บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
282
3 นาที
8 มกราคม 2569
พลังของการเปลี่ยน ดีขึ้น 1% เก่งขึ้น 37.8 เท่า
 

ใกล้จะถึงปีใหม่ 2569 เชื่อว่าใครๆก็มีความตั้งใจว่าชีวิตในปีหน้า “ฉันจะต้องดีกว่าเดิม” แต่ตัวเลขที่ไม่น่าเชื่อคือคนที่ทำสำเร็จได้จริง เปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างที่ต้องการนั้นมีไม่ถึง 20% 
 
ถ้าเทียบกับคนที่ไม่สำเร็จนั้นสูงกว่า 80% แถมบางคนล้มเลิกความคิดตั้งแต่ช่วง 3 เดือนแรกของปีใหม่ หนักกว่านั้นคือบางคนล้มเลิกความคิดตั้งแต่สัปดาห์แรกของปีใหม่เหตุผลง่ายๆที่ตั้งใจแล้วทำไม่สำเร็จเพราะบางทีเรา “คิดใหญ่” เกินไป ซึ่งมีแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจที่ระบุว่า “ไม่ต้องเก่งทีเดียว! ขอให้ดีขึ้นวันละ 1% เมื่อครบปี เราจะเก่งกว่าเดิมเกือบ 38 เท่า
 
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ชอบตั้งเป้าหมายเมื่อ “ใกล้ปีใหม่”
 
ในช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แบบนี้มักเต็มไปด้วยแรงจูงใจ ที่หวังจะเห็นตัวเองในทางที่ดีขึ้น ก็เป็นผลมาจากจิตวิทยาที่น่าสนใจคือ
  1. The Fresh Start Effect หรือใช้ช่วงปีใหม่เป็นจุดเริ่มต้นในการรีเซ็ต เพราะการเริ่มต้นปีทำให้เรารู้สึกว่าความล้มเหลวในอดีตได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจึงเกิดแรงกระตุ้นและเชื่อมั่นว่าปีนี้แหละฉันจะทำให้สำเร็จ
  2. เป็นบรรทัดฐานทางสังคม เนื่องจากมีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลง การตั้งเป้าหมายใหม่ ทำให้เราเองก็รู้สึกว่าต้องทำตามกระแสนี้เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งกับสังคมนั้น
  3. ความปรารถนาที่จะหนีจากความไม่พอใจ สังเกตว่าการตั้งเป้าหมายใหม่เพื่อจะลบจุดด้อยเดิมที่เรามีอยู่ เช่นบางคนปีนี้ไม่มีเงินเก็บ ปีหน้าก็ตั้งเป้าว่าฉันจะต้องมีเงินเก็บ ปีนี้ฉันยังไม่มีรายได้เสริม ปีหน้าฉันจะต้องหารายได้เสริมให้ได้ เป็นต้น
วิธีเปลี่ยนชีวิตทีละ 1% ให้ดีขึ้น! เก่งขึ้น!


ภาพจาก https://app.envato.com

เป็นแนวคิดของ James Clear ที่ได้เผยแพร่ผ่านหนังสือขายดีที่เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพียง 1% ในแต่ละวัน แม้จะดูไม่มีความสำคัญในตอนแรก แต่เมื่อทำซ้ำๆไปเรื่อยๆ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในระยะยาว 
 
ถ้าคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์เราจะเก่งขึ้น 37.8 เท่า เพราะเป็นการเติบโตแบบทวีคูณ อย่างเช่นช่วงแรกประมาณ 1-6 เดือนอาจยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ช่วงเดือนที่ 6-9 จะเริ่มเห็นผลผลิตแห่งความพยายามและ ช่วงท้ายคือเดือนที่ 9-12 จะเป็นความต่างจากตอนต้นปีที่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น
  • อยากลดน้ำหนัก จำเป็นต้องออกกำลังกายทุกวัน อาจเริ่มที่วันละ 1-2 นาที แล้วค่อยเพิ่มไปเรื่อยๆ 
  • อยากจะอ่านหนังสือให้ได้มากขึ้น ก็เริ่มจากการอ่านวันละ 1-2 หน้าแล้วเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ 
  • อยากออกกำลังด้วยการวิ่งก็เริ่มจากการวิ่งแค่ 100 เมตร แล้วเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ 
  • อยากมีธุรกิจของตัวเอง ก็เริ่มจากลองทำร้านเล็กๆที่พอทำได้ขายไปเรื่อยๆ เก็บประสบการณ์ 
  • อยากมีเงินสะสมมากๆ ก็เริ่มจากเก็บเงินทีละ 10 -20 บาท และพยายามเก็บทุกวันสะสมมากขึ้นไปเรื่อยๆ 
ในทางกลับกันถ้าเราทำตัวแย่ลงเรื่อยๆ แค่วันละ 1% สุดท้ายครบ 1 ปีเราจะแย่ไปกว่าจุดเดิมอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน ยกตัวอย่างการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซื้อของที่ไม่จำเป็น ไม่มีการเก็บออม นั่นจะทำให้ฐานะทางการเงินของเราแย่ลงไปเรื่อยๆ เป็นอัตราความเสียหายแบบทวีคูณในระยะยาวได้เช่นกัน
 
รู้ว่าดี! แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ทำไม่ได้?


ภาพจาก https://app.envato.com

เรื่องนี้พูดง่ายแต่หลายคนบอกว่าทำยาก เดี๋ยวก็เหมือนไฟไหม้ฟาง เป็นอารมณ์ชั่ววูบ ฮึกเฮิมแค่ปลายปี พอต้นปีก็ไม่เอาอีกแล้ว เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักต้องการ “ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลทันที” เป็นผลจากที่วัดความก้าวหน้าจากผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนในระยะสั้น เมื่อทำอะไรใหม่ ๆ ไปสักพักแต่ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลมากพอเราก็มักจะท้อแท้และเลิกไป
 
เพราะมนุษย์มักคาดหวังว่าความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นในรูปแบบเส้นตรง (Linear) หมายความว่าถ้าเราพยายาม 10 เท่า ผลลัพธ์ก็ควรจะดีขึ้น 10 เท่าด้วย แต่ในความเป็นจริง การพัฒนาทักษะ หรือการสร้างความสำเร็จ มักเกิดขึ้นในรูปแบบ เส้นโค้งแบบทวีคูณ ช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลง 1% 
 
ซึ่งอาจกินเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจะ ต่ำกว่า ความคาดหวังของเราอย่างมาก เมื่อผลลัพธ์จริงไม่ตรงกับความคาดหวัง ความท้อแท้จะเข้ามาครอบงำ ทำให้เราสรุปว่า "วิธีนี้ไม่ได้ผล" และเลิกทำไปในที่สุด ซึ่งจุดนี้เองคือ จุดที่คนส่วนใหญ่ยอมแพ้
 
แต่เมื่อใดก็ตามที่เราให้เวลากับการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น เราจะเริ่มละทิ้งอุปนิสัยเดิมและกลายเป็นคนใหม่ที่ก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ คล้ายกับ “ทฤษฎี 21 วัน” ของ Dr. Maxwell Maltz ศัลยแพทย์ชาวอเมริกัน ที่บอกว่าคนเราจะเปลี่ยนนิสัยได้เมื่อทำต่อเนื่องติดต่อกันได้ถึง 21 วัน เพียงแต่ระยะเวลาในการสร้างนิสัยหรือเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ 18-254 วัน โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 66 วัน จึงจะถือว่าสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยหรือพฤติกรรมใหม่ได้อย่างสมบูรณ์
 
พลังการเปลี่ยน 1% นำไปประยุกต์ใช้ทางธุรกิจ
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ไม่ใช่แค่การนำไปใช้กับชีวิตทั่วไปแต่ในทางธุรกิจพลัง 1% ก็นำไปปรับใช้ได้ โดยเน้นที่การสร้าง “ระบบ” ที่ดีขึ้น แทนที่จะมองแค่ผลลัพธ์ทางธุรกิจเท่านั้น เช่น
  • ลดขั้นตอนที่ไม่มีมูลค่า (Waste) ในสายงานผลิตลง 1% ทุกสัปดาห์ เพื่อที่จะประหยัดต้นทุนการผลิตในระยะยาว
  • เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าเพียง 1% ผ่านการดูแลหลังการขายหรือให้บริการที่ลูกค้าจะค่อยๆ ประทับใจเรามากขึ้น
  • การลงทุน 1% ในทีมงานทำให้เกิดความผูกพันและประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นในระยะยาว 
  • มองหาวิธีการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง 1% ในแต่ละเดือน เช่น ต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ หรือเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกกว่า
ซึ่งในปี 2569 การแข่งขันทางธุรกิจจะสูงมาก ธุรกิจที่พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นแม้จะเพียง 1% แต่ในระยะยาวจะได้เปรียบคู่แข่งมาก ยกตัวอย่างถ้าเราเพิ่มความรู้ให้โอกาสพนักงานได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ เพิ่ม จะทำให้บริการลูกค้าได้ดีกว่าเดิม ลูกค้าพึงพอใจมากขึ้น โอกาสที่จะเปลี่ยนไปใช้บริการคู่แข่งก็ลดลง สัมพันธ์กับการลดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ของธุรกิจที่น้อยลง 
 
ดังนั้นในทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลง 1% ไม่ได้หมายถึงการทำให้ธุรกิจเติบโต 37.8 เท่าในด้านยอดขาย แต่อาจหมายถึงการทำให้ ธุรกิจอยู่รอด และ มีความสามารถในการทำกำไรสูงกว่าคู่แข่ง 37.8 เท่า เพราะคู่แข่งส่วนใหญ่มัวแต่พยายามเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในขณะที่เราค่อยๆเปลี่ยนให้ดีขึ้นทีละน้อยแม้อาจต้องใช้เวลามากหน่อยก็ตาม
 
อย่างไรก็ดีการพัฒนาตัวเองหรือธุรกิจด้วยพลัง 1% นั้นไม่ได้ง่ายแน่ ต้องอาศัยความพยายามสูงมาก บางคนไม่สามารถพัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้น 1% ได้ตามเป้า หรืออาจจะทำได้แย่กว่าด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือแค่ลืมมันไป ลืม 1% ที่เราแย่ลงเพื่อเริ่มต้นใหม่ในวันพรุ่งนี้กับ 1% ที่จะทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม 
 
แม้ว่าการเก่งขึ้นวันละ 1% ที่ว่านี้อาจไม่ได้เห็นผลในทันทีแต่ก็ไม่ต่างจากการเก็บเล็กผสมน้อยจากที่ไม่เห็นผลก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง 
 
ขั้นแรกเราต้องมาวางแผนชีวิตตัวเองก่อนว่า ในปีใหม่ 2569 นี้เราอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองด้านใด อยากทำอะไรให้สำเร็จมากที่สุด โฟกัสมาแค่เรื่องเดียวก่อน แล้วทำเรื่องนั้นให้ได้ พอปีนี้เราทำเรื่องนี้ได้ปีหน้าก็ค่อยหาเรื่องใหม่มาพัฒนาตัวเองต่อไป บางทีเริ่มต้นได้ช้าก็ยังดีกว่าการไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย
 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
477
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
413
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
379
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
376
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
362
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
362
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด