บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
401
3 นาที
19 พฤษภาคม 2569
ย้อนอดีต เศรษฐกิจไทยที่คนว่าดี ดีตอนไหน?
 

เศรษฐกิจไทยดีตอนไหน? ถือเป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะคำว่าดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับนักลงทุนคำว่าดีอาจหมายถึงตอนที่หุ้นขึ้น แต่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าคำว่าดีก็คือตอนที่ขายของได้ง่าย มีลูกค้าซื้อเยอะๆ ทั้งนี้หากจะพิจารณาว่าเศรษฐกิจดีจริงหรือไม่มีสมการที่ควรรู้คือ
 
เศรษฐกิจดี = GDP โตสูง + หนี้ครัวเรือนต่ำ + การกระจายรายได้ทั่วถึง
 
หมายถึงว่าถ้า GDP โต แต่มีหนี้ครัวเรือนสูง ก็ไม่เรียกว่าเศรษฐกิจดีเพราะเปรียบเหมือนบริษัทมียอดขายเยอะ แต่พนักงานส่วนใหญ่กลับไม่ได้มีรายได้เพิ่มบางทีอาจต้องกู้เงินเพื่อเดินทางมาทำงาน หรือถ้ากรณีที่ GDP โต แต่กระจุกอยู่ที่บริษัทใหญ่ ก็ไม่เรียกว่าเศรษฐกิจดีเช่นกัน แม้ราคาหุ้นจะดีแต่อำนาจการซื้อไม่ดีตาม พ่อค้าแม่ค้าขายของได้น้อยหรือแทบไม่ได้เลย เป็นต้น
 
เศรษฐกิจดีที่แท้จริง ต้องดูจากอะไร?
 

การจะบอกว่า เศรษฐกิจดีจริง ต้องมีตัวเลขที่ชัดเจน สำหรับประเทศไทยการที่เศรษฐกิจจะดี GDP ควรอยู่ที่ 3 – 5 % เหตุผลที่ต้องมากกว่า 3% ขึ้นไปเพราะถ้าโตต่ำกว่านี้เช่น 1 – 2 % จะเป็นการโตที่ไม่พอเพียงสำหรับการสร้างงานใหม่ หรือไม่โตพอที่จะรองรับต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น และการที่ปี 2569 ได้ประมาณการณ์ว่า GDP จะโต 1.6 – 1.8% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจปีนี้ไม่ดีตามหลักวิชาการ 

ซึ่งนอกจากดูตัวเลข GDP แล้ว ยังต้องดูอีกว่าเงินที่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจเป็นเงินจากส่วนไหน ถ้าได้มาจากการส่งออกและท่องเที่ยวเป็นหลักในขณะที่ภาคการบริโภคในประเทศตัวเลขหดตัวก็บอกได้ทันทีว่าเศรษฐกิจไม่ดีเช่นกัน
 
ทั้งนี้กำลังการซื้อก็เป็นสิ่งสำคัญวัดผลเศรษฐกิจดีไม่ดีได้เช่นกัน ถ้ามองภาพรวมตอนนี้หนี้ครัวเรือนไทยยังสูงถึง 86.7% ซึ่งหมายความว่า รายได้ 100 บาทที่คนไทยหามาได้ ต้องเอาไปจ่ายหนี้เกินครึ่ง ทำให้เงินเหลือ สำหรับจับจ่ายใช้สอยน้อยลง รวมถึงต้องดูรายได้ที่หักเงินเฟ้อออกแล้วควรต้องมีเหลือ เช่น ถ้าเงินเดือนขึ้น 3% แต่ข้าวแกงแพงขึ้น 5% แบบนี้เรียกว่า ราคาสินค้าพุ่งสูงเร็วยิ่งกว่ารายได้ก็เป็นสัญญาณที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เพราะจะทำให้คนมีกำลังซื้อลดลง
 
ย้อนอดีต เศรษฐกิจไทยที่คนว่าดี ดีตอนไหน
 

ประเทศไทยผ่านสถานการณ์วิกฤติมาหลายครั้ง แน่นอนว่าทุกครั้งมีผลทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ลองไปดูกันว่ายุคทองของเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงไหนบ้าง
 
1. ปี 2530 – 2539 ยุคทองของเศรษฐกิจไทย
 
ถือเป็นยุคที่เศรษฐกิจไทยโตแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ GDP โตเฉลี่ยเกือบ 9–10% ต่อปี มีบางปีขึ้นไปแตะกว่า 13% ด้วย รายได้ต่อหัวพุ่งจาก 21,000 บาท/ปี ในปี 2524 ขึ้นมาเกือบ 76,000 บาท/ปี ในปี 2539 ในช่วงเวลานั้นทั่วโลกถึงกับขนานนามว่าไทยคือ มหัศจรรย์แห่งเอเชีย (The Miracle of Asia) เหตุผลสำคัญที่ทำเศรษฐกิจโตดีเป็นเพราะ
  • ข้อตกลง Plaza Accord (ในปี 2528) ที่ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นเกือบเท่าตัว ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทยคือ ตัวเลือกแรก เพราะค่าแรงยังต่ำและนโยบายรัฐเปิดกว้าง
  • การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยมีเงินทุนไหลเข้าพุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่า ภายในเวลาไม่กี่ปี จากโรงงานประกอบรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมโตแซงหน้าภาคเกษตรเป็นครั้งแรก
ในยุคที่เศรษฐกิจดีแบบนี้ก่อให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหญ่ที่เริ่มมีกำลังซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย รถยนต์เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นยุคเดียวกับที่โครงการทางด่วนและรถไฟฟ้าเริ่มก่อสร้าง และดีถึงขนาดที่ห้างสรรพสินค้ายุคใหม่รวมถึงแบรนด์ต่างชาติเริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดมากขึ้น เพราะคนไทยตอนนี้มีกำลังการซื้อที่สูง
 
2.วิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540
 

เป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย และลุกลามไปจนกลายเป็นวิกฤตการเงินในระดับภูมิภาคเอเชีย สาเหตุหลักมาจากการกู้เงินต่างประเทศเกินตัว เพราะยุคนั้นดอกเบี้ยต่างประเทศต่ำมาก ประมาณ 4-5% ขณะที่ดอกเบี้ยในไทยสูงถึง 10-12% นักธุรกิจจึงแห่กู้เงินดอลลาร์มาลงทุน

โดยเชื่อว่าค่าเงินบาทจะคงที่อยู่ที่ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ แต่เงินที่กู้มาเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปสร้างโรงงานที่ผลิตสินค้าเสมอไป แต่ถูกนำไปปั่นราคาที่ดิน สร้างคอนโด และสนามกอล์ฟ จนราคาพุ่งเกินความจริงไปหลายเท่า

และเมื่อรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2540 ผลที่เกิดทันทีคือจาก 1 ดอลลาร์ = 25 บาท พุ่งขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 56 บาท ทำให้หนี้เงินกู้จากต่างชาติเพิ่มทวีคูณ เช่น กู้เงินมา 100 ล้านดอลลาร์ จากเดิมต้องคืน 2,500 ล้านบาท กลายเป็นต้องคืนเงินถึง 5,600 ล้านบาท ทันที
 
สถานการณ์ที่เกิดในขณะนั้นคือ ไฟแนนซ์กว่า 56 แห่งถูกสั่งปิดกิจการ คนแห่ไปถอนเงินเพราะกลัวธนาคารเจ๊ง รวมถึง บรรดาเศรษฐีและคนชนชั้นกลางที่เคยร่ำรวย ต้องเอาทรัพย์สิน แบรนด์เนม รถหรู มาวางขายตามริมถนนเพื่อหาเงินสดประทังชีวิต ผลกระทบยังลามมาถึงพนักงานออฟฟิศและคนทำงานก่อสร้างที่ตกงานนับล้านคน ซึ่ง GDP ในช่วงวิกฤตินี้เคยติดลบหนักสุดถึง -7.6% ในปี 2541 
 
3.ยุคฟื้นตัวหลังวิกฤต ปี 2545 – 2555
 
หลังจากเศรษฐกิจพังไม่เป็นท่าในช่วงต้มยำกุ้ง คนไทยก็เริ่มกลับมาตั้งหลักกันได้อีกครั้ง ในช่วงนี้ GDP ไทยโตเฉลี่ยที่ 5% - 7% ซึ่งถือว่ากำลังพอเหมาะ ไม่มากเกินไปจนเกิดฟองสบู่เหมือนตอนปี 40 และในปี 2546 เศรษฐกิจไทยโตถึง 7.1% โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการส่งออกที่ขยายตัวตาม
 
เศรษฐกิจโลก อีกสาเหตุที่ทำให้คนรุ้สึกว่าช่วงนี้เศรษฐกิจดีเป็นเพราะสัดส่วนหนี้ที่ยังอยู่ในระดับต่ำประมาณ 40-50% ต่อ GDP เมื่อหนี้มีน้อย กำลังการซื้อก็มีมากขึ้น คนในยุคนี้เริ่มมีเงินเหลือไปเก็บออม หรือนำเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไร ประกอบกับในช่วงนี้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ภาระในการผ่อนชำระหนี้ของประชาชนเบาบางลงมาก

แม้จะต้องเจอกับน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 แต่เนื่องจากกำลังซื้อที่ยังสูง ทำให้ในปี 2555 เศรษฐกิจไทยดีดกลับมาโตได้แรงถึง 7.2% ถือเป็นยุคการวางโครงสร้างของธุรกิจ SME และแฟรนไชส์หลายเจ้าที่เราเห็นในปัจจุบันเพราะเป็นช่วงที่คนมีกำลังซื้อและอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง
 
3.วิกฤติโควิด-19 ในปี 2563 – 2565 
 

ในช่วงเวลานี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้หยุดชะงักทั่วโลก ประเทศไทยที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวจึงได้รับผลอย่างมาก ในปี 2563 เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2540 GDP ติดลบถึง -6.1% จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 40 ล้านคนต่อปี เหลือแทบจะเป็น ศูนย์ และในช่วงล็อกดาวน์ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และสถานบันเทิง ถูกปิดตัวชั่วคราว

ทำให้กระแสเงินสดขาดสภาพคล่องทันที พนักงานโรงแรม พนักงานสายการบิน และอาชีพอิสระ (Freelance) คือกลุ่มที่กำลังซื้อหายไปเกือบ 100% หลายคนถูกพักงานโดยไม่จ่ายเงินเดือน เงินส่วนใหญ่ถูกใช้กัไปกับ สินค้าจำเป็น และ อุปกรณ์ดูแลสุขภาพ เช่น หน้ากากอนามัย, เจลล้างมือ เกิดกระแสการซื้อของออนไลน์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
 
ปี 2569 เศรษฐกิจไทยดีหรือไม่ดี?
 
มาถึงในปีนี้คือ 2569 ถามว่าเศรษฐกิจเราดีไหม คำตอบคือไม่ดีและยังอยู่บนความเสี่ยง เนื่องจากมีอัตราการเติบโตในระดับที่ช้าลง GDP ที่คาการณ์ในปีนี้ประมาณ 1.5 – 1.6% แถมยังมีหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ผสมผสานกับอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นไปที่ 3 % ซึ่งสูงขึ้นจากปีก่อนมาก ในขณะที่รายได้ของคนทำงานโตช้ากว่า ทำให้กำลังซื้อจริงหดตัวลง 
 
คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สินค้าขนาดใหญ่อย่างบ้านและรถยนต์มียอดขายลดลง เพราะธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากกลัวหนี้เสีย
 
ถ้าดูรายได้เฉลี่ยของคนไทยในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 269,643 ต่อปี ถ้าเทียบกับปี 2539 ที่รายได้ต่อหัวสูงถึง 76,000 บาท/ปี ก็ถือว่าต่างกันมาก และยังสวนทางกับรายได้ครัวเรือนที่เฉลี่ย 28,151 บาท/เดือน แต่มีภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 144,871 บาท/ครัวเรือน 
 
การที่จะให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นก็มีหลายองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง แต่ในตอนนี้สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือพยายามรักษาสภาพคล่องและระมัดระวังการก่อหนี้ใหม่ สำหรับคนทำธุรกิจหรือบรรดา SMEs ควรเน้นโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าผู้บริโภคจะมีโอกาสอยู่รอดในยุคที่เศรษฐกิจยังไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลงกว่านี้
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
409
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
384
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
381
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
379
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
356
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
330
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด