บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
267
3 นาที
2 มิถุนายน 2569
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
 

ฟุตบอลโลก 2026 ที่ มีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วม จะเริ่มแข่งขันวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2569 ถ้าถามคนที่ชอบดูบอลก็อาจบอกว่านี่คือมหกรรมกีฬาระดับโลกที่ยังไงก็ต้องดูให้ได้ แต่อีกส่วนคือคนที่ไม่ได้ชอบดูบอลอาจมองเรื่องนี้แบบไม่ได้สนใจอะไร ดูก็ได้ไม่ดูก็ได้
 
แต่ในมุมหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ภาครัฐนำเอากีฬาระดับโลกเข้ามาให้คนไทยได้ชมถือเป็นดัชนีชี้วัดความสามารถและเสถียรภาพของภาครัฐในยุคนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เราจึงเห็นความพยายามที่ภาครัฐใช้ทุกช่องทางเพื่อให้คนไทยได้ดูบอลฟรี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติศรัทธาในวงกว้าง 
 
ค่าลิขสิทธิ์บอลโลกปี 2026 แต่ประเทศจ่ายไม่เท่ากัน!
 
โดย FIFA จะคำนวณราคาจาก มูลค่าตลาดโฆษณา และ กำลังซื้อของประชากร เป็นหลัก อย่างในอเมริกาต้องยอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 36,000 ล้านบาท ควบรวมบอลโลก 3 ครั้งตั้งแต่ปี 2018 , 2022 และในครั้งนี้คือ 2026 
 
ส่วนประเทศในแถบยุโรปที่ฟุตบอลคือกีฬายอดนิยมก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์แพงเช่นกันในระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ ส่วนในประเทศทางเอเชียราคาประเมินอยู่ที่ 30-50 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,100 – 1,800 ล้านบาท 
 
แต่ก็มีข้อยกเว้นอีกเช่นกันอย่างเช่นประเทศจีนที่ FIFA ประเมินว่ามีประชากรจำนวนมาก กำลังการซื้อสูง ในปี 2026 นี้มีรายงานว่า FIFA เรียกค่าลิขสิทธิ์จากจีนสูงถึง 250–300 ล้าน เหรียญหรือ ประมาณ 9,000 ล้านบาท แต่ในภายหลังก็มีการต่อรองเพื่อให้ลดราคาลงมา 
 
ขณะที่อินเดียก็มีประชากรเยอะไม่แพ้กันแต่ฟุตบอลไม่ใช่กีฬายอดนิยมของประเทศนี้ ค่าลิขสิทธิ์ของอินเดียจึงอยู่ที่ประมาณ 35 – 60 ล้านเหรียญซึ่งถือว่าถูกกว่าจีนมาก เช่นเดียวกับในเกาหลีใต้ที่แม้จะมีประชากรน้อยกว่าในหลายประเทศ 
 
แต่ค่าลิขสิทธิ์กลับสูงมากประมาณ 125 ล้านเหรียญ เนื่องจากฟุตบอลในเกาหลีใต้คือกีฬายอดนิยมและมีการแข่งขันระหว่างสถานีโทรทัศน์ อย่างดุเดือด 
 
ฟุตบอลโลก 2026 คนไทยอาจเจอ “จอดำ”
 

ภาพจาก https://citly.me/BcAmI

ถึงแม้จะมีกระแสว่าเอาแน่ ยังไงก็ต้องเอา แต่ตอนนี้เริ่มจะไม่แน่ใจ และมีแนวโน้มว่าคนไทยอาจต้องอดดูฟุตบอลโลก 2026 เหตุผลก็ง่ายนิดเดียวคือค่าลิขสิทธิ์ที่สูงลิ่วกว่า 1,700 ล้านบาท 
 
กลัวว่าจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มเสีย แถมตอนนี้เศรษฐกิจก็ซบเซา หลายฝ่ายจึงมองว่าถ้าซื้อมายังไงก็ไม่คุ้ม สู้เอาเงินตรงนี้ไปพัฒนาประเทศในส่วนอื่นจะดีกว่า
 
แม้ว่าใน 4 ครั้งหลังสุดที่ผ่านมาตั้งแต่ฟุตบอลโลก ปี 2010 , 2014 , 2018 และ 2022 คนไทยไม่เคยพลาดและได้รับชมฟุตบอลโลกมาโดยตลอดแม้บางปีจะซื้อลิขสิทธิ์มาแบบเฉียดฉิวก็ตาม แต่ถ้าย้อนไปดูจะพบว่าค่าลิขสิทธิ์ไม่ได้แพงสุดขีดเหมือนคราวนี้ 
 
อย่างในปี 2010 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพตอนนั้นค่าลิขสิทธิ์แค่ 300-400 ล้านบาท หรือที่แพงสุดที่เคยซื้อมาก็ปี 2022 ที่มูลค่าลิขสิทธิ์พุ่งสูงถึง 1,200 – 1,400 ล้านบาท
 
เงิน 1,700 ล้านบาท! ลงทุนยังไงก็ไม่คุ้ม?
 

ภาพจาก www.facebook.com/fifa

หากสุดท้ายแล้วประเทศไทยตัดสินใจไม่ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกครั้งนี้จริง ซึ่งตามตัวเลขแล้วจะพบว่า แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ประมาณ 1,300 ล้านบาท บวกภาษีและค่าดำเนินการทางเทคนิคอีก 400 ล้านบาท จึงกลายเป็น 1,700 ล้านบาท 
 
ในเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจการลงทุน 1,700 ล้านบาทนี้ ยากมากที่จะคุ้มทุน ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ
 
1.ขายโฆษณาได้ยาก เพราะเป็นการแข่งขันที่สหรัฐฯ, แคนาดา, และเม็กซิโก เวลาส่วนใหญ่จะตรงกับ ช่วงเช้ามืดหรือช่วงเช้า (6.00 - 10.00 น.) ของไทย ถ้าดูโปรแกรมการแข่งจะพบว่า คู่ที่เร็วที่สุดคือ 23.00 น. หรือเที่ยงคืน ส่วนคู่ถัดไปคือตี 2 และถ่ายทอดไปจนถึงสายๆ ในบางคู่
 
การที่ไม่ใช่ช่วง Prime Time คือ 20.00 – 23.00 น. เรตติ้งทางโทรทัศน์จะตกลงโดยปริยาย เพราะเอเจนซี่โฆษณาจะคำนวณค่า CPRP (Cost Per Rating Point) หรือต้นทุนต่อการเข้าถึงผู้ชมแล้วพบว่า ไม่คุ้ม ส่งผลให้ทีวีที่ได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดไม่สามารถตั้งราคาโฆษณาแพงๆ ได้
 
2.การรับชมถ่ายทอดผ่านโทรศัพท์มือถือ  คืออีกประเด็นที่ทำให้การลงทุนไม่คุ้ม คือพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ที่ใช้โทรศัพท์มือถือในการรับชมเป็นหลัก แต่ข้อดีของการใช้โทรศัพท์คือแพลตฟอร์มจะสามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกของผู้ใช้ เช่น อายุ พิกัดที่อยู่ พฤติกรรมการกดดู ทำให้มี Data สำหรับการทำตลาดในอนาคตได้ 
 
และอีกเหตุผลที่น่าสนใจคือแฟนบอลจำนวนมากเลือกที่จะไม่ดูการแข่งขันแบบเต็มแมตช์ แต่จะเน้นเปิดดูคลิปไฮไลต์ ประตูสำคัญ หรือจังหวะดราม่าสั้นๆ เพียง 1-2 นาที บน TikTok, YouTube หรือ Facebook เท่านั้น
 
สิ่งที่จะได้จริงหากทุ่มซื้ออาจไม่ใช่กำไรในเชิงตัวเลขแต่จะเป็นความสุขทางใจของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ไม่ได้นิยมในกีฬาฟุตบอลอาจมองได้ว่าเรื่องนี้ไร้ประโยชน์
 
เงิน 1,7000 ล้านบาท เปลี่ยนเป็นอะไรได้บ้าง?
 

ภาพจาก https://citly.me/BcAmI

ข่าวที่รัฐบาลบอกว่าจะพับแผนลิขสิทธิ์บอลโลก ก็มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความเห็นด้วย เพราะหากนำเงินก้อนนี้กลับคืนสู่ระบบงบประมาณ สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสังคมได้มาก เช่น:
 
การนำไปพัฒนาโครงสร้างฟุตบอลไทยในระยะยาว แทนที่จะจ่ายให้ฟีฟ่า (FIFA) เพื่อดูการแข่งขันเพียง 1 เดือน เราสามารถสร้างรากฐานที่ยั่งยืนให้กับวงการฟุตบอลไทยได้ หรือหากแบ่งใช้ปีละ 200–300 ล้านบาท 
 
เงินก้อนนี้จะสามารถพัฒนาลีกเยาวชน ศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ (Academy) รวมถึงสนับสนุนสโมสรขนาดเล็กในไทย ได้นานถึง 5–8 ปีเต็ม
 
และเงินก้อนเดียวกันนี้ยังสามารถสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียมมาตรฐานสากลพร้อมไฟส่องสว่างกระจายไปตามชุมชนและโรงเรียนทั่วประเทศได้มากกว่า 500-600 สนาม เพื่อให้เด็กๆ มีพื้นที่ออกกำลังกายและฝึกซ้อม
 
การนำเงินไปอัดฉีดด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถใช้เป็นทุนหมุนเวียน SME และวิสาหกิจชุมชนในรูปแบบการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้ผู้ประกอบการรายย่อยรายละ 50,000 บาท ได้สูงถึง 34,000 ราย 
 
หรือจะเลือกนำไปยกระดับคุณภาพชีวิตและสาธารณสุขด้วยการซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับ โรงพยาบาลชุมชน , ซื้อเครื่องฟอกไต , รถพยาบาลฉุกเฉิน กระจายไปยังโรงพยาบาบาลที่ยังขาดแคลนได้มากกว่าร้อยแห่ง
 
ฟุตบอลโลก 2026! ใครได้ประโยชน์มากที่สุด!
 

ภาพจาก www.facebook.com/fifa

อย่างไรก็ตามฟุตบอลโลกก็เป็นหนึ่งในอีเว้นท์ระดับโลกที่หลายธุรกิจเองก็คงไม่พลาดที่จะขยับตัวเพื่อสร้างกำไรให้ได้มากที่สุดหากมองในแง่ผลประโยชน์ก็คาดว่าจะมีผู้ได้ประโยชน์ได้แก่
 
1.FIFA คือองค์กรที่ทำกำไรมากที่สุดจากเรื่องนี้ประเมินว่ารายได้จากบอลโลกปี 2026 นี้จะสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 326,510 ล้านบาท 
 
ส่วนหนึ่งคือค่าลิขสิทธิ์ทีวีและอีกส่วนคือค่าตั๋วเข้าชมโดยราคาที่สูงสุดในรอบแบ่งกลุ่มอยู่ที่ 4,105 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.34 แสนบาท) และตั๋วจำนวนมากมีราคาราว 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.55 หมื่นบาท) 
 
ส่วนตั๋วในรอบชิงชนะเลิศวันที่ 19 กรกฏาคม ราคาในตลาดตอนนี้อยู่ที่ 50,000 – 70,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 1.6 – 2.3 ล้านบาท
 
2.แพลตฟอร์ม Social Media ที่คาดว่างบโฆษณาสินค้าของแบรนด์ต่างๆ กว่า 70% จะถูกนำไปใช้กับช่องทางดิจิทัล อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของคนยุคใหม่โดยเฉพาะในฝั่งเอเชียที่เวลาแข่งขันจะตรงกับช่วงเช้าที่ต้องออกไปทำงาน 
 
คนดูจะเน้นรับชมผ่าน Social Media ทำให้แบรนด์สินค้าหันมาซื้อโฆษณาในแพลตฟอร์มเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของคนส่วนใหญ่ซึ่งมีโอกาสเห็นโฆษณามากกว่าทางโทรทัศน์

3. แพลตฟอร์เดลิเวอรี่ คาดว่าจะมียอดผู้ใช้บริการมากขึ้น 20-25% เพื่อตอบโจทย์การดูบอลทำให้ไม่มีเวลาหาซื้ออาหารรับประทาน หรือไม่ต้องการเสียเวลาในการออกไปหาซื้ออาหารทานเพื่อจะได้มีเวลาดูบอลในตอนเช้าได้มากขึ้น 
 

ภาพจาก https://app.envato.com
 
ทั้งนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจระบุอีกว่าในช่วงอีเวนต์กีฬาใหญ่ๆ ยอดสั่งอาหารล่วงหน้า หรือการสั่งในช่วง พักครึ่งเวลา จะพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 3 เท่า เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารจะมาส่งถึงที่ทันเวลาทานพอดี
 
4.ร้านสะดวกซื้อ มีข้อมูลระบุว่ามคนไทยนิยมบริโภคอาหารพร้อมทานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแช่เย็น ที่โตเฉลี่ยปีละ 9% สำหรับคนดูบอลตอนเช้า(ไม่ว่าจะถ่ายทอดสดหรือหาดูเอง) ย่อมต้องเลือกใช้บริการร้านสะดวกซื้อมากขึ้น 
 
คาดว่าสินค้าที่จะขายดีเช่นแซนด์วิช , โจ๊กคัพ , ขนมปัง , เครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งคาดว่าทางร้านสะดวกซื้อเองก็คงไม่ปล่อยโอกาสทองนี้ไปและจะมีการจัดโปรโมชันเพื่อเพิ่มยอดขายต่อบิลให้มากขึ้นด้วย
 
5.ร้านอาหารเช้า / คาเฟ่ ในมุมของพวกผับบาร์ หรือร้านที่เปิดกลางคืนบอลโลกปีนี้อาจไม่มีผลด้านยอดขายมากนักแต่ประโยชน์จะไปอยู่ที่ร้านอาหารยามเช้า เช่น ร้านโจ๊ก, ข้าวต้ม, น้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋ 
 
รวมถึงร้านต้มเลือดหมู ที่อาจจะดูบอลจบช่วง 7-8 โมงเช้า (ไม่ว่าจะช่องทางไหนก็ตาม) แล้วต้องการหาอะไรทานก่อนเข้างาน โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายได้ราวๆ 15-20% รวมถึงบรรดาร้านคาเฟ่ต่างๆ ก็อาจได้อานิสงฆ์จากการสั่งเครื่องดื่มเพิ่มมากขึ้นด้วย
 
แต่ถ้าสุดท้ายพลิกล็อคมีการถ่ายทอดสดบอลโลกได้จริง การที่ภาคเอกชนอาจเข้ามาร่วมจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพื่อให้คนไทยได้ดูบอลโลก อาจไม่ได้หวังเรื่องกำไรในทันที สิ่งที่จะตามมาในเชิงธุรกิจคือ แต้มต่อ ที่เอกชนเหล่านั้นจะได้ในอนาคต กลายเป็นความสัมพันธ์อันดีในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นมูลค่าทางอ้อมที่มหาศาลกว่าค่าสปอนเซอร์บอลโลกหลายเท่า
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
อวสานเด็กจบใหม่! คนใหม่ไม่รับ คนออกไม่เพิ่ม
389
อวสานร้านขายของฝาก ของล้น คนซื้อหาย คนขายพัง
388
Hidden Margin ที่ซ่อนอยู่ในสตรีทฟู้ด ขายได้กำไรม..
383
กาแฟ เต็มเชียงใหม่! ทุก 160 เมตร เจอ 1 ร้าน
381
อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม ลงทุนสูง ลูกค้าไม่ซ้ำ คนทำ..
378
ศึกค้าปลีกอเมริกา Trader Joe’s ผงาดเบอร์ 1 ซูเปอ..
375
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด