ติดตามอย่างสุภาพ (Follow-up) ผ่านการส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ การอัปเดตความรู้ หรือการมอบสิทธิพิเศษเฉพาะบุคคล (Personalization) โดยไม่มีแรงกดดัน จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราใส่ใจ ไม่ใช่แค่หวังจะเอาเงิน
 
กลยุทธ์ของแบรนด์ดัง! สร้างทีมขาย ลูกค้าไม่หนี
 

ภาพจาก https://app.envato.com/

เพื่อให้เห็นภาพว่าการพัฒนา Sales Team ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะเพิ่มยอดขายได้ตามเป้ายังทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดีในสายตาลูกค้าเหมือนหลายแบรนด์ดังที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ 
  • Apple Store มีการฝึกพนักงานขายที่เรียกว่า APPLE Service Steps ที่เน้นการเข้าหาลูกค้าแบบเป็นกันเอง พร้อมการตั้งคำถามอย่างสุภาพเพื่อเข้าใจความต้องการ จากนั้นจึงนำเสนอทางออกที่เหมาะสมกับลูกค้า วิธีการแบบนี้ช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจว่าพนักงานขายให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากกว่าจะยัดเยียดขายสินค้า ลูกค้าจึงพอใจและกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
  • Sephora แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลก แก้ Pain Point ลูกค้ากลัวพนักงานขายด้วยการใช้ระบบตะกร้า 2 สี เริ่มจากตะกร้าสีดำ มีความหมายว่า ลูกค้าต้องการดูสินค้าเองเงียบๆ พนักงานควรเว้นระยะห่าง ทำให้ลูกค้าเลือกช็อปได้อย่างสบายใจ ส่วนตะกร้าสีแดง (หรือสีอื่น) หมายความว่า ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือ ต้องการคำแนะนำ พนักงานควรเข้ามาให้ข้อมูลแก่ลูกค้าทันที 
หรืออย่าง King Power ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการฝึก Sales Team เนื่องจากต้องรับมือลูกค้าหลายเชื้อชาติ การยกระดับพนักงานขายจึงสำคัญโดยพนักงานทุกคนจะถูกเทรนในเรื่อง Cultural Sensitivity หรือความเข้าใจในวัฒนธรรมของลูกค้าแต่ละชาติ พร้อมการปรับพฤติกรรมในการเข้าหาลูกค้าเช่น พนักงานจะไม่เดินประกบหลังลูกค้า แต่จะยืนเยื้องไปด้านข้างในระยะห่างที่เหมาะสม หรือการฝึกสังเกตสายตาลูกค้าที่หากหยุดมองสินค้าและหันมามองพนักงานนั่นคือสัญญาณที่พนักงานควรเข้าไปพูดคุยอย่างสุภาพ เป็นต้น
 
ในปัจจุบันการที่ Sales Team ไม่สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้า เป็นเพราะลูกค้าไม่เปิดใจที่จะยอมรับในสินค้าหรือบริการนั้น ก็มีสาเหตุจากหลายปัจจัยทั้งความรู้สึกส่วนตัวของลูกค้า , ความไม่ต้องการสินค้าในขณะนั้น , ทัศนคติแง่ลบเกี่ยวกับสินค้า เป็นต้น

การสร้าง Sales Team ให้มีประสิทธิภาพก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กร สำคัญสุดคือควรต้องมีระบบสนับสนุนเพื่อให้ทีมขายทำงานได้ง่ายขึ้น และควรมี Sales Management หรือการบริหารจัดการการขาย ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน ควบคุม และปรับกลยุทธ์การขายให้เหมาะสม เพื่อให้ธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายด้านยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้
 
อ้างอิง
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
407
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
383
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
381
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
378
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
356
ไทยช่วยไทยพลัส อัดฉีดอย่างหนัก 1.8 แสนล้าน! เดือ..
325
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด