บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
261
3 นาที
10 กรกฎาคม 2569
อวสานสินค้าแบรนด์เนม ยอดขายดิ่ง 2.28 แสนล้านบาท สินค้าหรู! ดูดี! แต่ไม่ซื้อ
 

ในยุคสมัยหนึ่งสินค้าแบรนด์เนมมีสถานะที่กำหนดสถานะทางสังคมอย่างชัดเจน ยิ่งในยุคที่โซเชี่ยลยังไม่เฟื่องฟูถ้าเห็นใครสักคนใช้ของแบรนด์เนมเหมือนกับประกาศให้รู้ว่าคนนี้มีฐานะทางการเงินมากแค่ไหน การมีสินค้าแบรนด์เนมยังช่วยทำให้สายตาคนรอบข้างมองดูเราในฐานะคนที่เหนือระดับ ย้อนไปดูสินค้าแบรนด์เนมในยุคนั้นจะเน้นการดีไซน์สินค้าให้มีโลโก้ขนาดใหญ่ เช่น ลาย Monogram ของ Louis Vuitton, ลาย Double G ของ Gucci หรือลายตารางของ Burberry ใครก็ตามที่มีแบรนด์เนมลวดลายเหล่านี้จะได้การยอมรับในสังคมมาก
 
ตลาดสินค้าแบรนด์เนมยุคที่เฟื่องฟูในไทย
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ช่วงปี 2530 -2540 ก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยโตแรง สินค้าแบรนด์เนมคือสินค้าระดับบน มีการเปิด Shop ในโรงแรมหรูหรืออยู่ตามห้างสรรพสินค้าระดับพรีเมี่ยม เกิดคำศัพท์ที่รู้จักกันแพร่หลายอย่างคำว่า “ส้มแบก” หรือการที่เหล่าไฮโซเดินหิ้วกระเป๋า Hermès สีส้ม เดินในงานสังคมต่างๆ เป็นหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ว่าคนที่ใช้ Hermès มีเงินเยอะมากแค่ไหนเนื่อง Hermès ในช่วงเวลานั้นเป็นสินค้าหายากและราคาแพงมาก
 
มาถึงในช่วงปี 2548 – 2560 จากการเปิดตัวของห้างสยามพารากอนและต่อด้วย Central Embassy ได้เปลี่ยนโฉมวงการแบรนด์เนมในไทยสิ้นเชิง บรรดา Shop แบรนด์เนมย้ายมาอยู่ในห้างใจกลางเมือง กระตุ้นให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในชนชั้นกลางระดับบนและคนที่มีเงินเดือนสูงๆ เกิดเป็นภาพของวัยรุ่นหรือคนทำงานประจำที่เก็บเงินเดือน หรือใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อ Louis Vuitton Speedy, Neverfull หรือแบรนด์รองลงมาอย่าง Longchamp และ Coach เพียงเพื่อต้องการให้สินค้าแบรนด์เนมมาช่วยยกระดับภาพลักษณ์ในการทำงาน ให้ดูเป็นคนมีรสนิยมและมีฐานะมั่นคง
 
ในปี 2561 – 2566 เป็นยุคที่อินฟลูเอนเซอร์ ดารา และยูทูบเบอร์ พากันทำคอนเทนต์ เกี่ยวกับกระเป๋าแบรนด์เนม หรือ "Unboxing กล่องส้ม/กล่องชาแนล" จนเกิดค่านิยมว่า เด็กวัยรุ่นยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จจากการขายของออนไลน์หรือทำธุรกิจส่วนตัว ต้อง มีกระเป๋าแบรนด์เนมและรถหรูขับเพื่อเป็นโปรไฟล์ที่สวยหรู รวมถึงเกิดกระแสการซื้อเพื่อการลงทุนและเก็งกำไร มีการจัดตั้งกลุ่มซื้อขาย-ส่งต่อแบรนด์เนมใน Facebook เกิดอาชีพ "รับหิ้ว" และ "ร้านสปาประเป๋า" เป็นจำนวนมาก
 
สัญญาณ “ไม่เฟื่องฟู” ของสินค้าแบรนด์เนมทั่วโลก
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ตลาด Luxury ในไทยเติบโตในระดับแสนล้านบาทต่อเนื่องมาถึงปี 2566 แต่เริ่มส่งสัญญาณไม่เฟื่องฟูในช่วงปี 2567 เป็นต้นมา ปัจจัยก็มาจากหลายเหตุผลได้แก่

1.กำลังซื้อที่หดตัวอย่างรุนแรง จากปัญหาหนี้ครัวเรือน และรายได้ที่ไม่พอกับรายจ่าย สินค้าแบรนด์เนมที่ราคาสูง ใบละ 80,000 - 150,000 บาท อย่าง Celine, Dior, Chanel กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่คนตัดทิ้งเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในส่วนอื่น

2.นักท่องเที่ยวที่ลดน้อยลง โดยเฉพาะบรรดานักท่องเที่ยวที่เงินทุนหนา ไม่ได้มาเดินช้อปปิ้งในไทยเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เปลี่ยนพฤติกรรมไปเน้นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือหันไปช้อปปิ้งที่ประเทศอื่น ส่งผลให้ยอดขายหน้าร้านแบรนด์เนมในไทย ลดลงอย่างมาก โดยในปี 2568 ตลาด Luxury ในไทยมีมูลค่าประมาณ 1.8 แสนล้านบาท 
 
3.เทรนด์กระแสสินค้าแบรนด์เนมมือ 2 โตสวนทางกับแบรนด์เนมมือหนึ่ง โดยตลาดแบรนด์เนมมือ 2 มีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท เพราะคนส่วนใหญ่เริ่มเอากระเป๋าแบรนด์เนมที่เคยซื้อ ออกมาขายเพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงิน และผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็หันไปซื้อของมือสองที่ราคาถูกกว่า
 
สอดคล้องกับรายงานจาก Bain & Company ที่ระบุว่าตลาดสินค้าหรูกำลังเผชิญกับการหดตัวรุนแรงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และผู้บริโภคกลุ่มชนชั้นกลางที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง ยอดขายรวมในตลาดปี 2024 ประมาณ 3.64 แสนล้านยูโร แต่ในปี 2025 ลดลงมาอยู่ที่ 3.58 แสนล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วนที่ลดลงประมาณ 2% จำนวนเงินที่หายไปคิดเป็นเงินไทยกว่า 2.28 แสนล้านบาท

ถ้าดูบริษัทที่เป็นดัชนี้ชี้วัดได้ชัดเจนอย่าง LVMH (เจ้าของแบรนด์ Louis Vuitton, Dior, Celine, Fendi, Tiffany & Co.) มีรายได้รวมในปี 2024 ที่ 84,683 ล้านยูโร รายได้รวมในปี 2025 ลดลงเหลือ 80,807 ล้านยูโร ลดลงประมาณ 5% และยอดขายที่หายไปของ LVMH แบรนด์เดียว คิดเป็นเงินไทยสูงถึงประมาณ 1.47 แสนล้านบาท

โดยกลุ่มสินค้าที่ลดลงหนักที่สุดคือหมวดแฟชั่นและเครื่องหนัง เช่น กระเป๋าถือ ยอดขายลดลงไปถึง 8% ในปี 2025 และในไตรมาสแรกของปี 2026 ก็ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องอีกราว 6% เป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการซื้อสินค้า
 
ปัจจัยที่ทำให้คน “เลิกสนใจ” แบรนด์เนมเพิ่มมากขึ้น
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ถ้าไม่นับรวมเรื่องกำลังซื้อที่หดตัวรุนแรงจากภาวะทางเศรษฐกิจ สินค้าแบรนด์เนมที่ตอนนี้เข้าสู่ยุคต้องปรับตัวมากๆ อันเนื่องจากหลายปัจจัยเกี่ยวข้องได้แก่
 
1.หมดยุคแนวคิด สินค้าแบรนด์เนม = สินทรัพย์ที่ปลอดภัย ในอดีตคนมักเปรียบเทียบว่าการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมบางรุ่น เช่น Hermès Birkin หรือ Chanel Classic Flap ให้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในทองคำหรือตลาดหุ้น แต่ในปัจจุบันแนวคิดนี้เปลี่ยนไปสิ้นเชิง นักลงทุนที่หวังจะซื้อมาเพื่อเก็งกำไรหรือขายต่อโดยไม่ขาดทุน เริ่มเข้าใจว่าสินค้าเหล่านี้ไม่ได้ปล่อยง่ายและได้ราคาดีเหมือนเดิมอีกต่อไป
 
2.ผู้บริโภครู้ต้นทุนที่แท้จริงของสินค้า ในยุคที่ข้อมูลเข้าถึงง่าย ผู้บริโภคมองความจริงว่า กระเป๋าแบรนด์เนมมี ต้นทุนการผลิตที่แท้จริง (Material & Labor) อยู่ที่ประมาณ 20% เท่านั้น ส่วนอีก 80% คือค่าการตลาด ค่าโฆษณา ค่าเช่าที่ในทำเลทอง และ ค่ารักษาชื่อเสียงของแบรนด์ ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) สูงมาก ทำให้ผู้ซื้อยุคใหม่เริ่มรู้สึกว่าราคาที่จ่ายไปเริ่มไม่สมเหตุสมผล
 
3.การขึ้นราคาสินค้าของแบรนด์เนมที่หวังคัดกรองลูกค้า ในช่วงปี 2020-2024 สินค้าแบรนด์เนมใช้กลยุทธ์ปรับขึ้นราคาสินค้าปีละหลายครั้ง โดยอ้างเรื่องเงินเฟ้อและต้นทุนวัตถุดิบ แต่ในความเป็นจริงคือพยายาม คัดกรองลูกค้า และดันตัวเองให้ไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น (Hyper-Luxury) ทำให้กลุ่มคนชั้นกลางค่อนไปทางบน หรือมนุษย์เงินเดือนระดับสูงที่เคยเป็นฐานลูกค้าขนาดใหญ่ต้องหลุดจากการเป็นลูกค้าในที่สุด
 
4.กระแสวินเทจที่เริ่มมาแรงกว่า จากข้อมูลล่าสุดในปี 2026 ตามรายงานของ Bain & Company และสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Barclays ระบุว่าตลาดสินค้ามือสองเติบโตเร็วกว่าตลาดค้าปลีกสินค้าใหม่ถึง 3 เท่า และผู้บริโภคกว่า 46% มักจะเข้าไปเช็กราคาสินค้าวินเทจก่อนตัดสินใจซื้อของมือหนึ่งเสมอ


ภาพจาก https://app.envato.com

ยกตัวอย่างง่ายๆ แทนที่ลูกค้าจะจ่ายเงิน 4,500 - 6,500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 160,000 - 230,000 บาท เพื่อซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมคอลเลกชันใหม่ล่าสุด การหันมาเลือกซื้อกระเป๋าวินเทจยุคปี 90s - 2000s สภาพดีได้ในราคาเพียง 800 - 1,500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 28,000 - 53,000 บาท ก็ได้เป็นเจ้าของแบรนด์หรูระดับโลกเหมือนกัน แต่จ่ายน้อยลงกว่า 60-70%
 
5. ค่านิยมของ Gen Z เลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง การซื้อสินค้าแบรนด์เนมในอดีตมีเพื่อโชว์สถานะทางสังคม แต่ตอนนี้ Gen Z มีผลต่อยอดขายมากอย่างในช่วงปี 2023 – 2025 ฐานลูกค้าในกลุ่ม Gen Z ทั่วโลกหายไปมากกว่า 20 ล้านคน เพราะมองว่าพวกแบรนด์เนมไม่ใช่สินค้าที่สะท้อนตัวตนแถมยังราคาแพงเกินไป

สินค้าใดก็ตามที่ดูไม่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายจะกลายเป็นสินค้าที่ถูกมองข้ามทันที ในขณะเดียวกันหากแบรนด์ใดก็ตามสามารถสร้างความผูกพันทางอารมณ์และสะท้อนตัวตนของลูกค้ากลุ่มนี้ได้ คน Gen Z ก็พร้อมที่จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ซัพพอร์ตแบรนด์นั้นๆได้เช่นกัน
 
มองในอีกด้านหนึ่งสินค้าแบรนด์เนมก็มีวัฏจักรทางธุรกิจที่ยุคหนึ่งเคยเฟื่องฟู มาถึงยุคหนึ่งที่ต้องเงียบเหงา แต่คงไม่ถึงขั้นกับอวสานที่แปลว่าหายไป แต่เป็นการอวสานจากยุคที่เคยเฟื่องฟู

สู่ยุคที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้อยู่รอดเหมือนที่หลายแบรนด์พยายามเปลี่ยนตัวนักออกแบบ เพื่อพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัย สอดคล้อง ตอบโจทย์กับความต้องการลูกค้า หรือบางแบรนด์ก็เน้นใช้กลยุทธ์ Shrinkflation ปรับขนาดสินค้าให้เล็กลง เพื่อให้สินค้ายังคงสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และยังช่วยลดปริมาณต้นทุนในการผลิตที่มีผลต่อการตั้งราคาจำหน่ายที่เข้าถึงลูกค้าในแง่จิตวิทยาได้มากขึ้น
 
อ้างอิง 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
415
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
394
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
392
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
385
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
357
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
336
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด