บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
261
3 นาที
12 มีนาคม 2569
Nissin ตำนาน “บะหมี่สู้ชีวิต” ยากจน! ล้มละลาย สู่ธุรกิจรายได้ 1.5 แสนล้านบาท
 

ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในญี่ปุ่นปี 2026 ยังแข่งขันกันดุเดือดมูลค่าการตลาดประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท
 
คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4.5% จนถึงปี 2033 โดยญี่ปุ่นยังติด 1 ใน 5 อันดับแรกของประเทศที่มีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากที่สุดในโลก
 
รวมทั้งปีรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประมาณ 5,900 ล้านครั้ง ต่อวันประมาณ 16 ล้านครั้ง หรือเป็นรายบุคคลประมาณ 47 ครั้งต่อปี
 
ถ้าดูในส่วนของการแข่งขัน เบอร์ 1 ต้องยกให้ Nissin ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 40-50% ที่เน้นการตลาดแบบสร้างสรรค์และจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่
 
รวมถึงการออกสินค้าซีรีส์พรีเมียมอย่าง Nissin Raoh ที่ชูจุดขายเรื่องเส้นสดและน้ำซุปเหมือนกินที่ร้าน ส่วนไล่หลังตามมาเป็นอันดับ 2 คือ Toyo Suisan เจ้าของแบรนด์ Maruchan ที่เน้นรสชาติแบบดั้งเดิมที่ถูกปากคนญี่ปุ่น
 
ในส่วนของอันดับ 3 คือ Sanyo Foods เจ้าของแบรนด์ Sapporo Ichiban ที่ใช้การตลาดเน้น Collab กับร้านราเมนชื่อดังต่างๆ
 
และมีอีกหลายแบรนด์ในตลาดนี้ที่น่าสนใจเช่น Acecook เน้นความคุ้มค่าและปริมาณเป็นที่นิยมในกลุ่มนักเรียนและวัยทำงาน หรือแบรนด์ดังอย่าง New Touch ของ Yamadai ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ว่ากันว่า อร่อยเหมือนเส้นสดที่สุดในบรรดาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
 
Nissin ตำนานแห่ง “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”
 
ภาพจาก https://citly.me/6Cuf3

โมโมะฟูกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัท NISSIN FOODS เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1910 สูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่ยังเด็ก และและถูกเลี้ยงดูโดยคุณปู่ซึ่งเปิดร้านขายส่งผ้าในเมือง ทำให้เริ่มเรียนรู้บรรยากาศในการค้าขายมาตั้งแต่เด็ก ในวัย 22 ปี ได้ก่อตั้งบริษัทจำหน่ายสิ่งทอ
 
ซึ่งประสบความสำเร็จมาก แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกอย่างที่สร้างมาก็หายวับไปกับตา โรงงานและคลังสินค้าถูกทำลายไม่มีเหลือ
 
หลังสงครามผ่านไป จึงได้พยายามลุกใหม่อีกครั้งด้วยการทำธุรกิจโรงงานผลิตเกลือและเปิดโรงเรียนสอนภาษา แต่ก็เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ในปี 1957 ธนาคารที่เขาทำหน้าที่เป็นประธานเกิดล้มละลาย ซึ่งในฐานะผู้รับผิดชอบจึงต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดไปใช้หนี้
 

ภาพจาก https://citly.me/6Cuf3
 
สุดท้ายก็เหลือเพียงบ้านเช่าหลังเล็กๆที่อาศัยอยู่ แต่สิ่งที่จุดประกายให้ลุกขึ้นมาอีกครั้งคือการมองเห็นภาพของคนญี่ปุ่นภายหลังสงครามที่มีความต้องการอาหารสูงมาก
 
บางครั้งคนต้องยอมต่อแถวยาวเหยียดเพื่อซื้อราเมน เป็นไอเดียให้เริ่มคิดค้นสูตรราเมนที่ปรุงได้รวดเร็วและรับประทานได้ง่ายเพียงเติมน้ำร้อนลงไป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการคิดสูตรนี้
 
โดยตั้งใจจะคิดค้นเมนูที่มีเป้าหมาย 5 ประการคือ เส้นต้องอร่อย , เก็บได้นาน , ปรุงง่ายและรวดเร็ว , ราคาไม่แพง สุดท้ายคือต้องถูกสุขลักษณะและปลอดภัย
 
จนมาเจอสูตรด้วยความบังเอิญขณะที่ภรรยากำลังทอดเทมปุระในครัว เขาสังเกตว่าแป้งที่เคลือบในน้ำมันร้อนๆ ปล่อยความชื้นออกมา ทำให้มีฟองรอบๆ แป้ง เขาจึงนำหลักการนี้มาใช้โดยทดลองทอดบะหมี่ในน้ำมัน
 
และพบว่าความชื้นในบะหมี่ถูกบีบออกโดยน้ำมันที่อุณหภูมิสูงทำให้บะหมี่แห้งสนิท จึงไม่เสื่อมสภาพแม้จะเก็บไว้เป็นเวลานาน และวิธีนี้ยังเพิ่มความสะดวกเพราะเพียงแค่ใส่น้ำร้อนลงไปบะหมี่จะดูดซึมน้ำทำให้เส้นกลับมานุ่มฟูดังเดิม
 
และความพยายามก็สำเร็จโดยวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1958 Chikin Ramen (ชิกิง ราเมน)บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ถูกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกของโลกและได้รับการขนานนามว่า “บะหมี่มหัศจรรย์” ที่เติมน้ำร้อนเพียง 2 นาทีก็ทานได้ ซึ่งเปิดตัวในราคา 35 เยน (ประมาณ 7 บาท)
 
Cup Noodle บะหมี่ถ้วยเจ้าแรกของโลกจาก Nissin
 

ภาพจาก https://citly.me/6Cuf3

ในปี 1966 โมโมฟุกุ อันโด เดินทางไปอเมริกาเพื่อขยายตลาด Chikin Ramen แต่เห็นว่าชาวตะวันตกไม่มีราเมนไม่มีตะเกียบ เห็นบางคนหักบะหมี่ซองเป็นชิ้นเล็กๆใส่ในถ้วยกาแฟกระดาษและใช้ส้อมจิ้มกิน จึงเกิดไอเดียทำบะหมี่ที่มาพร้อมภาชนะในตัว
 
และได้เปิดตัว Nissin Cup Noodle ในวันที่ 18 กันยายน ปี 1971 แต่ด้วยความที่ราคาสูงจึงไม่ได้รับความนิยมนัก ทำให้ต้องคิดการตลาดใหม่ด้วยการทำเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ที่สามารถกดน้ำร้อนได้ทันทีที่ซื้อ
 
กลายเป็นว่าเครื่องนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ภายใน 1 ปี ถูกติดตั้งไปแล้วกว่า 20,000 เครื่องทั่วประเทศ และจากเหตุการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1972 ที่ เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายจับตัวประกันที่เมืองนาโกยา ซึ่งออกอากาศทางโทรทัศน์อย่างกว้างขวาง และเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถ่ายทอดสดทุกวัน
 

ภาพจาก https://citly.me/6Cuf3
 
โดยระหว่างที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่นั้นก็เห็นภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังกินบะหมี่ถ้วย และจากเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ชมทางบ้านสนใจที่จะออกไปซื้อบะหมี่ถ้วยจึงทำให้ขายดีมาก
 
ปัจจุบัน Cup Noodle มียอดขายสะสมทั่วโลกมากกว่า 5 หมื่นล้านถ้วย และมีวางจำหน่ายมากกว่า 100 ประเทศ โดยแต่ละประเทศจะมีรสชาติที่ปรับตามความต้องการของคนท้องถิ่น
 
Nissin ธุรกิจรายได้กว่า 2.76 แสนล้านบาท


ภาพจาก https://citly.me/6Cuf3

แม้ในปัจจุบัน Nissin กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนวัตถุดิบ แต่ยังรักษาสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รายได้ในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 776,600 ล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 153,767 ล้านบาท
 
หากเปรียบเทียบกับรายได้ของแบรนด์ไทยอย่าง "มาม่า" (Thai President Foods) ซึ่งมีรายได้รวมต่อปีอยู่ประมาณ 27,000 - 30,000 ล้านบาท
 
จะพบว่ารายได้เฉพาะส่วนธุรกิจหลักของนิสชินนั้น ใหญ่กว่ามาม่าประมาณ 5-6 เท่า และตัวเลขรายได้นี้ของ Nissin ถ้านับรวมรายได้ที่มาจากธุรกิจอื่นๆ เช่นขนมขบเคี้ยว , เครื่องดื่ม ตัวเลขรายได้จะพุ่งสูงถึง 2.76 แสนล้านบาท
 

ภาพจาก https://citly.me/6Cuf3
 
การที่ Nissin ได้รับความนิยมและสร้างยอดขายสูง เกิดจากการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง มีเทคโนโลยี Non-fried noodles (เส้นไม่ทอด) และเส้นแบบ Whole Grain ที่ให้สัมผัสเหมือนเส้นสดมากที่สุดในตลาด
 
ทำให้หนีคู่แข่งที่เน้นแค่ราคาถูกไปสู่ตลาดพรีเมียมได้สำเร็จ หรือการใช้ กลยุทธ์ Localization เน้นรสชาติที่ถูกใจคนท้องถิ่น จึงให้อำนาจสาขาในแต่ละประเทศคิดค้นรสชาตของตัวเอง
 
รวมถึงการที่ Nissin ขึ้นชื่อเรื่องโฆษณาที่คาดไม่ถึงและเป็นไวรัลเสมอ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น เช่น แคมเปญถ้วยบะหมี่ขนาดมหึมา หรือการร่วมมือกับอนิเมะและเกมดังๆ ซึ่งช่วยดึงดูดกลุ่ม Gen Z ได้อย่างดี
 
ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก Nissin ที่นำมาใช้กับ SMEs
 

ภาพจาก https://citly.me/9YORw

การเป็นธุรกิจเล็กแต่ก็คิดใหญ่ได้ ซึ่ง Nissin มี Mindset ในการทำธุรกิจที่น่าสนใจหลายประการที่นำมาประยุกต์ใช้ได้เช่น

1. ธุรกิจต้องแก้ Pain Point ให้ตรงจุด ซึ่ง Nissin เริ่มจากการเห็นคนมาต่อแถวซื้ออาหาร ปัญหาคือคนหิวแต่ต้องเสียเวลาในการซื้อนาน จึงคิดสินค้าที่แก้ปัญหานี้ ขึ้น การทำธุรกิจอย่าถามตัวเองว่าจะขายอะไร แต่ให้เริ่มจากถามว่าลูกค้ามีปัญหาอะไร แล้วสินค้าของเราแก้ปัญหานั้นได้หรือไม่
 
2.นวัตกรรมไม่ต้องล้ำแต่เน้นการสังเกต สิ่งที่ทำให้ Nissin ไม่ได้มาจากนวัตกรรมสุดล้ำแต่เริ่มจากการสังเกตวิธีทอดเทมปุระแล้วเอามาประยุกต์ใช้กับบะหมี่ ดังนั้นถ้าจะเริ่มธุรกิจไม่ต้องหาวิธีที่ไฮเทคเสมอไป เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วในอุตสาหกรรมอื่นมาปรับใช้กับธุรกิจของเราก็ได้
 
3.สร้างธุรกิจด้วยกลยุทธ์ Localization ซึ่ง Nissin พยายามพัฒนาสินค้าให้เข้ากับพฤติกรรมของคนในแต่ละท้องถิ่น คนทำธุรกิจก็เช่นกันหากจะขยายตลาดไปต่างจังหวัดหรือต่างพื้นที่ อย่าใช้รูปแบบเดิม แต่ต้องปรับสินค้าให้เข้ากับความต้องการของคนในพื้นที่นั้น ทั้งรสชาติ ขนาด และราคา
 
4.สร้าง Branding ที่มี Character สังเกตได้ว่า Nissin ไม่เคยทำโฆษณาที่ดูโบราณแม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ก็ตาม แต่กลับเลือกใช้ความตลก ความแปลก และ Viral Marketing เพื่อจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ตลอดเวลา
 
ดังนั้นธุรกิจยุคใหม่ต้องกล้าที่จะแตกต่างและโดดเด่นอย่ากลัวที่จะทำคอนเทนต์ที่สะท้อนตัวตนแบรนด์ให้สนุกและเข้าถึงง่าย
 
5. สร้างกำไรด้วย Premiumization โดย Nissin รู้ดีว่าถ้าสู้ที่ราคาจะเจ็บตัว เขาจึงออกรสชาติใหม่ที่น่าสนใจกว่าแม้จะจ่ายแพงกว่า 2-3 เท่าคนก็อยากยอมจ่าย ในมุมของ SME mujสู้เรื่อง Economy of Scale กับเจ้าใหญ่ไม่ได้
 
ดังนั้น ต้องขายความพรีเมียม ความเฉพาะตัว หรือเรื่องราว (Storytelling) เพื่อเรียกราคาที่สูงกว่าได้
 
โมโมะฟูกุ อันโด (Momofuku Ando) เคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า "ในชีวิตนี้ไม่มีคำว่าสายเกินไป ผมใช้เวลา 48 ปีในการเตรียมตัว และใช้เวลาเพียง 1 ปีในการเปลี่ยนโลก" ซึ่งถือเป็นบทเรียนชั้นว่าอายุมากน้อยไม่สำคัญ
 
ถ้าอยากทำธุรกิจขอแค่ตั้งใจทำจริง ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่เราควรกลัว แต่เป็นสิ่งที่เราควรเรียนรู้ คนทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้จงทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด หัดสังเกตความต้องการของคนรอบข้าง โอกาสสร้างธุรกิจยังเปิดกว้างสำหรับทุกคนในโลกใบนี้
 
อ้างอิง
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
มาตรฐานร้านกาแฟ D'Oro 103 สาขา กลยุทธ์ปั้นแฟรนไช..
2,300
เกี๊ยวหยวนจี Yuan Ji Yun Jiao จากร้านเกี๊ยวธรรมด..
394
LOPIA (โลเปีย) ร้านขายเนื้อสู่เชนซูเปอร์มาร์เก็ต..
369
สร้าง “Brand” ปี 2026 โลกเปลี่ยน! คนเปลี่ยน!
350
Yo-Chi Frozen Yogurt ร้านโยเกิร์ตขายประสบการณ์ จ..
350
โอ้กะจู๋ ในวันที่ดูฟ้าหม่น สรุปปลูกผักเพราะรักใคร
349
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด