บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
256
4 นาที
6 กรกฎาคม 2569
ถึงเวลาแพลตฟอร์มเอาคืน ภาครัฐไม่ตื่น คนขายไม่ฟื้น คนซื้อไม่ไหว
 

สมัยก่อนอยากได้สินค้าอะไรก็ต้องไปซื้อที่ร้าน การจะสั่งซื้อสินค้ามาส่งที่บ้านคือเรื่องที่เกิดขึ้นยากเพราะความเชื่อของคนส่วนใหญ่ที่กลัวถูกโกง กลัวจ่ายเงินแล้วไม่ได้ของ 
 
กระทั่งในปี 2542 เป็นยุคแรกของ E-Commerce ที่เริ่มมีในเมืองไทยแต่รูปแบบก็แทบไม่แตกต่าง อารมณ์เหมือนเปิดท้ายขายของออนไลน์ ใครอยากขายอะไรก็มาตั้งกระทู้ทิ้งไว้ ถ้าพ่อค้าแม่ค้ามาเจอก็พูดคุยกันในกระทู้ ถ้าติดต่อกันจนถึงขั้นซื้อขายก็ใช้การโอนเงินผ่าน ATM แล้วให้ที่อยู่พ่อค้าแม่ค้าเพื่อจัดส่งสินค้า
 
กระทั่งในปี 2546 ที่เว็บบอร์ดต่างๆ เริ่มกลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่อสำอาง ที่เริ่มเติบโตแบบเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
 
ธุรกิจยักษ์ใหญ่จากต่างชาติ เริ่มทำตลาดในเมืองไทย 
 

ภาพจาก https://app.envato.com/

เมื่อนักธุรกิจต่างชาติมองเห็นว่าคนไทยเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนกันมากขึ้น จึงมองเห็นโอกาสเติบโต ในปี 2555 Lazada เริ่มเข้ามาบุกเบิกตลาดเมืองไทย และทำการตลาดให้คนไทยไม่ต้องกลัวเรื่องการถูกโกงเมื่อซื้อสินค้าออนไลน์พร้อมสร้างระบบเก็บเงินปลายทาง (COD) ทำให้แพลตฟอร์มเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น 
 
กระทั่งในปี 2558 ที่ Shopee เริ่มเข้ามาเป็นคู่แข่งแย่งสัดส่วนการตลาด จากนั้นก็ถือเป็นยุคทองของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีเจ้าอื่นเข้ามาร่วมแชร์ส่วนแบ่งตลาดในภายหลังเช่น JD CENTRAL , Temu , 11 street เป็นต้น 
 
ถ้าถามว่าในตอนนั้นบรรดายักษ์ใหญ่ต่างชาติมองเห็นศักยภาพอะไรในเมืองไทยก็น่าจะมาจากหลายปัจจัยได้แก่
  • เป็นยุคทองของสมาร์ทโฟนอันเนื่องจากการประมูลคลื่นความถี่ 3G และ 4G ในช่วงปี 2555 – 2558 ทำให้ราคาโทรศัพท์ถูกลงมาก คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น
  • อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตคนไทยเพิ่มจาก 30% ในปี 2555 มาถึงระดับ 60% ในปี 2559 
  • สถิติระบุว่าในกรุงเทพมีผู้ใช้งาน Facebook มากที่สุดในโลกคนไทยใช้เวลาบนโลกออนไลน์เฉลี่ยสูงถึง 4-5 ชั่วโมงต่อวัน
  • ตลาด E-Commerce ของไทยในปี 2558 มีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาทอัตราเติบโต 20-30% ต่อปี
ซึ่งในตลาดที่แข่งขันดุเดือดก็มีหลายแพลตฟอร์มที่ยังไปต่อและบางแพลตฟอร์มเข้ามาแล้วก็หายไป อย่าง TikTok Shop ที่เพิ่งเริ่มเปิดฟีเจอร์นี้ในปี 2565 แต่ก็มาแรงเพราะใช้วิธีที่ตัวเองมีกลุ่มผู้ใข้งานอยู่จำนวนมากคะเนว่าไม่ต่ำกว่า 30-40 ล้านคนทั่วประเทศ 
 
ถ้าดูที่สัดส่วนการตลาดตอนนี้ Shopee ครองส่วนแบ่งกว่า 50%  ตามมาด้วย TikTok Shop 32%  และ Lazada 18%
 
กลยุทธ์ยอมเจ็บตัวก่อนเพื่อเอาคืนทีหลัง
 
สังเกตว่าในช่วงแรกแทบทุกแพลตฟอร์มต่างงัดการตลาดมาล่อตาล่อใจให้เรากลายเป็นลูกค้า เช่นไม่เก็บค่าธรรมเนียม แจกคูปอง หรือการส่งฟรี ถึงขนาดที่ตัวเองยอมขาดทุนหนัก 
 
ยกตัวอย่างคือ Lazada ในช่วงปี 2558 - 2563 เคยทำสถิติขาดทุนสะสมในไทยปีละ 2,000 - 3,000 ล้านบาท ทางด้าน Shopee  ที่เข้ามาทีหลังแต่ก็อัดโปรโมชันเข้มข้นก็เคยขาดทุนสุทธิสูงสุดในปี 2561 ถึง 4,100 ล้านบาท 
 
ในทางการตลาดโมเดลนี้คือ "Predatory Pricing" หรือการตั้งราคาตัดราคาเพื่อทำลายคู่แข่งในท้องถิ่นซึ่งไม่มีเงินทุนมาสู้  สุดท้ายร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมหลายแห่งก็ต้องย้ายตัวเองไปอยู่บนแอปพลิเคชันที่เหมือนจะไม่มีต้นทุนค่าเช่าพื้นที่และมีโอกาสขายได้มากกว่า 
 
ในมุมของคนซื้อก็เริ่มยึดติดความสะดวกสบายคนบางส่วนเลิกไปเดินห้าง เลิกไปเดินตลาด  และเมื่อผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วไปเริ่มน้อยลง คู่แข่งก็เหลือน้อยแพลตฟอร์มเหล่านี้จึงได้เวลาเอาคืน
 
Shopee ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมปี 2026
 

ภาพจาก https://app.envato.com/

โดยพุ่งเป้าไปที่ ค่าธรรมเนียมการผ่อนชำระ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุดเช่น 
  • ผ่อน 3 เดือน จากเดิม 4% ปรับใหม่เป็น 5% 
  • ผ่อน 6 เดือน จากเดิม 5.5% ปรับใหม่เป็น 6.5%
  • ผ่อน 10 เดือนขึ้นไป จากเดิม 6% ปรับใหม่เป็น 7%
รวมถึงการผ่อนชำระผ่านระบบสินเชื่อแอปก็เพิ่มขึ้น 1% และเมื่อนำไปรวมกับค่าธรรมเนียมการขายพื้นฐาน + ค่าบริการแคมเปญ เช่น ส่งฟรีหรือคืนคอยน์ ทำให้ภาพรวมถ้าร้านค้าจัดโปรโมชันเต็มรูปแบบ 
 
ต้นทุนจะถูกรีดออกไปตั้งแต่ 7 - 15.52% ทันที ทำให้ในปี 2567 Shopee มีรายได้ประมาณ 50,000 ล้านบาท และมีกำไรประมาณ 4,600 ล้านบาท
 
Lazada ค่าธรรมเนียมเฉลี่ย 12-15%
  • ค่าธรรมเนียมการใช้บริการระบบ ซึ่งคิดจากราคาสินค้าที่หักจากส่วนลดของร้านค้าแล้ว อย่างสินค้าทั่วไป / แฟชั่น คิดอัตรา 4-5% ถ้าเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ / ไอที / เครื่องใช้ไฟฟ้า คิดอัตรา 3-4% 
  • ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน คิดจากยอดรวมทั้งหมดที่ผู้ซื้อจ่ายจริง ถ้าจ่ายช่องทางทั่วไปคิดอัตราเท่ากันที่ 3.21% (รวม VAT) ถ้าเป็นช่องทางผ่อนชำระร้านค้าจะต้องเป็นผู้แบกรับค่าธรรมเนียมการจัดการนี้เพิ่มอีก ประมาณ 5-7% (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาจำนวนเดือน) 
  • ค่าธรรมเนียมการเข้าร่วมโปรแกรม (Campaign Fee) ถ้าหากร้านค้าไม่กดเข้าร่วม สินค้าจะถูกลดการมองเห็นและไม่มีป้ายแท็กดึงดูดลูกค้า โดยโปรแกรมส่งฟรีพิเศษ คิดเพิ่มอีกประมาณ 4 – 5 % ของมูลค่าสินค้า และ โปรแกรมสะสมเหรียญ/คืนคอยน์ (คิดเพิ่มอีก 3%
คิดอัตราค่าธรรมเนียมรวมทุกแคมเปญแล้ว ร้านค้าจะต้องสูญเสียส่วนต่างกำไรให้แพลตฟอร์มเฉลี่ยอยู่ที่ 12% - 20% 
 
ทั้งนี้ Lazada ในปี 2568 มีรายได้ประมาณ 30,000 ล้านบาท และมีกำไรประมาณ 1,400 ล้านบาท 
 
TikTok Shop ค่าธรรมเนียมแฝง 25-30%
 

ภาพจาก https://app.envato.com/

จากการที่ถูกยกให้เป็นแพลตฟอร์มมาแรงจนก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 แทน Lazada โดยมีค่าใช้จ่ายที่ต้องแลกถึง 4 ต่อ
  • ค่าคอมมิชชันการขาย ปรับเพิ่มขึ้นตามหมวดหมู่สินค้า โดยเรตล่าสุดพุ่งทะยานขึ้นไปสูงสุดถึง 9.63% (รวม VAT)
  • ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโต เป็นค่าธรรมเนียมบังคับจ่ายตัวใหม่ที่ระบบนำมาทดแทนโปรแกรมส่งฟรี (Free Shipping XTRA) เดิม โดยเรียกเก็บเพิ่มอีก สูงสุดถึง 6.42% - 8.03% เพื่อเป็นค่าระบบจัดการโค้ดส่งฟรีและการมองเห็นที่แพลตฟอร์มโยนให้ร้านค้าแบกรับแทน
  • ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม คิดจากยอดรวมที่ลูกค้าจ่ายจริงบวกส่วนลดแพลตฟอร์ม ล็อกเรตตายตัวที่ 3.21% (รวม VAT) ไม่ว่าจะชำระเงินผ่านบัตรเครดิต, โอนเงิน, Wallet หรือเก็บเงินปลายทาง
  • ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์ม เป็นค่าระบบคงที่ เก็บเพิ่มอีก 1.07 บาท (รวม VAT) ต่อทุก ๆ คำสั่งซื้อ สำหรับร้านค้าที่มียอดขายเกิน 100 ออเดอร์ต่อเดือน
กรณีศึกษาที่น่าสนใจล่าสุดที่เราได้ยินข่าวคือ แพรี่ ไพรวัลย์ ที่ไลฟ์สดขายทุเรียนผ่าน TikTok Shop มียอดขายรวมภายในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ สูงถึง 2,859,148 บาท 
 
ดูเหมือนจะรวย แต่เมื่อกดถอนเงินกลับพบว่าถูกหักค่าธรรมเนียมแฝง ไปถึง 729,300 บาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 25% ของยอดขาย หรือคิดกันแบบง่ายๆ หากร้านค้าทั่วไป ขายสินค้ากลุ่มแฟชั่นราคา 100 บาท 
 
แล้วลูกค้าใช้โค้ดส่งฟรี ร้านค้าจะถูก TikTok Shop หักค่าธรรมเนียมแฝงรวมกันทั้ง 4 ต่อไปเกือบ 22 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 22% ทันที ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าแคมเปญยิงแอด และ ค่าคอมมิชชันนายหน้า ที่ร้านค้าต้องจ่ายต่างหากหากใช้อินฟลูเอนเซอร์ช่วยขาย
 
แอปเดลิเวอรี่คิดค่า GP สูง! ร้านอาหารกำไรไม่เหลือ
 

ภาพจาก https://app.envato.com/

ในกลุ่มของร้านอาหารเองก็ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจากค่า GP ที่สูงลิ่ว แม้แต่ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ก็เคยนำเสนอว่ามีร้านอาหารแห่งหนึ่งมียอดออร์เดอร์รวม 244 บาท แต่มีเงินเข้าร้านจริงเพียงแค่ 124.75 บาท โดนถูกหักค่าต่างๆ คือ
  • หักค่าบริการ GP 68.32 บาท
  • หักภาษีมูลค่าเพิ่มค่าบริการ GP 4.78 บาท
  • หักค่าส่วนลดค่าส่ง 9.60 บาท 
  • หักภาษีมูลค่าเพิ่มค่าธรรมเนียมการตลาด 34.16 
  • ยอดรวมในการหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือ 119.25 บาท 
ก็ถือเป็นเรื่องจริงที่ร้านอาหารเองก็ต้องยอมรับเพราะหากร้านต้องการเข้าร่วมทุกโปรแกรมเพื่อหวังดันยอดขาย เงินส่วนต่างจะถูกระบบ Auto-deduct (หักอัตโนมัติ) ไปทันที 40% - 55% 
 
ยิ่งถ้าร้านมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงอยู่ที่ประมาณ 40-50% ของราคาอาหารอยู่แล้ว เมื่อเจอกลไกระบบเดลิเวอรี่หักไปอีก 40-50% เท่ากับว่า กำไรสุทธิ แทบจะเป็น 0 หรือหนักถึงขั้นติดลบ ร้านอาหารขนาดเล็กจึงตกอยู่ในสภาวะเหนื่อยฟรี บางร้านขายดีจนทำแทบไม่ทัน แต่ในบัญชีไม่มีเงินเหลือไปจ่ายค่าแก๊สหรือค่าเช่าที่
 
และอีกเรื่องที่น่ากังวลคือในอดีตแค่ร้านอาหารเข้าร่วมกับแอปก็มีออร์เดอร์เข้า แต่ปัจจุบันร้านอาหารออนไลน์เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทางแพลตฟอร์มจึงใช้อัลกอริทึม กดการมองเห็นแบบธรรมชาติ (Organic) ถ้าหน้าร้านไม่ยอมจ่ายเงินค่าแอดหรือเข้าโปรแกรมส่งฟรีพิเศษ ร้านจะถูกมองเห็นจากลูกค้าออนไลน์ได้ยาก เป็นการบีบให้ร้านค้าต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อความอยู่รอด
 
ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจกับ SMEs ทั่วประเทศ
 

ภาพจาก https://app.envato.com/

การที่แพลตฟอร์มปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและทำธุรกิจของตัวเองแบบครบวงจร ซึ่ง SMEs เหมือนถูกบีบบังคับให้ต้องทำตาม สิ่งที่ตามมาคือกำไรของ SMEs ที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทยลดลงชัดเจน 
 
ข้อมูลจากสมาคมอีคอมเมิร์ซไทยระบุว่า อัตรากำไรสุทธิ) ของ SMEs ไทยบนแพลตฟอร์มในปัจจุบันเหลือเฉลี่ยเพียง 2-5% เท่านั้น หากเดือนไหนคำนวณต้นทุนผิดพลาด หรือเจอลูกค้ากดคืนสินค้า ร้านค้าจะเข้าสู่ภาวะขาดทุนทันที
 
นอกจากนี้การที่แพลตฟอร์มควบคุมระบบทุกอย่างได้เอง SMEs รายย่อยที่มีเงินทุนหมุนเวียนน้อย ไม่สามารถสู้เม็ดเงินยิงแอดของทุนใหญ่ได้ สินค้าจึงถูกอัลกอริทึมเล่นงานจนลูกค้ามองไม่เห็น 
 
กลไกนี้ทำให้ระบบการค้าออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ของ สินค้าที่ดีที่สุด อีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ของ คนที่ทุนหนา ส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กค่อยๆหายไป 
 
และที่ร้ายสุดในภาพรวมระยะยาว รายได้จากการการช้อปปิ้งออนไลน์ของคนไทยที่แลกมาด้วยค่าธรรมเนียมที่แพงมาก + ค่าขนส่ง และค่าโฆษณาต่างๆ เงินเหล่านี้ไม่ได้หมุนกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจไทย แต่เป็นรายได้โดยตรงไปสู่บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มต่างชาติเหล่านั้น
 
สิ่งที่ภาครัฐต้องทำคือการวางกฏเกณฑ์ควบคุมค่าธรรมเนียมอย่างชัดเจน แน่นอนเช่นกันว่าในมุมของแพลตฟอร์มเหล่านี้การคิดค่าธรรมเนียมก็ไม่ใช่เรื่องผิดเมื่อเป็นเรื่องของธุรกิจก็ย่อมต้องหวังเรื่องกำไร 
 
แต่จะทำอย่างไรให้ทุกอย่างเติบโตไปพร้อมกันอย่างยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ผลประโยชน์ตกไปอยู่ที่ใครหรือธุรกิจใดแบบฝ่ายเดียว
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
409
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
387
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
383
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
380
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
356
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
333
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด