บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
457
3 นาที
19 พฤษภาคม 2569
อวสานเด็กจบใหม่! คนใหม่ไม่รับ คนออกไม่เพิ่ม
 

ในอดีตใบปริญญาคือปลายทางแห่งความสำเร็จ แต่ในปัจจุบันนี้ใบปริญญาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บางคนเรียนมา 4-5 ปี จบออกมาก็หางานทำไม่ได้

ในยุคทองของปริญญาที่ระบบการศึกษาไทยยังอยู่ในลักษณะ "พีระมิดฐานกว้าง" คือคนส่วนใหญ่จบการศึกษาภาคบังคับ ป.4 หรือ ป.6 แต่คนที่มีโอกาสขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในระดับมหาวิทยาลัยมีน้อยมาก ผสมผสานกับการที่สังคมไทยยึดติดกับคำว่า “ความเป็นเจ้าคนนายคน” การได้ใบปริญญาสมัยก่อนจึงไม่ใช่แค่การบอกว่ามีความรู้ แต่คือการที่จะการันตีว่าหลุดพ้นจากอาชีพเกษตรกรรมหรือไม่จำเป็นต้องทำงานใช้แรงแลกเงินอีกต่อไป
 
จะเรียกได้ว่าในอดีตถ้าเป็นลูกหลานชาวไร่ชาวนา การสอบติดมหาวิทยาลัยและเรียนจบจนได้ปริญญา จะเป็นการเชิดหน้าชูตาวงษ์ตระกูลขึ้นมาทันที

แม้แต่ระบบคัดกรองการทำงานในสมัยก่อนที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เน้นการสอบเข้า (Entrance) นายจ้างในสมัยนั้นแทบจะไม่ดูทักษะอื่น ดูแค่ว่าจบมาจากที่ไหน จบจากคณะอะไร ก็เชื่อมั่นทันทีว่าคนนี้มีสติปัญญา มีความฉลาด และมีประสบการณ์ที่พร้อมจะให้เข้าทำงานได้ทันที
 
ยุคสมัยเปลี่ยนไป! ใบปริญญาเริ่มล้นตลาด จบมาก็หางานไม่ได้
 

ช่วงระหว่างปี 2553 – 2563 เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ใบปริญญาเริ่มหมดความหมาย ถึงกับที่บางคนบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่ใบปริญญาล้นตลาด ประเทศไทยผลิตบัณฑิตปริญญาตรีออกมาสู่ตลาดแรงงานเฉลี่ยปีละ 300,000 - 350,000 คน ในขณะที่ตำแหน่งงานว่างมีเฉลี่ย 100,000 – 150,000 อัตราต่อไตรมาส

เมื่อรวมกับบัณฑิตที่จบมาก่อนหน้าและยังหางานไม่ได้ ทำให้มีแรงงานวุฒิปริญญาตรีสะสมในระบบพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดสภาวะที่คนมากกว่างาน ถ้าวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะอะไรระบบการศึกษาถึงได้ผลิตบัณฑิตจบใหม่ออกมาในเชิงปริมาณ จะพบว่า
 
1.ยุคที่มหาวิทยาลัยมีการขยายตัว เพราะมองในเรื่องของธุรกิจมากขึ้น ทั้งมหาวิทยาลัยเอกชนที่เพิ่มขึ้น หรือมหาวิทยาลัยของภาครัฐเองที่เปิดรับภาคพิเศษ และรับผู้เรียนจากโครงการต่างๆ ที่ทำให้การจบปริญญาตรีเป็นเรื่องที่ง่าย 

2.การก้าวเข้าสู่ยุค Digital Disruption โดยที่ความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในตำราอีกต่อไป คนที่ไม่ได้เรียนปริญญาแต่ศึกษาหาความรู้เองผ่านสื่ออินเทอร์เนตต่างๆ ทำให้มีทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานได้ดี ทำให้บางคนแม้จะเรียนจบไม่ตรงสายที่บริษัทต้องการแต่มีความรู้มีประสบการณ์ ก็กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของคนที่จบปริญญาตรีได้ เห็นได้จาก บริษัทระดับโลกอย่าง Google, Apple, และ IBM เริ่มมีนโยบาย ไม่ดูใบปริญญา ในการรับเข้าทำงาน แต่จะวัดจากแบบทดสอบทักษะ แทน ซึ่งเทรนด์นี้ลามมาถึงบริษัท Start-up และบริษัทชั้นนำในไทยด้วย

3.ประสบการณ์ทำงานสำคัญกว่าความรู้ เพราะในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจมีสูงบริษัทก็ต้องการคนที่ทำงานเป็น คนที่ทำงานได้ บางคนมีความรู้ดีแต่ไม่เคยทำงาน เคยเรียนมาแต่ทฤษฏี ไม่เคยลงมือปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้หลายบริษัทมองว่าเป็นต้นทุนในการต้องมาฝึกสอน ทำให้เสียเวลา สู้รับคนที่อาจไม่จบปริญญา หรือคนที่มีทักษะ มีประสบการณ์ มาถึงก็ทำงานได้เลยจะดีกว่าทำให้นักศึกษาจบใหม่กลายเป็นส่วนเกินในตลาดแรงงาน 
 
แต่ในอีกมุมหนึ่งตลาดแรงงานเองก็ความต้องการแรงงานที่ค่อนข้างเยอะแม้ตัวเลขนักศึกษาจบใหม่จะเยอะกว่าก็ตาม การที่นักศึกษาบางส่วนยังหางานทำไม่ได้เกิดจากความไม่ต้องการทำงานที่ใช้แรงงานหรือทำงานที่ไม่เหมาะสมกับสายที่ตัวเองเรียนมา บางคนจึงต้องใช้เวลาในการหางานเฉลี่ย 6 เดือน – 1 ปี ขณะที่นักศึกษาจบใหม่บางส่วนก็เลือกที่จะไม่ทำงานเป็นลูกจ้างแต่หันไปทำธุรกิจตัวเอง บางคนไปขายของออนไลน์ เป็นต้น
 
บริษัทเลือกใช้ AI มากกว่าคนจบปริญญา
 

ความต้องการในตลาดแรงงานอยู่ในภาวะที่เรียกว่า การเลือกจ้างแบบเฉพาะเจาะจง แม้ตัวเลขการว่างงานในภาพรวมดูไม่สูงนัก ประมาณ 0.8% - 0.9% แต่หากเจาะลึกไปที่กลุ่ม เด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรีมีอัตราว่างงานสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกระดับ โดยผลสำรวจระบุว่านายจ้างกว่า 89% มองว่าเด็กจบใหม่ เสี่ยงตกงาน เพราะขาดทักษะที่ใช้ได้จริง
 
ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดเฉพาะในเมืองไทยแต่ในต่างประเทศก็เจอปัญหาไม่ต่างกัน ดูจากรายงานของ The Wall Street Journal ที่ระบุว่า บริษัทกว่า 66% ในสหรัฐฯ ไม่มีแผนจ้างพนักงานเพิ่ม รวมถึงบริษัทในประเทศอื่นก็มีแผน
คล้ายๆ กัน ซึ่งจะทำให้มีคนตกงานมากขึ้น และในบรรดาคนตกงานทั้งหมด กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ที่เริ่มหางานเป็นครั้งแรก

เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน และนายจ้างในยุคนี้มักเรียกหาแรงงานที่มีประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไปเพื่อมาใช้งาน AI เนื่องจากองค์กรต้องการคนที่สามารถตรวจสอบความถูกต้อง และจัดการกับข้อผิดพลาดของ AI ได้ทันที มากกว่าที่จะจ้างเด็กจบใหม่มาฝึกฝนทักษะนี้
 
ถ้าดูในเมืองไทยเองบริษัทประมาณ 49% ก็เริ่มนำ AI เข้ามาใช้ทำงานพื้นฐาน เช่น งานธุรการ, สรุปเนื้อหา, การทำกราฟิกเบื้องต้น ซึ่งงานเหล่านี้เคยเป็นงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) ของเด็กจบใหม่ เป็นเหตุผลน่าสนใจว่าแม้จะมีตำแหน่งงานว่างอยู่หลายอัตราแต่หลายบริษัทกลับไม่เลือกเด็กจบใหม่แต่หันไปจ้างฟรีแลนด์หรือคนที่มีประสบการณ์ในสายงานเพื่อมาใช้ได้ทันที
 
3 เคล็ดลับควรรู้! การหางานของนักศึกษาจบใหม่
 

ภาพจาก https://app.envato.com

สำหรับนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังเริ่มสมัครงาน และเริ่มเหนื่อยและท้อใจต่อการถูกปฏิเสธ มีเคล็ดลับในการหางานที่น่าสนใจ ดังนี้

1.เริ่มทำงานจากบริษัทขนาดเล็ก เพื่อเป็นการสะสมประสบการณ์ในกรณีที่ไม่เคยทำงานมาก่อน จะได้เรียนรู้สังคมการทำงานที่แท้จริง เรียนรู้รูปแบบการทำงาน ฝึกskill อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่อพัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพ

2.ฝึกฝนทักษะการเข้าสังคม ข้อมูลระบุว่าเหตุผลที่บางบริษัทไม่เลือกรับเด็กจบใหม่เป็นเพราะ 51% มองว่าไม่มีทักษะที่เหมาะสม 55%ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม และ50% มีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดี ดังนั้นเด็กจบใหม่ควรฝึกทักษะในการเข้าสังคม สร้างความประทับใจให้คนที่พบเจอ เพื่อลบจุดด้อยเหล่านี้ให้น้อยลง

3.ปรับปรุงและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง แม้เด็กจบใหม่จะหางานได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็มีนักศึกษาจบใหม่ที่หางานได้อยู่เรื่อย ๆ หากเราถูกปฏิเสธ อย่าเครียด หรืออย่ากดดันตัวเองมากเกินไป แต่ให้เรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เช่น ปรับใบสมัครงานให้ดูน่าสนใจมากขึ้น ฝึกฝนการตอบคำถามตอนสัมภาษณ์ให้ดีกว่าเดิม เรียนรู้จุดแข็งและจุดด้อยของตัวเอง และไม่หยุดมองหาโอกาสใหม่ๆ ด้วย
 
ในยุคนี้ใบปริญญาเริ่มหมดความหมายในฐานะปลายทางของความสำเร็จ แถมยังต้องมาเจอคู่แข่งคือ AI และ ระบบ Automation ที่น่าสนใจกว่า การที่เรียนจบมาแล้วจะได้งานทำจึงจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้มีแค่ความรู้แต่มี
ทักษะ + มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมด้วย สังเกตให้ดีว่านายจ้างยุคนี้มักจะถามเราในตอนสมัครงานว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ถึงขนาดที่บางบริษัทกลับไม่ถามเลยด้วยซ้ำว่าเราจบจากที่ไหน  
 
อ้างอิง
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
407
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
383
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
381
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
378
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
356
ไทยช่วยไทยพลัส อัดฉีดอย่างหนัก 1.8 แสนล้าน! เดือ..
325
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด