บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
428
3 นาที
12 กุมภาพันธ์ 2569
เปิดสูตรลับ “Taco Bell” เพิ่มยอดขาย 3 เท่า ซื้อบ่อย! ซื้อซ้ำ! กลับมาใช้บริการอีก
 

เมื่อทำธุรกิจสิ่งสำคัญก็คือ “ลูกค้า” ยิ่งตอนนี้ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็เจอแต่คู่แข่งรอบด้าน ผู้ประกอบการบางคนจึงพยายามเร่งหาลูกค้าใหม่ แต่ความลับของร้านที่มียอดขายโตวันโตคืนจะใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “Frequency Strategy” หรือการทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำบ่อยขึ้น มุ่งเน้นการเพิ่ม จำนวนครั้ง ที่ลูกค้าหนึ่งคนกลับมาใช้บริการหรือซื้อสินค้า
 
ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น จากเดิมปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 4 ครั้ง หรือจากเดือนละครั้ง เป็นสัปดาห์ละครั้ง ถ้ามองผิวเผินก็เหมือนจะเป็นวิธีที่ไม่เห็นผลอะไรชัดเจน แต่ถ้าวิเคราะห์ลงไปลึกๆ นี่คือกลยุทธ์ที่แม้แต่แบรนด์ระดับโลกทั้งหลายยังเลือกใช้
 
ลูกค้าเก่า VS ลูกค้าใหม่ ใครสร้างรายได้มากกว่ากัน!
 

สัดส่วนระหว่างลูกค้าเก่า กับลูกค้าใหม่ที่ใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐาน ประมาณ 60 : 40 หรือ 70 : 30 อย่างไรก็ดีกฏเกณฑ์นี้ไม่ได้ตายตัว ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ถ้าเพิ่งเริ่มธุรกิจใหม่ สัดส่วนลูกค้าเก่า ต่อลูกค้าใหม่อาจเป็น 80 : 20 เพราะต้องเน้นการสร้างฐานลูกค้าในช่วงแรก แต่เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตรายได้ที่มาจากลูกค้าเก่าจะเริ่มสูงกว่ากลุ่มลูกค้าใหม่

หรือถ้าแบ่งตามประเภทสินค้า เช่นสินค้าที่ใช้แล้วหมดไป เช่นข้าวสาร , อาหาร , ของใช้จำเป็น ฯลฯ สัดส่วนลูกค้าเก่า ต่อลูกค้าใหม่ควรอยู่ประมาณ 70 : 30 เพราะสินค้าเหล่านี้ต้องใช้ทุกวัน ถ้าลูกค้าไม่กลับมาซื้อซ้ำ แสดงว่าสินค้ามีปัญหาหรือคู่แข่งแย่งไปแล้ว
 
ถ้าดูในมุมของการสร้างรายได้ก็ชัดเจนว่าการหาลูกค้าใหม่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการขายให้ลูกค้าเดิมอย่างน้อย 5 เท่า และอาจสูงถึง 25 เท่าในบางธุรกิจ รวมถึงการเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้า (Customer Retention) เพียง 5% สามารถช่วยให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ตั้งแต่ 25% ขึ้นไป นั่นคือเหตุผลว่าทำไม Frequency Strategy ถึงเป็นหัวใจสำคัญในการอยู่รอด ในแง่ของพฤติกรรมลูกค้าเอง ก็น่าสนใจ ขณะที่ ลูกค้าใหม่ต้องผ่านขั้นตอน รู้จัก - ชอบ - เชื่อถือ จึงค่อยนำไปสู่การตัดสินใจซื้อ

และก็ต้องมาลุ้นอีกว่าจะพอใจสินค้าเราจริงไหม จะกลับมาซื้ออีกหรือเปล่า ในขณะที่ลูกค้าเก่าลัดขั้นตอนทั้งหมดมองไปที่การ “ซื้อซ้ำ” ได้ทันที ทำให้คำนวณการสร้างรายได้ที่แม่นยำกว่า นอกจากนี้ลูกค้าเก่าที่ประทับใจในบริการจะมีความรู้สึกต่อราคา น้อยกว่าลูกค้าใหม่ อาจจะยอมจ่ายแพงกว่านิดหน่อยเพื่อความสบายใจที่เคยได้รับ เป็นต้น
 
Frequency Strategy ยิ่งร้านเล็ก! ยิ่งต้องใช้
 

กลยุทธ์ความถี่ในการซื้อซ้ำไม่ได้เป็นเรื่องของธุรกิจใหญ่ๆเท่านั้น ตรงกันข้าม SMEs หรือแฟรนไชส์ต่างๆ จำเป็นต้องใช้
 
กลยุทธ์นี้ เหตุผลหลักๆคือด้วยงบด้านการตลาดที่เราสู้แบรนด์ใหญ่ไม่ได้ การรักษาลูกค้าเก่าให้กลับมาบ่อยๆ ที่ต้นทุนต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่ถึง 5-25 เท่า จึงไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด รวมถึงมีผลดีในอีกหลายด้านคือ

1.กระแสเงินสด (Cash Flow) และการบริหารจัดการที่ดีขึ้น
 

เมื่อลูกค้ามาบ่อยและคาดเดาจำนวนได้ ร้านจะเกิดสภาวะที่เรียกว่า "Predictable Revenue" หรือรายได้ที่คาดการณ์ได้ จะช่วยลดปัญหาเรื่อง Food Waste ที่ประหยัดต้นทุนวัตถุดิบได้มากขึ้น รวมถึงสามารถบริหารการจัดตารางพนักงานให้เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา อันเนื่องมาจากการมีข้อมูลเบื้องต้นว่าลูกค้ากลุ่มไหน ชอบมาตอนไหน เป็นต้น
 
2. สร้าง Loyalty ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ลูกค้าเก่าที่มาใช้บริการบ่อยทำให้เรามีข้อมูลเบื้องต้นว่าลูกค้าคนนี้ชอบสั่งอะไร ไม่ชอบอะไร มีพฤติกรรมหรือนิสัยแบบไหน การทักและจดจำรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ได้คือการสร้างความประทับใจที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นคนสำคัญ

เรื่องนี้ร้านเล็กจะได้เปรียบกว่าร้านใหญ่ที่อาจมีลูกค้ามากกว่าทำให้พนักงานจดจำได้ไม่ทั้งหมด สามารถนำไปผนวกกับการใช้ระบบสมาชิกที่ไม่ใช่แค่สะสมแต้มลดราคา แต่อาจมอบสิทธิพิเศษ ที่จะช่วยสร้างความรู้สึกให้ลูกค้าเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร้านมากขึ้น มีผลต่อการบอกต่อหรือสร้างยอดขายในระยะยาวได้ดีกว่าเดิม
 
3. เพิ่มการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้ทันที (Recency Effect)
 

เป็นผลทางด้านจิตวิทยาที่เมื่อคนเรารู้สึกพอใจ ประทับใจกับสิ่งที่ได้รับ จะเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจได้ทันที ยิ่งยุคที่มีคู่แข่งรอบด้าน ถ้าลูกค้ารู้สึกหิวและไม่รู้ว่าจะเอาตัวเลือกไหนดี ถ้ามีร้านที่ ราคาดี รสชาติคงที่ และไปง่าย ส่วนใหญ่เราจะเลือกไปร้านนั้นโดยสัญชาตญาณ
 
เปรียบเทียบกำไรต่อชิ้น VS กำไรจาก Frequency Strategy
 
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนเราจะลองยกตัวอย่างประกอบโดยสมมุติให้ร้านมีฐานลูกค้า 1,000 คน
 
ร้าน A (ไม่มี Frequency Strategy)
 
เน้นขายเมนูราคาปกติ แต่ลูกค้ามาเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง
  • ราคาต่อมื้อ 250 บาท
  • จำนวนครั้งที่มา 1 ครั้ง/เดือน
  • รายได้ต่อเดือน 250 x 1 x 1,000 = 250,000 บาท
อัตรากำไร (Margin 30%) 75,000 บาท
 
ร้าน B (ใช้ Frequency Strategy)
 
ทำการตลาดด้วยวิธีออกเมนู ชุดสุดคุ้ม หรือ บัตรสมาชิก เพื่อดึงให้ลูกค้ากลับมาเฉลี่ยเดือนละ 4 ครั้ง (สัปดาห์ละครั้ง)
  • ราคาต่อมื้อ (ลดลงเทียบกับร้าน A) 150 บาท (กำไรต่อชิ้นน้อยลง)
  • จำนวนครั้งที่มา 4 ครั้ง/เดือน
  • รายได้ต่อเดือน 150 x 4 x 1,000 = 600,000 บาท
  • อัตรากำไร (Margin ลดเหลือ 20% เพราะขายถูกลง) 120,000 บาทผลลัพธ์
** สังเกตว่าแม้กำไรต่อชิ้นจะน้อยลง แต่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 140% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 60% **
 
Taco Bell ใช้ Frequency Strategy ซื้อบ่อยขึ้น 3 เท่า
 
ถ้าจะให้เห็นภาพชัดเจนที่สุดต้องยกตัวอย่างจากแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดต์ต่างๆที่ถือว่าใช้ Frequency Strategy กันอย่างคึกคักซึ่งก็มีวิธีใช้ที่แตกต่างกันไป
 
1.McDonald’s
 

ใช้กลยุทธ์เพิ่มความถี่การซื้อด้วยแคมเปญเมนู 49.- หรือ 99.- ในมุมมองของคนทั่วไปอาจคิดว่าคือการลดแลกแจกแถม แต่ McDonald’s มองความคุ้มค่าระยะยาว ในปี 2024 แมคโดนัลด์ประเทศไทยทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 39 ปี (ประมาณ 7.9 พันล้านบาท) โดยมีกลยุทธ์ Everyday Value Meals เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลัก แมคโดนัลด์ใช้เมนูราคาประหยัดเหล่านี้จูงใจให้คนโหลดแอปฯ ซึ่งมียอดโหลดกว่า 4.7 ล้านคน
 
2.KFC
 

แคมเปญชุดคุ้มค่า เคยทำยอดขายพุ่งขึ้นถึง 59% ในสัปดาห์แรก และเติบโตเฉลี่ย 49% ตลอดแคมเปญ หรือกลยุทธ์หารแล้วคุ้มก็เป็นกลยุทธ์ Frequency Strategy ที่ KFC นำมาใช้เพราะเข้าใจพฤติกรรมคนไทยที่ชอบกินข้าวเป็นกลุ่ม จึงตั้งราคาชุดแชร์ให้หารออกมาแล้วตกคนละ 60-80 บาท ที่ใกล้เคียงกับราคาข้าวราดแกงหรืออาหารตามสั่งในห้าง ผลคือช่วยดึงคนจาก Food Court ให้เดินเข้ามาร้าน KFC แทน เพราะได้ความสะดวก ความสะอาด และรสชาติที่คุ้นเคยในราคาที่ จ่ายเพิ่มเพียงเล็กน้อย
 
3.Dairy Queen
 

Frequency Strategy ของ Dairy Queen คือการคงราคาไอศกรีมโคนไว้ในระดับต่ำ เริ่มที่ประมาณ 12-15 บาท มาอย่างยาวนาน แม้ต้นทุนจะขึ้น ซึ่งเป้าหมายคือไม่ได้หวังกำไรจากการขายเพียงชิ้นเดียว แต่ ต้องการให้ลูกค้า แวะมาใช้บริการทุกครั้งที่เดินผ่านห้าง เมื่อหยุดแวะซื้อให้ลูกหลาน หรือซื้อกินเอง ก็มีโอกาสสูงมากที่จะซื้อเมนูอื่นที่ราคาสูงขึ้น
 
4.Taco Bell

ชัดเจนในเรื่องการใช้ Frequency Strategy อย่างมาก เช่นการออกแพ็กเกจ "Taco Lover’s Pass" หรือจ่ายเงินประมาณ 300-400 บาท เพื่อแลกทาโก้ได้วันละ 1 ชิ้นฟรี เป็นเวลา 30 วัน แม้ว่า ทาโก้ 1 ชิ้นต้นทุนไม่สูง แต่การที่ลูกค้าต้อง มาร้านทุกวัน เพื่อใช้สิทธิ์ ทำให้ลูกค้าไปกินร้านอื่นน้อยลง และส่วนใหญ่เมื่อมาถึงร้านแล้ว มักจะสั่งน้ำอื่นเพิ่มเสมอ ผลของวิธีนี้คือเพิ่มจำนวนลูกค้าที่มาร้านบ่อยกว่าเดิมถึง 3 เท่า
 
ในส่วนของรายได้กรณีของ Taco Bell ทำให้ลูกค้ามียอดใช้จ่ายรวมต่อเดือนเพิ่มขึ้น 12.5% ทำให้ร้านมีรายได้สูงที่แปรผันตรงไปถึงกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นด้วย หรือกรณีของ McDonald’s ที่เป็นเซตสุดคุ้มและมีบริการเดลิเวอรี่เพิ่มยอดขายได้กว่า 40% ที่สำคัญช่วยลดอัตราการลูกค้าไปเลือกใช้บริการแบรนด์คู่แข่งได้มากกว่า 15-20%
 
 
สำหรับ Frequency Strategy ถ้าเป็นธุรกิจที่เปิดใหม่ เป็นร้านแฟรนไชส์ที่เพิ่งเริ่มต้น ในช่วงแรกอาจต้องยอมได้กำไรน้อยหรืออาจเท่าทุน ก็เพื่อให้ได้ฐานลูกค้าที่มากขึ้น จากนั้นพอธุรกิจเริ่มอยู่ตัวก็จะเป็นช่วงเวลาในการสร้างรายได้จากฐานลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ ส่วนจะเลือกใช้วิธีไหนอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การบริหารจัดการ ไอเดียเรื่องการตลาดของแต่ละแบรนด์เป็นสำคัญด้วย
 
อ้างอิง 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
408
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
384
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
381
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
378
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
356
ไทยช่วยไทยพลัส อัดฉีดอย่างหนัก 1.8 แสนล้าน! เดือ..
327
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด