บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
2.1K
2 นาที
18 มีนาคม 2568
ตลาดชาไทยปี 2568 โต 3 เท่า ยอดซื้อสินค้าพุ่งพรวด 81%
 

ชาไทยถูกจัดให้เป็นอันดับ 5 ของเครื่องดื่มที่คนนิยมทั่วโลก ในส่วนของคนไทยเองก็รู้จัก “ชาไทย” มายาวนานถึงขนาดที่บางคนยกให้ชาไทยเป็นเมนูประจำตัวกันด้วย และถ้าให้พูดถึงจุดเด่นที่ชัดเจนก็ต้องบอกว่า “สีส้ม” ของชาไทย คือเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และมีผลทางจิตวิทยาด้วยเช่นกัน
 
ตามหลักจิตวิทยาของสีกับอาหารแล้ว สีที่กระตุ้นความอยากอาหารได้ดีคือสีโทนร้อน จะสังเกตได้ว่า ร้านอาหารกลุ่ม 
Fast Food จะเน้นใช้สีกลุ่มแดง เหลือง ส้ม เพื่อกระตุ้นให้คนอยากกิน และสีของชาไทยซึ่งเป็นการแต่งสีให้ส้มขึ้นกว่าปกติ เทียบกับรูปลักษณ์ต้นฉบับ อย่างชาซีลอน หรือชาชนิดอื่นๆ จึงดูน่าสนใจมากกว่าเวลาเดินผ่านหน้าร้านทีไรก็อยากจะเข้าไปซื้อทุกที
 
 
ถ้าไปดูในตลาดชาไทยพบว่าตอนนี้ก็มีหลายแบรนด์ที่นำเมนูนี้มาเป็นจุดขายและดูเหมือนว่าจะรายได้ดีมากด้วยเช่น
  • ชาตรามือที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2557 มีรายได้รวมกว่า 2,637 ล้านบาท
  • ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ก่อตั้งปี 2566 มีรายได้รวม 14 ล้านบาท
  • การัน ก่อตั้งในปี 2562 รายได้รวม 101 ล้านบาท
  • ยอดชา ก่อตั้งในปี 2566 รายได้รวม 11 ล้านบาท
  • ชาพะยอม ก่อตั้งปี 2566 รายได้รวม 34 ล้านบาท
และก็ไม่ใช่เท่านี้ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่เป็นร้านชาไทยมาแรงในปี 2568 อย่าง ชาไทย Fighting ที่ชอบออกเมนูใหม่ ๆ ให้ทันต่อกระแสและความชอบของคนไทย อาทิ ชาไทย Fresh (ชาไทยไม่ใส่นม) หรือ ชาไทยไร้น้ำหนัก(Thai Tea Light Flyweight) ชาไทยพลังงานน้อย ไม่มีไขมันทรานส์ เป็นต้น หรือแบรนด์อย่าง Tawang ที่นำเสนอการเบลนด์สูตรพิเศษคัดสรรใบชาเกรดพรีเมี่ยม ก็ถือเป็นอีกแบรนด์ที่น่าสนใจเช่นกัน
 
เหนือสิ่งอื่นใดความฮิตของชาไทยดูจะมาแรงเป็นพิเศษข้อมูลน่าสนใจระบุอีกว่า มีร้านเปิดใหม่เพิ่ม 205% พร้อมยอดสั่งซื้อโตอีก 81% ทะลุ 4 แสนแก้วในปี 2024 ที่ผ่านมา ถ้าดูเฉพาะอัตราการเติบโตในช่วง 2022-2024 อยู่ที่ราวๆ 3.3 เท่า มากกว่ากาแฟ Specialty ที่เติบโตแค่ 2.7 เท่าอีกด้วย โดย กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางของเทรนด์ชาไทย มีจำนวนร้านมากที่สุด คิดเป็น 46% ของทั้งประเทศ ตามมาด้วยนนทบุรี และชลบุรี
 
 
แต่ถึงแม้ยอดขายจะดูดีเป็นสินค้าที่ยอดฮิตแค่ไหน ก็ใช่ว่าธุรกิจร้านชานมใครเปิดจะรวยทุกคน เราต้องไม่ลืมว่านี่คือยุคที่คุ่แข่งมีเยอะ เทรนด์ผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แถมยังต้องสู้กับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่นต้นทุนวัตถุดิบและค่าครองชีพที่สูง รายได้ของคนส่วนใหญ่ที่ลดลง การจะสร้างแบรนด์ชาไทยให้ขายดีจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ร่วมด้วยเช่น
  • การวิเคราะห์ลูกค้าว่าต้องการสินค้าแบบไหน อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการและการสร้างจุดเด่นให้แบรนด์ก็สำคัญ
  • เรียนรู้แบบเจาะลึกในกรรมวิธีการผลิต โดยเฉพาะการคัดสรรใบชาและการนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม
  • ใส่ความคิดสร้างสรรค์ในธุรกิจ เริ่มตั้งแต่การสร้างคอนเซปต์ให้แบรนด์ หรือการพัฒนาเมนูที่แตกต่างจากรายอื่น
  • ไอเดียด้านการตลาด ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นการออกแบบแพคเกจจิ้งที่น่ารักๆ หรือออกแบบร้านที่สวยงามดึงดูดลูกค้าได้
  • การตลาดออนไลน์ยุคนี้มีผลอย่างมาก ยิ่งทำให้คนอยากแชร์รูปร้าน หรือเมนูได้มากเท่าไหร่ หรืออาจมีคอนเทนต์ที่สร้างกระแสให้ร้านก็จะยิ่งทำให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดีในปัจจุบันการลงทุนเปิดร้านชาไทย ถ้าเราไม่ถนัดหรือไม่มีประสบการณ์จริงๆ อาจเลือกลงทุนในระบบแฟรนไชส์ที่มีจุดเด่นคือเราไม่ต้องสร้างแบรนด์เอง ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ มีอุปกรณ์+วัตถุดิบ การสอนสูตร สอนเทคนิคการขาย การฝึกอบรมให้ก่อนเปิดร้าน และมีทีมงานให้คำปรึกษา ก็มีหลายแฟรนไชส์ที่น่าสนใจเช่น คอลล่า ที , เดรี่ชา , อรุ- ชา , อาคิตะชานมไข่มุก , จง ชง ดี , ฟินิกซ์ชา , มาโนอิ , มาจิเมะ เป็นต้น

ทุกแบรนด์เหล่านี้นอกจากมีเมนูชาไทยก็ยังมีเมนูเครื่องดื่มอื่นให้เลือก ซึ่งในมุมของคนสนใจลงทุนก็ควรศึกษารายละเอียดในแต่ละแฟรนไชส์ รวมถึงศึกษาในเรื่องสินค้าและบริการของแต่ละแบรนด์ รวมถึงเงื่อนไขในด้านการลงทุนต่างๆ เพื่อให้การตัดสินใจสร้างธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จได้อย่างสูงสุด
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
474
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
412
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
374
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
371
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
356
อวสานห้างไทยในตำนาน คน แบรนด์ สถานที่
354
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด