บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
265
3 นาที
7 กรกฎาคม 2569
ด้านมืดจิตวิทยา สินค้าแพง แย่งกันซื้อ ของต้องมี! หนี้ต้องแบก! แลกความสุข ⁉
 

คำว่า “เศรษฐกิจไม่ดี” เหมือนจะคุ้นหูและอยู่คู่คนไทยมานาน การตีความของแต่ละคนก็จะต่างกันไป ถามพ่อค้าแม่ค้าคำว่าดีคือตอนที่ขายของได้ง่าย มีลูกค้าซื้อเยอะๆ แต่ถ้าถามนักวิชาการ / นักการตลาดก็จะบอกว่า เศรษฐกิจดี = GDP โตสูง + หนี้ครัวเรือนต่ำ + การกระจายรายได้ทั่วถึง เป็นต้น
 
แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะย้อนแย้งในขณะที่คนส่วนใหญ่อาจมองว่าเศรษฐกิจไทยเข้าขั้นแย่ แต่พฤติกรรมการซื้อกลับแตกต่าง บอกว่าไม่มีเงิน แต่ทำไมเรายังเห็นภาพลูกค้าในห้างสรรพสินค้ายอมควักเงินซื้อกระเป๋าราคาแพง หรือสินค้าฟุ่มเฟือย / ของเล่นบางอย่าง ราคาแตะหลักพันหลักหมื่น แต่กลับมีคนมาต่อแถวแย่งกันซื้อ เหมือนแจกฟรี!
 
หรือร้านไหนที่จัดโปรโมชันลดราคาซื้อ 2 แถม 1 , ลดราคา 50% แต่รวมๆ แล้วบางทีราคาก็ยังแพง แต่กลับมีลูกค้าเบียดเสียดแย่งกันซื้อ ซึ่งถ้ามองในมุมนี้เราไม่ได้ใช้จ่ายด้วยการใช้เหตุผล แต่กลายเป็นว่ากำลังติดกับดักด้านมืดของจิตวิทยาที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดเงินจากลูกค้าให้มากที่สุด
 
พฤติกรรมการซื้ออดีต VS ปัจจุบัน


ภาพจาก https://app.envato.com

สมัยก่อนการซื้อสินค้าราคาแพงมักจำกัดอยู่ในกลุ่มคนที่มีฐานะแท้จริง เพื่อใช้แสดงสถานะทางสังคมเป็นหลัก แตกต่างจากในสมัยนี้ที่พฤติกรรมการซื้อถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์+ความรู้สึก โดยมีกระแสบนโลกออนไลน์คอยกระตุ้น ย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความจริงในเรื่องของรายได้คนไทยที่มีข้อมูลน่าสนใจคือ
  • รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยประมาณ 28,308 บาท/เดือนปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี สวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ที่ราว 22,420 บาทต่อเดือน ซึ่งส่วนใหญ่หมดไปกับสิ่งจำเป็นพื้นฐาน เช่น อาหาร 
  • การเดินทาง และที่อยู่อาศัย ทำให้เหลือเงินออมลดลงหรือไม่มีเลย
  • หนี้สินครัวเรือนไทยพุ่งสูงเฉลี่ย 7.4 แสนบาทต่อครัวเรือน สูงสุดในรอบหลายปี และส่วนใหญ่เจอปัญหารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย
ในมุมของธุรกิจเองที่รู้ลึกถึงพฤติกรรมผู้บริโภค จึงนำประโยชน์จากความรู้สึกเหล่านี้มาใช้ทำการตลาด เพราะผู้ประกอบการเองก็มีปัญหาที่ต้องเจอคู่แข่งมาก ต้นทุนเพิ่มสูง ทางไหนที่จะทำเพื่อให้ขายสินค้าและบริการได้ ก็จำเป็นต้องใช้ทุกช่องทางเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ
 
รวมจิตวิทยาด้านมืด! ทำให้คนยอมจ่าย แม้มีรายได้น้อย
 
ในปัจจุบันเราได้ยินคำว่า Overpriced บ่อยซึ่งคำนี้พูดถึงสินค้าที่มีราคาแพงมาก เป็นปรากฏการณ์อันเกิดจาก กลยุทธ์ที่เรียกว่า “Premium Pricing” หรือการตั้งราคาสินค้าหรือบริการ ให้มีราคาสูงกว่าแบรนด์อื่น ๆ ในตลาด เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความหรูหรา เหนือระดับ หรือมีความพิเศษมากกว่า 
 
สอดคล้องกับแนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่า The Marketing Placebo Effect คือการที่คนเรามักจะคิดว่า ของที่มีราคาสูงกว่า มักจะมีคุณภาพหรือรสชาติดีกว่า และยังมีอีกหลายจิตวิทยาที่นักการตลาดได้นำมาใช้อย่างได้ผล
 

ภาพจาก https://app.envato.com
 
1.กระแส Small Luxury หรือในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า The Lipstick Effect คือ พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยขนาดเล็กที่มีมีราคาค่อนข้างสูง แต่ยังอยู่ในระดับที่เงินในกระเป๋าจ่ายไหว อันเนื่องจากผู้บริโภครู้สึกว่าการใช้เงินในการซื้อทรัพย์สินขนาดใหญ่อย่างบ้าน รถ คอนโด เป็นสิ่งไกลเกินเอื้อม 
 
สมองจึงสั่งให้ลดขนาดความต้องการลงมาเป็นเหมือนรางวัลปลอบใจเพื่อชดเชยความเครียดในชีวิตประจำวัน สินค้าในกลุ่มนี้ก็เช่น น้ำหอม , เครื่องสำอาง , กาแฟพรีเมี่ยม , ร้านอาหารพรีเมี่ยม เป็นต้น
 
2. Fear of Missing Out (FOMO) หรือความกลัวที่จะตกกระแสในโซเชี่ยล เป็นจุดที่นักการตลาดหยิบมาสร้างเป็นจุดขายให้สินค้า เช่น Limited Edition (ผลิตสินค้าออกมาจำนวนจำกัด) , การใช้ประโยคที่เร่งให้ลูกค้าตัดสินใจ , หรือการสร้างกระแสผ่าน Influencers ให้คนจำนวนมากรีวิวสินค้าจนทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าหันไปทางไหนก็เจอ จนทนกระแสไม่ไหวและต้องยอมควักเงินจ่าย
 
3. The Law of Least Effort “กฎแห่งความพยายามน้อยที่สุด” คือหลักจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ที่อธิบายว่า "ถ้ามีหลายวิธีในการบรรลุเป้าหมายเดียวกัน มนุษย์เราจะเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด สะดวกที่สุดโดยอัตโนมัติ ถูกพัฒนามาใช้ในตลาดออนไลน์เช่นการวางระบบให้สามารถซื้อสินค้าได้ใน 1 คลิก ตัดขั้นตอนการกรอกข้อมูลต่าง ๆ ออกไป กดแค่ปุ่มเดียวของก็ส่งถึงบ้าน 
 
หรือการใช้ระบบโอนเงินผ่าน Mobile Banking / QR Code หรือแม้แต่แอปเดลิเวอรี่ก็ใช้ประโยชน์จากกฏข้อนี้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักยอมจ่ายค่าอาหารแพงขึ้นรวมถึงค่าส่ง ทั้งที่ร้านอยู่ไม่ไกลเพียงเพราะต้องการแลกกับความสะดวกของตัวเอง


ภาพจาก https://app.envato.com
 
4. Fear of Losing การกลัวที่จะสูญเสียบางอย่าง เป็นหลักทางจิตวิทยาที่ระบุว่า มนุษย์จะเจ็บปวดและเป็นทุกข์จากการต้องเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในทางการตลาดก็หมายถึงการเสียโอกาส กลัวเสียสิทธิ์ ถูกนำมาใช้ในด้านการตลาด
 
เช่น Starbucks มีโปรโมชัน Buy 1 Get 1 Free ที่ลูกค้ายอมซื้อทั้งที่บางทีไม่ได้ต้องการแต่เพียแค่รู้สึกว่าของมันต้องมี หรือกลยุทธ์ Flash Sale ของสินค้าต่างๆ ที่ลูกค้ามักจะรู้สึกว่าถ้าพลาดแคมเปญนี้ตัวเองจะไม่ได้ใช้สิทธิ์ เป็นต้น
 
5. Decoy Effect กับดักของราคาสินค้า คือจิตวิทยาที่ทำให้เหมือนมีตัวเลือกเยอะๆ เพื่อชี้นำให้เลือกซื้อของแพงโดยไม่รู้ตัวเช่น ถ้ามีกาแฟ 2 ขนาด ราคา 80 และ 150 บาท คนส่วนใหญ่จะเลือกขนาดเล็กเพราะรู้สึกว่า 150 แพงเกินไป แต่ถ้ามี 3 ขนาดให้เลือก ราคา 80 , 120 และ 150 คนจะรู้สึกว่าเพิ่มเงินอีกนิดก็ได้แก้วที่ใหญ่กว่า ปริมาณมากกว่า ก็ทำให้ขายสินค้าราคาแพงได้มากขึ้น เป็นต้น
 
สินค้าแพง คนแย่งกันซื้อ! ผลกระทบที่ตามมาในอนาคต?
 
ถ้าวิเคราะห์ในมุมของการมีรายได้น้อย แต่ยอมจ่ายซื้อของแพง ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นระเบิดเวลาทางการเงินที่น่ากลัวในระยะยาวอันเนื่องจากปัญหาที่จะตามมาได้แก่


ภาพจาก https://app.envato.com
 
1.ก่อวงจรหนี้ที่ไม่สิ้นสุด เมื่อคนไม่มีเงินแต่อยากได้ของแพง ทางออกเดียวที่ใช้คือ “เงินในอนาคต” หรือก็คือบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือเลือกบริการผ่อน0% เป็นต้น 
 
ระยะสั้นอาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในระยะยาวคือภาระแบบดินพอกหางหมูที่สินค้าชิ้นแรกยังผ่อนไม่หมด ก็ยังมีสินค้าชิ้นที่ 2 ที่ 3 ตามมา สุดท้ายหลายคนเลือกจ่ายขั้นต่ำ 
 
ซึ่งถ้าดูดอกเบี้ยของบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดในไทยเฉลี่ย 15-25% เงินที่หาได้ในแต่ละเดือนจะถูกนำไปจ่ายเป็นค่าดอกมากกว่าจ่ายเงินต้น สุดท้ายกลายเป็นหนี้สะสมสูงที่ถอนตัวเองออกมาได้ยาก
 
2.เสียโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางชีวิต เนื่องจากการใช้จ่ายไปกับสินค้าฟุ่มเฟือย และดึงเงินอนาคตมาใช้เกินจำเป็น ตอกย้ำด้วยสถิติที่บอกว่าคนไทยจำนวนมากไม่มีเงินออมสำรองเผื่อใช้ยามวิกฤต เช่น ตกงาน เจ็บป่วย 
 
หากขาดรายได้เพียง 1-2 เดือนก็พร้อมเจอวิกฤติทางการเงินทันที ในทางกลับกันถ้าเลือกเอาเงินไปลงทุนเพื่อให้งอกเงยด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ในอนาคตข้างหน้าเงินที่ลงทุนนี้จะเพิ่มมูลค่าที่ใช้สร้างความมั่นคงให้ชีวิตได้
 
3.เกิดภาวะ “จนก่อนแก่ แย่ก่อนตาย” ประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ การที่ไม่รักษาวินัยทางการเงินในช่วงที่ทำงานได้ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับของแพง 
 
ซึ่งมีข้อมูลน่าสนใจระบุว่า หลังวัยเกษียณต้องมีเงินอย่างน้อย 40,000 บาทต่อเดือน หรือมีเงินเก็บอย่างน้อย 5 – 10 ล้านเพื่อใช้จ่ายในบั้นปลายชีวิตได้อย่างมีความสุข ถ้าใครจะมองว่าการซื้อของแพงเป็นความสุขชั่วคราว ก็ควรมองความสุขสำหรับตัวเองในระยะยาวไว้ด้วย
 
การที่บางคนยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อสินค้า แม้จะเป็นพฤติกรรมของคนในสังคมยุคใหม่ ในมุมหนึ่งคือการสร้างความสุขให้ตัวเอง และช่วยทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อได้ แต่อย่างน้อยเราก็ควรมีการวางแผนการเงินให้ชัดเจน อย่าตกหลุมกับดักการตลาดที่นับวันจะมีมากขึ้น 
 
เพราะทุกแบรนด์ก็ต้องแข่งขันกันสร้างยอดขาย ในทางกลับกันถ้าเราเป็นผู้ประกอบการวิธีผนวกใช้จิตวิทยาเหล่านี้มากระตุ้นยอดขายก็ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรศึกษาให้ลึกซึ้งเช่นกัน
 
อ้างอิง : https://citly.me/IEjAG , https://citly.me/76VGT , https://citly.me/2PXJB , https://citly.me/T43OG , https://citly.me/kCcra , https://citly.me/iKab5  

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
409
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
391
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
387
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
380
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
357
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
335
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด