บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
264
5 นาที
9 กรกฎาคม 2569
ร้านกาแฟโตเร็วสุด แฟรนไชส์ 7 Brew Drive-Thru อย่างเดียว ยอดขาย 4 หมื่นล้านบาท
 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การแข่งขันของธุรกิจร้านกาแฟทั่วโลก ดูเหมือนว่าจะเดินไปในทิศทางเดียวกันหมด นั่นคือแข่งขันกันด้วยการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า ตั้งแต่การออกแบบร้านให้สวยงามน่านั่ง มีมุมทำงาน มีปลั๊กไฟ มีอินเทอร์เน็ต ไปจนถึงการสร้างบรรยากาศให้ร้านกลายเป็นพื้นที่ที่สาม นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน
 
แต่ท่ามกลางการแข่งขันเช่นนั้น กลับมีร้านกาแฟแบรนด์หนึ่งเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม ร้านของพวกเขาไม่มีโต๊ะให้นั่ง ไม่มีโซฟา ไม่มี Wi-Fi และแทบไม่มีพื้นที่ให้ลูกค้าใช้เวลาภายในร้านด้วยซ้ำ ลูกค้าเพียงขับรถเข้ามา สั่งเครื่องดื่ม รับกาแฟ แล้วขับออกไป ใช้เวลาเฉลี่ยไม่ถึง 9 นาทีต่อการซื้อหนึ่งครั้ง ขณะที่ตัวร้านมีขนาดเล็กและออกแบบมาเพื่อรองรับการซื้อกลับเป็นหลัก
 
สิ่งที่น่าสนใจคือ โมเดลธุรกิจที่ดูเรียบง่ายกลับสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี สามารถขยายสาขาจากร้านแรกในรัฐอาร์คันซอเมื่อปี 2017 สู่กว่า 700 สาขาใน 38 รัฐ พร้อมสาขาใหม่อีกหลายร้อยแห่งที่กำลังก่อสร้าง และสามารถผลักดันยอดขายจาก 502 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ขึ้นมาเกือบ 1.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 หรือราว 39,000 ล้านบาท
 
เรื่องราวนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของร้านกาแฟน้องใหม่ แต่สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับบรรยากาศของร้านมาเป็นการมองหา “ความสะดวก ความรวดเร็ว และความคุ้มค่า” มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นและผู้คนระมัดระวังการใช้จ่าย
 
นี่คือเรื่องราวของ 7 Brew เชนร้านกาแฟที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เติบโตเร็วที่สุดในสหรัฐฯ และอาจเป็นตัวอย่างสำคัญว่าการชนะในตลาดวันนี้ ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเหมือนคู่แข่ง หากแต่ต้องเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไรจริงๆ มากกว่าเดิม

จากร้านเล็กในรัฐอาร์คันซอ สู่เชนร้านกาแฟดาวรุ่งของอเมริกา
 

หากย้อนกลับไปในปี 2017 คงมีคนไม่มากนักที่รู้จักชื่อ 7 Brew ร้านกาแฟเล็กๆ ซึ่งเปิดสาขาแรกในเมืองโรเจอร์ส (Rogers) รัฐอาร์คันซอ โดยมีแนวคิดเรียบง่าย คือการขายกาแฟคุณภาพดีผ่านร้านขนาดเล็กที่ให้บริการรวดเร็ว
 
ชื่อ 7 Brew มาจากเมนูเครื่องดื่มเพียง 7 รายการแรกๆ ของร้าน แต่เมื่อธุรกิจเติบโต เมนูก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนปัจจุบันลูกค้าสามารถเลือกผสมเครื่องดื่มได้มากกว่า 20,000 รูปแบบ
 
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังบริษัทเริ่มขยายธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ และได้รับเงินลงทุนเพื่อการเติบโตจากบริษัทลงทุนระดับโลกอย่าง Blackstone ในปี 2024 ส่งผลให้การขยายสาขาเป็นไปอย่างก้าวกระโดด
 
ภายในเวลาไม่ถึงสิบปี 7 Brew มีสาขามากกว่า 700 แห่ง ครอบคลุม 38 รัฐของสหรัฐฯ และยังมีอีกกว่า 340 สาขาที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้แบรนด์มีโอกาสทะลุ 1,000 สาขาในเวลาอันใกล้
 
ในปี 2024 บริษัททำยอดขายได้ประมาณ 502 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 1.2 พันล้านดอลลาร์ในปีถัดมา หรือคิดเป็นการเติบโตมากกว่าสองเท่าภายในเวลาเพียงปีเดียว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับแบรนด์ที่มีอายุเพียงไม่ถึงสิบปี

สิ่งที่ 7 Brew เลือกไม่ทำ
 

หากมองเผินๆ หลายคนอาจคิดว่าความสำเร็จของ 7 Brew มาจากการเปิดร้านจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่สิ่งที่บริษัททำ หากเป็น "สิ่งที่บริษัทตั้งใจไม่ทำ"
 
7 Brew ไม่แข่งขันกับ Starbucks หรือ Dunkin' ในพื้นที่ทำเลทอง
 
ลูกค้าจะไม่ค่อยพบร้านของแบรนด์นี้ในสนามบิน ห้างสรรพสินค้า ย่านธุรกิจใจกลางเมือง หรือมุมถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะพื้นที่เหล่านั้นมีต้นทุนสูงและเต็มไปด้วยคู่แข่งรายใหญ่ ในทางกลับกันบริษัทเลือกขยายเข้าสู่เมืองรอง ชานเมือง และพื้นที่ที่ยังมีร้านกาแฟไม่มาก หรือบางแห่งแทบไม่มีเชนกาแฟขนาดใหญ่เข้าไปให้บริการ
 
กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ 7 Brew สามารถเข้าไปเป็นร้านกาแฟประจำย่านได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาหรือแย่งลูกค้ากับแบรนด์ใหญ่โดยตรง อีกมุมหนึ่งการเลือกทำเลในพื้นที่ที่ยังมีคู่แข่งน้อย ยังช่วยให้ต้นทุนค่าเช่าที่ดินต่ำกว่า และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการสร้างช่อง Drive-thru ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลธุรกิจ
 
กล่าวอีกนัยหนึ่ง 7 Brew ไม่ได้พยายามชนะในสนามของคู่แข่ง แต่เลือกสร้างสนามแข่งขันของตัวเอง
 
ไม่มีโต๊ะให้นั่ง นั่นคือโมเดลธุรกิจ
 

ในขณะที่ร้านกาแฟจำนวนมากลงทุนกับการตกแต่งร้าน เฟอร์นิเจอร์ และพื้นที่สำหรับนั่งทำงาน แต่ 7 Brew กลับตัดองค์ประกอบเหล่านั้นออกแทบทั้งหมด ร้านส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นอาคารขนาดเล็กที่มีเพียงช่อง Drive-thru และจุดรับออเดอร์สำหรับลูกค้าที่เดินมาสั่ง ไม่มีพื้นที่นั่งรับประทานภายในร้าน และแทบไม่มีพื้นที่ที่ไม่ได้สร้างรายได้
 
แนวคิดนี้ทำให้ต้นทุนดำเนินงานลดลงในหลายด้าน ร้านใช้พื้นที่น้อยจึงเสียค่าเช่าน้อยกว่า ไม่ต้องลงทุนกับการตกแต่งหรือบำรุงรักษาพื้นที่นั่ง ใช้พนักงานน้อยกว่าร้านกาแฟขนาดใหญ่ สามารถก่อสร้างร้านใหม่ได้รวดเร็ว และใช้เงินลงทุนต่อสาขาต่ำกว่า ผลที่ตามมาคือ บริษัทสามารถเปิดสาขาได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น และคืนทุนได้เร็วกว่าโมเดลร้านกาแฟแบบดั้งเดิม
 
โมเดลนี้ยังตอบโจทย์วิถีชีวิตของลูกค้าที่เดินทางด้วยรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานหรือครอบครัวที่รับส่งบุตรหลาน โดยข้อมูลจาก Placer.ai ระบุว่า ลูกค้าใช้เวลาเฉลี่ยที่ 7 Brew เพียง 8.7 นาทีต่อครั้ง เร็วกว่า Dutch Bros ที่ใช้ประมาณ 10 นาที และ Starbucks ที่เฉลี่ยเกือบ 14 นาที สำหรับ 7 Brew "ความเร็ว" จึงไม่ใช่เพียงการบริการที่ดี แต่เป็นสินค้าที่บริษัทขายให้กับลูกค้า
 
ถูกกว่า แต่ไม่ได้ขายสินค้าราคาถูก
 

แม้ราคาจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ลูกค้าเลือก 7 Brew แต่บริษัทไม่ได้แข่งขันด้วยการเป็นร้านกาแฟราคาถูกที่สุด จุดแข็งอยู่ที่การทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า "จ่ายเท่าเดิม แต่ได้มากกว่า" ตัวอย่างเช่น เครื่องดื่มขนาดประมาณ 24 ออนซ์ของ 7 Brew มีราคาเฉลี่ยราว 5.15 ดอลลาร์ ขณะที่ Starbucks จำหน่ายในราคาประมาณ 6.55 ดอลลาร์ และ Dunkin' อยู่ที่ประมาณ 5.49 ดอลลาร์
 
ความแตกต่างไม่ได้อยู่เพียงตัวเลขบนป้ายราคา แต่รวมถึงสิ่งที่ลูกค้าได้รับโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ลูกค้าสามารถเพิ่มไซรัป เปลี่ยนนม เพิ่มวิปครีม หรือราดซอสเพิ่มเติมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในหลายรายการ แตกต่างจากร้านกาแฟหลายแบรนด์ที่คิดค่าปรับแต่งเมนูเกือบทุกขั้นตอน
 
นอกจากนี้ จากเครื่องดื่มเพียง 7 เมนูในวันแรก ปัจจุบัน 7 Brew มีสูตรผสมเครื่องดื่มมากกว่า 20,000 รูปแบบ ทำให้ลูกค้าสามารถออกแบบเครื่องดื่มในแบบของตนเองได้อย่างอิสระ ทั้งหมดนี้ทำให้ลูกค้าไม่ได้รู้สึกว่ากำลังซื้อ "กาแฟราคาถูก" แต่กำลังได้รับความคุ้มค่ามากกว่าราคาที่จ่าย (Value for Money) 
 
ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ความรู้สึกว่าตนเองยังสามารถให้รางวัลเล็กๆ กับตัวเองได้ในราคาเพียงประมาณ 5 ดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ 7 Brew สร้างฐานลูกค้าประจำได้อย่างรวดเร็ว แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
 
จาก 7 เมนู สู่ 20,000 สูตร เมื่อการออกแบบเครื่องดื่มเอง คือประสบการณ์ที่ลูกค้าต้องการ
 

 
ชื่อ 7 Brew มีที่มาจากเครื่องดื่มเพียง 7 เมนูที่วางจำหน่ายในช่วงเปิดร้านแห่งแรกเมื่อปี 2017 แต่เมื่อธุรกิจเติบโต สิ่งที่ขยายตัวไม่ได้มีเพียงจำนวนสาขา หากรวมถึงตัวเลือกเมนูของลูกค้าด้วย
 
ปัจจุบัน 7 Brew ระบุว่าลูกค้าสามารถสร้างเครื่องดื่มได้มากกว่า 20,000 รูปแบบ จากการผสมผสานกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง โซดา ชา สมูทตี น้ำมะนาว รวมถึงไซรัปและท็อปปิงหลากหลายชนิด ความน่าสนใจ คือ บริษัทไม่ได้มองเมนูเป็นเพียงรายการสินค้า แต่ทำให้เมนูกลายเป็นพื้นที่ให้ลูกค้าออกแบบเครื่องดื่มของตัวเอง
 
ลูกค้าสามารถเลือกเปลี่ยนชนิดนม เพิ่มไซรัป เติมซอส หรือวิปครีมได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในหลายรายการ ส่งผลให้การสั่งเครื่องดื่มแต่ละครั้งแตกต่างกันได้ตามความชอบของแต่ละคน
 
โมเดลลักษณะนี้ช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) เพราะลูกค้าไม่ได้เพียงเลือกเมนูจากรายการ แต่กำลังสร้าง "สูตรประจำของตัวเอง" ในทางการตลาด การปรับแต่งสินค้าได้อย่างอิสระยังช่วยเพิ่มโอกาสในการกลับมาซื้อซ้ำ เพราะลูกค้ารู้สึกว่าร้านสามารถตอบโจทย์รสนิยมเฉพาะตัว มากกว่าการขายเมนูมาตรฐานแบบเดียวกันให้ทุกคน

สิ่งที่ 7 Brew ขาย ไม่ใช่กาแฟ แต่คือ "เวลา"
 

แม้ธุรกิจของ 7 Brew จะอยู่ในอุตสาหกรรมกาแฟ แต่หากมองในมุมของผู้บริโภค สิ่งที่บริษัทขายอาจไม่ใช่เครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ลูกค้าซื้อคือ "เวลา" ซึ่งร้านของ 7 Brew ถูกออกแบบให้รองรับการซื้อแบบ Drive-thru และ Walk-up เป็นหลัก ทุกขั้นตอนตั้งแต่การรับออร์เดอร์ การชำระเงิน ไปจนถึงการส่งมอบเครื่องดื่ม ถูกออกแบบให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด
 
ข้อมูลจาก Placer.ai ระบุว่า ในไตรมาสที่สามของปี 2025 ลูกค้าใช้เวลาเฉลี่ยที่ร้าน 7 Brew เพียง 8.7 นาที ต่อครั้ง ขณะที่ Dutch Bros ใช้เวลาประมาณ 10 นาที และ Starbucks ใช้เวลาถึง 13.8 นาที
 
แม้ตัวเลขอาจต่างกันเพียงไม่กี่นาที แต่สำหรับผู้บริโภคที่ต้องเดินทางไปทำงาน รับส่งบุตรหลาน หรือมีเวลาจำกัด ความแตกต่างเพียง 4-5 นาทีในทุกเช้าอาจมีความหมายไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าหลายคนจึงไม่ได้เลือกร้านเพราะรสชาติกาแฟเพียงอย่างเดียว หากแต่เลือกเพราะสามารถซื้อกาแฟได้โดยแทบไม่กระทบกับกิจวัตรประจำวัน 
 
ในยุคที่ "เวลา" กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากขึ้น ความรวดเร็วจึงกลายเป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่ 7 Brew นำเสนอ Loyalty Program ที่เรียบง่าย กับแนวคิด Affordable Luxury
 
นอกจากราคาและความสะดวกแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสร้างฐานลูกค้าประจำคือระบบสะสมแต้มของ 7 Brew แม้จะไม่ได้มีลูกเล่นซับซ้อนเหมือนหลายแบรนด์ แต่จุดเด่นคือความเรียบง่าย ลูกค้าสามารถเข้าใจวิธีสะสมคะแนนได้ทันที และแลกเครื่องดื่มฟรีได้ไม่ยาก ทำให้เห็นผลตอบแทนจากการกลับมาซื้อซ้ำอย่างเป็นรูปธรรม
 
สำหรับธุรกิจร้านกาแฟ ความถี่ในการกลับมาใช้บริการมีความสำคัญมากกว่ากำไรจากการขายเพียงครั้งเดียว ดังนั้น Loyalty Program จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างพฤติกรรมการซื้อซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในอีกด้านหนึ่งนักวิชาการด้านการตลาดมองว่า ความสำเร็จของร้านกาแฟยังเชื่อมโยงกับแนวคิด Affordable Luxury หรือ "ความสุขเล็กๆ ที่ยังพอจ่ายไหว"
 
ทำไม 7 Brew ถึงเติบโตได้รวดเร็ว
 

แม้โมเดลธุรกิจจะตอบโจทย์ผู้บริโภค แต่การเติบโตจากร้านเดียวสู่หลายร้อยสาขาในเวลาไม่ถึงสิบปี คงไม่เกิดขึ้นหากขาดปัจจัยสนับสนุนสำคัญ

ปัจจัยแรก คือ เงินทุน
 
ในปี 2024 บริษัทลงทุนระดับโลก Blackstone เข้าลงทุนเพื่อสนับสนุนการเติบโตของ 7 Brew เงินทุนดังกล่าวช่วยให้บริษัทเร่งขยายสาขา พัฒนาระบบสนับสนุนแฟรนไชส์ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับเชนกาแฟรายใหญ่

ปัจจัยที่สอง คือ ระบบแฟรนไชส์
 
แทนที่จะลงทุนเปิดร้านเองทั้งหมด 7 Brew เลือกใช้โมเดลแฟรนไชส์เพื่อเร่งการขยายธุรกิจ นอกจากนี้ Franchise Equity Partners ยังเข้าซื้อกิจการแฟรนไชส์รายใหญ่อันดับต้นๆ ของแบรนด์ พร้อมแผนเปิดร้านใหม่อีกกว่า 200 แห่ง ทำให้การขยายสาขาเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนก็มองว่า การเติบโตผ่านแฟรนไชส์อย่างรวดเร็วอาจทำให้การควบคุมคุณภาพสินค้าและมาตรฐานการบริการทำได้ยากขึ้นในระยะยาว

ปัจจัยสุดท้าย คือ พลังของโซเชียลมีเดีย
 
7 Brew แทบไม่ต้องพึ่งการโฆษณาแบบดั้งเดิมมากนัก เพราะลูกค้าและครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram และ YouTube กลายเป็นผู้ช่วยประชาสัมพันธ์แบรนด์โดยอัตโนมัติ
 
รีวิวเมนูลับ สูตรผสมเครื่องดื่มใหม่ การชิมเมนูตามคำแนะนำของลูกค้า รวมถึงกิจกรรมเปิดสาขาใหม่ที่แจกเครื่องดื่มและเสื้อยืดฟรี ล้วนช่วยสร้างกระแสพูดถึงบนโลกออนไลน์ เมื่อผู้บริโภคเห็นคอนเทนต์เหล่านี้ซ้ำๆ ก็เกิดความอยากทดลองด้วยตัวเอง ส่งผลให้การเปิดสาขาใหม่ในหลายพื้นที่ได้รับความสนใจตั้งแต่วันแรก
 
เมื่อ Starbucks เลือกกลับไปสู่รากฐานของร้านกาแฟ
 
การเติบโตของ 7 Brew ไม่ได้ทำให้คู่แข่งรายใหญ่ยืนอยู่เฉยๆ หลังจากยอดขายชะลอตัวต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Starbucks ได้ประกาศปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยหันกลับไปเน้นสิ่งที่เคยเป็นจุดแข็งของแบรนด์ นั่นคือการสร้างประสบการณ์ของร้านกาแฟ หรือ Coffeehouse Experience แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงความรวดเร็วในการให้บริการ Starbucks พยายามดึงลูกค้ากลับเข้ามาใช้เวลาในร้าน ผ่านการปรับบรรยากาศ การบริการ และการย้ำบทบาทของร้านกาแฟในฐานะ "พื้นที่ที่สาม"
 
แนวทางดังกล่าวเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก เมื่อยอดขายของสาขาเดิมในสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ในไตรมาสที่สองของปี 2026 ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ตลาดร้านกาแฟไม่ได้กำลังมุ่งไปในทิศทางเดียว แต่กำลังแบ่งออกเป็นสองกลุ่มที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคคนละรูปแบบ
 
กลุ่มแรก คือร้านที่แข่งขันด้วย "ความสะดวก" เน้นความรวดเร็ว ราคาเข้าถึงได้ และการซื้อกลับเป็นหลัก ซึ่งเป็นสนามของ 7 Brew, Dutch Bros และเชนเครื่องดื่มแบบ Drive-thru
 
อีกกลุ่ม คือร้านที่แข่งขันด้วยประสบการณ์ มอบบรรยากาศสำหรับการนั่งทำงาน พบปะผู้คน หรือพักผ่อน ซึ่งยังเป็นจุดแข็งสำคัญของ Starbucks และร้านกาแฟแบบดั้งเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งสองโมเดลอาจไม่ได้แย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกันทั้งหมด หากแต่กำลังตอบโจทย์คนละช่วงเวลาในชีวิตของผู้บริโภค
 
บทสรุป
 

ภาพจาก www.facebook.com/7brewcoffee

เรื่องราวของ 7 Brew แสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จของธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการมีสินค้าที่ดีที่สุด หรือร้านที่สวยที่สุดเสมอไป แต่เกิดจากการเข้าใจว่า ผู้บริโภคกำลังให้คุณค่ากับอะไร
 
สำหรับลูกค้าจำนวนมาก กาแฟไม่ใช่เพียงเครื่องดื่ม หากเป็นรางวัลเล็กๆ ที่ช่วยเติมพลังระหว่างวัน เป็นความสุขที่ยังพอจ่ายไหวแม้เศรษฐกิจจะไม่สดใสนัก และเป็นสิ่งที่ต้องได้รับอย่างรวดเร็วโดยไม่รบกวนชีวิตประจำวัน
7 Brew จึงไม่ได้แข่งขันด้วยการสร้างร้านที่น่านั่งที่สุด แต่เลือกตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก แล้วทุ่มทรัพยากรไปกับสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นราคา เมนูที่ปรับแต่งได้ ความรวดเร็วในการบริการ และทำเลที่สะดวกสำหรับผู้ใช้รถยนต์
 
ในอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จของ Starbucks ก็สะท้อนว่า ยังมีผู้บริโภคอีกจำนวนไม่น้อยที่มองหาร้านกาแฟในฐานะพื้นที่สำหรับใช้เวลานานๆ ไม่ใช่เพียงจุดแวะซื้อเครื่องดื่ม นั่นหมายความว่า อนาคตของธุรกิจร้านกาแฟอาจไม่ได้มีผู้ชนะเพียงรายเดียว แต่เป็นการเติบโตของโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกัน เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค
 
 
แหล่งข้อมูล
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
411
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
393
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
389
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
382
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
357
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
336
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด