บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
259
5 นาที
6 กรกฎาคม 2569
ส่องดัชนีราคา อาหาร เครื่องดื่มไทย Overprice ไกลเกิน เมินคนซื้อ
 
 

สตรีทฟู้ดของไทยถือเป็น Sofepower ที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก ถ้าพูดในเชิงนิยามคำว่าสตรีทฟู้ดอาจหมายถึงอาหารพร้อมทานที่จำหน่ายตามริมทาง แต่ถ้ามองลึกซึ้งกว่านั้นสตรีทฟู้ดคืออาหารจานด่วนที่เข้าถึงง่ายในทุกพื้นที่ ราคาไม่แพง 
 
อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย ลูกค้ามีทุกชนชั้นตั้งแต่ข้าราชการ พนักงานประจำ พ่อบ้านแม่บ้าน นักศึกษา ฯลฯ 
 
ซึ่งเสน่ห์สตรีทฟู้ดไทยมีด้วยกัน 3 ประการคือ
 
1.รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมี 4 รสชาติหลักที่คนไทยคุ้นเคยคือ เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ที่ผสมผสานใน 1 จานได้อย่างลงตัว หรือแม้แต่พวกของหวานก็มีรสชาติและรูปแบบเฉพาะ ไม่ใช่อาหารสำเร็จรูปที่รสชาติค่อนข้างจำเจ
 
2.มีความหลากหลายของเมนู สตรีทฟู้ดเมืองไทยมีขึ้นชื่อหลายเมนูไม่ว่าจะผัดกะเพรา ผัดไทย ข้าวผัด ข้าวมันไก่ ลูกชิ้นปิ้ง น้ำเต้าหู้ ปาท๋องโก๋  ส้มตำ ไก่ย่าง เป็นต้น ไม่ใช่แค่ความหลากหลายแต่หากินได้ง่าย และบางพื้นที่ก็มีสตรีทฟู้ดที่เป็นเมนูเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย
 
3.เสน่ห์ของการทำอาหาร หลายเมนูอย่างผัดบุ้งไฟแดงจะโชว์การทำสดๆ หรือข้าวผัดกะเพราที่กลิ่นพริกเวลาสัมผัสกระทะร้อนๆ เสียงกระทะกับตะหลิวที่ดังเป็นจังหวะๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้สตรีทฟู้ดกลายเป็นเมนูที่ไม่ใช่แค่อร่อยแต่มีเอกลักษณ์ที่นำมาเป็นจุดเด่นในด้านการตลาดได้
 
สตรีทฟู้ดเมืองไทย ตลาดมูลค่ามากกว่าแสนล้านบาท
 

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจหลายแห่ง ประเมินว่ามูลค่าตลาดของธุรกิจอาหารริมทาง (Street Food) ในประเทศไทยนั้นสูงถึง 2.7 - 4.2 แสนล้านบาทต่อปี (ขึ้นอยู่กับการจัดหมวดหมู่และสภาพเศรษฐกิจในแต่ละปี) และมีสัดส่วนจำนวนร้านค้าคิดเป็น 60-70% ของร้านอาหารทั้งหมดในประเทศ  
 
ที่สำคัญคือนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 80% ระบุว่า การตระเวนชิมสตรีทฟู้ดคือหนึ่งในกิจกรรมหลักที่ต้องทำเมื่อมาเยือนเมืองไทย สอดคล้องกับเหตุผลว่าทำไมสตรีทฟู้ดจึงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างดี 
 
นอกจากนี้ถ้ามองในแง่ของการสร้างธุรกิจ สตรีทฟู้ดใช้เงินลงทุนน้อยถ้าเทียบกับการเปิดร้านอาหารขนาดใหญ่ แถมยังช่วยสร้างงานได้จำนวนมาก ทำให้มีเงินสะพัดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ระบบเศรษฐกิจในประเทศก็มีโอกาสขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง
 
ย้อนอดีต “สตรีทฟู้ด” เมืองไทยราคาเริ่มแพงขึ้นเรื่อยๆ
 

แม้ว่าสตรีทฟู้ดจะยังเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมสูงสุด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าราคาเริ่มแพงขึ้นเรื่อยๆ 
 
1.ราคาก๋วยเตี๋ยวชามละ 1 บาทในช่วงปี 2490 – 2500 
 
สมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่เคยเล่าให้ฟังว่าตอนนั้น “ก๋วยเตี๋ยวชามละแค่ 1 บาท” สอดคล้องกับราคาทองคำยังราคาบาทละไม่กี่ร้อย ตอนนั้นเงินแค่ 1 บาทก็อิ่มได้ แต่หลังปี 2520 ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมืองเริ่มขยายตัว ค่าเงินบาทเริ่มเปลี่ยนโครงสร้าง ราคาก๋วยเตี๋ยวขยับมาเป็นชามละ 3-5 บาท ค่าแรงขั้นต่ำในช่วงนั้นอยู่ที่ประมาณ 60-70 บาท /วัน
 
2.ยุคสตรีทฟู้ดราคา 20 บาท ช่วงปี 2540 – 2550 
 
เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่มีการลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้ค่าครองชีพและวัตถุดิบมีการปรับตัวครั้งใหญ่ ราคาสตรีทฟู้ดยกตัวอย่าก๋วยเตี๋ยว ราคาตอนนี้ประมาณ 20-25 บาท ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็ถือว่ายังไม่แพง แบงค์ 20 ใบเดียวยังหากินให้อิ่มท้องได้
 
3.ยุคทองของสตรีทฟู้ดช่วงปี 2555 – 2561  
 

ในยุคนี้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท การมีเงิน 50 บาทถือว่ามีอำนาจในการซื้อได้พอสมควร เพราะหากสำรวจตลาดจะพบราคาอาหารราคายังไม่แพงมากนักยกตัวอย่างเช่น
  • ข้าวผัดกะเพราหมูสับ / ไก่ + ไข่ดาว ราคามาตรฐาน 30-35 บาท ถ้าเพิ่มไข่ดาว 5 บาท ราคาก็แค่ 35-40 บาท
  • ก๋วยเตี๋ยวหมู / เนื้อ  สั่งธรรมดาราคา 35 บาท พิเศษ 40 บาท 
  • ข้าวมันไก่ / ข้าวหมูแดง ราคาจานธรรมดาประมาณ 35 บาท 
  • ส้มตำไทย / ตำปูปลาร้า ราคาครกละ 30-35 บาท
เหตุผลที่ราคาในยุคนี้ถือว่า “ไม่แพง” เพราะโครงสร้างต้นทุนต่างจากในปัจจุบัน (2569) อย่างมาก ดัชนีราคาเนื้อสัตว์อย่างหมูเนื้อแดงเฉลี่ย 115-135 ต่อกิโลกรัม , ไข่ไก่เบอร์ 3 แผงละ 85-95 บาท แถมต้นทุนด้านพลังงานอย่างพวกแก๊สหุงต้มก็ถูกตรึงราคาไว้ที่ 290-320 บาท 
 
และที่สำคัญสมัยนั้นยังไม่มีเรื่องของแอปเดลิเวอรี่ ไม่มีค่า GP ต้นทุนหลักๆ คือค่าเช่าในแต่ละพื้นที่ซึ่งบางทีก็ไม่แพง แถมการแข่งขันก็ยังไม่รุนแรงเท่าในปัจจุบัน
 
2. สตรีทฟู้ดไทยเริ่มปรับราคาแพงขึ้นช่วงปี 2563 – 2565
 

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดจากยุคนี้คือโครงสร้างราคาสตรีทฟู้ดเริ่มเปลี่ยนไปตามแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจรวมถึงวิกฤติจากโรคระบาด โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาสตรีทฟู้ดต้องปรับเปลี่ยนราคาคือ
 
วิกฤตจาก Covid-19 ทำให้ร้านต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบที่เคยเน้นขายหน้าร้านต้องมาขายเดลิเวอรี่มากขึ้น เท่ากับต้องเจอต้นทุนค่า GP เพิ่มบางแห่งสูงกว่า 30-32% 
 
สมมุติถ้าตั้งราคาข้าวผัดกะเพราจานละ 40 บาท แม่ค้าจะถูกหักเงินไปทันที 12 บาท เหลือจริงเพียง 28 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนวัตถุดิบ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนราคาขายในแอปเป็น 50-60 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่า GP
 
มีค่าบรรจุภัณฑ์เพิ่มจากการส่งเดลิเวอรี่ จากการขายแบบเดิมที่เน้นตักใส่จานทานกันที่ร้าน ต้องหันมาใช้กล่องสำหรับส่งอาหาร มีช้อนพลาสติก ตะเกียบเพิ่ม ต้นทุนบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นทันที 2-5 บาทต่อเมนู 
 
วิกฤตโรคระบาด ASF ในสุกร  ปัญหาจากวิกฤตโควิดยังไม่คลี่คลาย มาเจอกับโรคระบาดในสุกร ทำให้ราคาหมูเนื้อแดงตอนนั้นพุ่งสูง 200-250 บาท/กิโลกรัม ก็มีผลต่อเนื่องไปถึงเนื้อสัตว์อื่นที่คนหันไปกินทดแทน ทำให้ราคาเนื้อไก่ขยับเพิ่มตาม 
 
รวมถึงไข่ไก่ก็ปรับราคาขึ้นอีกแผงละ 10-20 บาท เมนูที่ต้องใช้วัตถุดิบเหล่านี้จึงไม่สามารถตรึงราคาเดิมได้ต่อไป
 
วิกฤตพลังงานจากสงครามรัสเซีย - ยูเครน ในช่วงต้นปี 2565 เกิดสงครามรัสเซีย - ยูเครน ส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกพู่งสูงทันที อย่างราคาแก๊สหุงต้มจากที่เคยตรึงราคาไว้ที่ 318 บาท ก็ต้องขยับไปถึง 420 บาท กลายเป็นต้นทุนของร้านที่ต้องแบกรับ ยังไม่นับรวมราคาน้ำมันที่ขยับไปแตะ 35 บาทต่อลิตร ทำให้ค่าการขนส่งเพิ่มสูงเป็นต้นทุนที่เพิ่มของผู้ประกอบการเช่นกัน
 
3.ยุคปัจจุบัน (ปี 2569) เงินเฟ้อลดลง แต่ราคาอาหารไม่ลดลง
 

หลายคนบอกว่าถ้าสินค้าได้ขึ้นราคาแล้วลงยาก อันนี้ก็น่าจะจริงทุกวันนี้ราคาอาหารอยู่ในภาวะ “Sticky Prices” (ราคาหนืด) 
 
แม้ตัวเลขเงินเฟ้อของไทยดูไม่รุนแรงอยู่ที่ 1.5 – 2.5% แต่อาหารสตรีทฟู้ด ราคากลับปักหลักอยู่ที่ 60-70 บาท (เป็นราคาส่วนใหญ่ บางแห่งตัวเลขราคาอาจถูกกว่านี้) การที่ราคาดูไม่มีทีท่าจะปรับลดลงมา 
 
มีเหตุผลสำคัญคือ ครั้งที่ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวสูง ร้านค้าจำต้องปรับราคาเพื่อความอยู่รอด เมื่อวัตถุดิบบางตัวราคาลดลงแต่ร้านค้าไม่ปรับราคาตามลงมาเพราะยังมีความเสี่ยงของต้นทุนแฝงอื่นๆ 
 
การปรับขึ้นค่าแรงมีผลต่อราคาสตรีทฟู้ด
 
อัตราค่าแรงขั้นต่ำจะแตกต่างกันไปตามเศรษฐกิจของพื้นที่ และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมามีการปรับใหม่ทั่วประเทศ ตั้งแต่ 337 - 400 บาท/วัน แม้อัตราค่าแรงขั้นต่ำแต่ละจังหวัดจะปรับขึ้น แต่ในหลายจังหวัดโดยเฉพาะเมืองใหญ่หรือเมืองท่องเที่ยว 
 
ค่าครองชีพก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ บางคนที่มีรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำ อาจใช้เงินเกือบทั้งหมดไปกับค่าครองชีพ ลองดูตัวอย่างของการจัดอันดับจังหวัด (ไม่นับรวมกรุงเทพฯ และปริมณฑล) ที่มีค่าใช้จ่ายครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนสูงที่สุด 3 อันดับแรก
  1. ภูเก็ต มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 33,150.86 บาท/เดือน
  2. กระบี่ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 29,073.90 บาท/เดือน
  3. ชลบุรี มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 27,129.51 บาท/เดือน
และปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าการขึ้นค่าแรงคือตัวแปรที่ทำให้ราคาอาหารสูงเพราะทำให้ต้นทุนค่าแรงในการจ้างเพิ่มขึ้นทันที 15-20% การตั้งราคาจึงต้องคำนวณต้นทุนนี้เข้าไปด้วย 
 
ถ้าลองไปดูราคาอาหารจานเดียวในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอาหารยอดฮิตอย่างข้าวผัด ข้าวมันไก่ และข้าวราดกะเพรา พบว่าร้านมีการปรับขึ้นราคากว่า 16-20% ซึ่งในกลุ่มราคาประหยัด ราคา30-40 บาท เป็นกลุ่มที่มีการปรับราคาขึ้นมากที่สุดถึง 20.64%  
 
ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ปรับขึ้น 21.88% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบโดยตรงจากการส่งผ่านต้นทุนที่รวดเร็ว
 
ถ้าวิเคราะห์ค่าแรงขั้นต่ำกับราคาสตรีทฟู้ดที่เจอในตอนนี้ยกตัวอย่างคนที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท/วันหากทานอาหารสตรีทฟู้ด 3 มื้อ (เฉลี่ยมื้อละ 70 บาทรวมน้ำ) จะคิดเป็นเงิน 210 บาทต่อวัน ซึ่งหมายความว่า เงินมากกว่า 52.5% ของรายได้ ถูกใช้ไปเพื่อการบริโภคขั้นพื้นฐานเท่านั้น เหลือเงินไม่ถึงครึ่งหนึ่งสำหรับค่า ค่าที่พักอาศัย และเงินออม
 
ในอีกมุมหนึ่งเพื่อให้มองเห็นว่าราคาสตรีทฟู้ดมีการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ลองเอาตัวเลขราคาสตรีทฟู้ดมาเทียบกับรายได้คนไทยในแต่ละยุคสมัยจะเห็นภาพดังนี้
  • ปี 2555 เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 ข้าวแกง/สตรีทฟู้ดราคาจานละ 30 บาท ซื้อกินได้ 500 จาน
  • ปี 2569 เงินเดือนเริ่มต้น 18,000 ราคาอาหารสตรีทฟู้ดพุ่งไปสูงเฉลี่ย 65 บาท จะซื้อกินได้ 276 จาน จะเห็นได้ว่ากำลังซื้อหายไปเกือบครึ่ง
  • ปี 2555 ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน เฉลี่ยชั่วโมงละ 37.50 บาท ถ้าข้าว 1 จานราคา 30 บาท ต้องทำงานประมาณ 37 นาทีเพื่อซื้อข้าวได้ 1 จาน
  • ปี 2569 ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท/วัน เฉลี่ยชั่วโมงละ 50 บาท ถ้าข้าว 1 จานราคา 65 บาท ต้องทำงานประมาณ 78 นาทีเพื่อซื้อข้าวได้ 1 จาน
ราคาสตรีทฟู้ดไทย เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน 
 

เรามาถึงจุดที่พูดกันว่าราคาสตรีทฟู้ดตอนนี้เหมาะสมกับสังคมไทยแค่ไหน ถ้ามองในมุมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
 
สตรีทฟู้ดไทยยังเป็นราคาที่นักท่องเที่ยวเรียกว่า “Cheap and Delicious” คือถูกและดี เพราะถ้าเทียบกับอาหารจานด่วนในประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาหรือทางยุโรป เฉลี่ย 12-16 ดอลลาร์หรือประมาณ 420-520 บาท ถ้าเจอสตรีทฟู้ดที่ราคาจานละ 70 บาท คิดเป็นเงินสกุลต่างประเทศประมาณ 2 ดอลลาร์จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวจะบอกว่าราคาไม่แพง 
 
แต่ถ้าลองเอาราคาสตรีทฟู้ดไทยไปเทียบกับกลุ่มเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันสามารถแยกเป็น 3 กลุ่มคือ
 
1.กลุ่มประเทศที่ถูกกว่าไทย เช่น เวียดนาม / อินโดนีเซีย ยกตัวอย่างในเวียดนามมีเมนูสตรีทฟู้ดคือ บั๋นหมี่ (แซนวิชเวียดนาม) ราคาเฉลี่ย 20,000 – 30,000 ดอง หรือประมาณ 28-42 บาท หรือเมนูอย่าเฝอ / เกิมตั๋ม ราคาประมาณ 35,000 – 50,000 ดอง ประมาณ 50-70 บาท 
 
ในขณะที่อินโดนีเซียมีสตรีทฟู้ดขึ้นชื่อย่าง นาซีโกเร็ง (ข้าวผัด) หรือบักโซ (ก๋วยเตี่ยวลูกชิ้น) ที่ราคาประมาณ 15,000 – 25,000 รูเปียร์ หรือประมาณ 33-55 บาท
 
2.กลุ่มประเทศราคาใกล้เคียงหรือแพงกว่าเล็กน้อย เช่น มาเลเซีย / ฟิลิปปินส์ โดยอาหารริมทางในย่าน Kopitiam เช่น นาซิเลอมัก หรือ ก๊วยเตี๋ยวผัด ราคา 7 - 10 ริงกิต หรือประมาณ 55 - 78 บาท ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับสตรีทฟู้ดในกรุงเทพฯ 
 
แต่หากมองในแง่ กำลังซื้อ ค่าแรงขั้นต่ำและรายได้เฉลี่ยของคนมาเลเซียสูงกว่าคนไทย ดังนั้น สำหรับคนมาเลเซียราคานี้จึงถือว่า ไม่แพงเมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้  ขณะที่ฟิลิปปินส์ราคาอาหารจานด่วน 80 - 120 เปโซ หรือประมาณ 50 - 75 บาท ซึ่งราคาใกล้เคียงกับไทย แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าสตรีทฟู้ดไทยให้ความคุ้มค่าในแง่ของปริมาณเนื้อสัตว์และผักสดที่มากกว่า
 
3.กลุ่มที่แพงกว่าไทย เช่น สิงคโปร์ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่อยู่ใน Hawker Centre (ศูนย์อาหารชุมชน) ราคาข้าวมันไก่หรือบะหมี่หมูแดง 4.5 - 6.5 สิงคโปร์ดอลลาร์ หรือประมาณ 120 - 175 บาท แน่นอนว่าถ้าเทียบเป็นเงินบาท สิงคโปร์แพงกว่าไทย 2-3 เท่า แต่เมื่อเทียบกับรายได้ต่อหัวของประชากรเขา ราคานี้ยังถือว่าเป็นราคาประหยัดที่สุดในประเทศ
 
ถ้าเทียบกันแบบนี้จะเห็นว่าราคาอาหารตอนนี้สำหรับคนไทยคือไปไกลเกิน เพราะเรายังมีรายจ่ายอื่นๆที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยไม่ว่าจะค่าเดินทาง ค่าสินค้าอุปโภคต่างๆ เรียกว่าต้นทุนชีวิตของเราเพิ่มขึ้นมาก เป็นปรากฏการณ์ที่หลายคนบอกว่าค่าแรงโตไม่ทันกับค่าข้าว 
 
ผลที่ตามมาอีกด้านเมื่อกำลังซื้อคนไทยเริ่มลดสตรีทฟู้ดอาจหันไปพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่พัฒนารูปแบบร้าน และตั้งราคาเพื่อนักท่องเที่ยวเป็นหลัก เหมือนจะยิ่งเคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้กับคนไทยที่รายได้น้อยอยู่แล้ว เจอปัญหาหนักมากขึ้น 
 
รู้ว่าแพง! แต่ร้านอาหาร “ราคาพรีเมี่ยม” ทำไมยังขายได้?
 

ท่ามกลางดัชนีราคาสตรีทฟู้ดที่พุ่งสูง แต่ถ้าหันไปดูอีกฝั่งของสังคมไทยจะเห็นความย้อนแย้งเพราะบรรดาร้านอาหารพรีเมี่ยมที่ราคาสูง ยังขายได้ขายดี มีลูกค้าต่อคิวแน่น หรือแม้แต่กาแฟพรีเมี่ยมแก้วละ 100-200 ก็ยังขายได้ขายดี
 
เหตุผลหนึ่งที่สรุปได้คือทุกวันนี้ อาหารได้กลายเป็น “New Status Symbol” หรือสัญลักษณ์ทางสังคมยุคใหม่ คนรู้สึกว่าพวกรถยนต์ คอนโด กระเป๋าแบรนด์เนม ราคาอาจสูงไป ในขณะที่อาหาร / เครื่องดื่ม พรีเมี่ยมราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่าและยังสื่อให้คนในสังคมรู้ได้ว่าเรามีความสุขดี มีเงิน มีศักยภาพมากพอที่จะหาความสุขระดับพรีเมี่ยมได้
 
พฤติกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งในหลายประเทศยกตัวอย่างชัดเจนคือช่วง วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา 
 
ช่วงปี 1929 – 1939 (The Great Depression) ยุคนั้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ พังทลาย คนตกงานนับล้าน โรงงานปิดตัว สิ่งของฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์ เสื้อผ้า หรือเฟอร์นิเจอร์ 
 
ยอดขายตกลงอย่างน่าใจหาย แต่ ยอดขายลิปสติกและเครื่องสำอางชิ้นเล็ก ๆ กลับพุ่งสูงขึ้นกว่า 25 % เหตุผลก็ง่ายๆเพราะคนส่วนใหญ่ต้องการให้รางวัลตัวเอง ในวันที่เศรษฐกิจย่ำแย่จนไม่สามารถซื้ออะไรได้
 
ดังนั้นถ้าพูดถึงว่าสตรีทฟู้ดในเมืองไทยตอนนี้ราคาแพงไหม ถ้าเทียบกับสมัยก่อนก็ต้องบอกว่าแพงขึ้นมาก แต่ก็เป็นการปรับตัวไปตามกลไกลและโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และคงไม่มีวันที่ราคาจะกลับลงไปถูกกว่านี้ มีแต่จะไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ 
 
ทางออกที่ดีที่สุดของเราคือพยายามหารายได้เพิ่ม เพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่ก็เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก ในบางบริษัทยังมีปัญหาเรื่องรายได้ถึงขนาดต้องจ้างคนออก 
 
บางกิจการก็แบกต้นทุนไม่ไหวต้องเลิกกิจการ คนที่เคยทำงานหลายคนก็ต้องตกงาน ราคาอาหารที่แพงในตอนนี้จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่ๆที่ยังต้องรอการแก้ไขเพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
409
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
387
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
385
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
380
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
356
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
333
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด