บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    การเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์    ความรู้ทั่วไประบบแฟรนไชส์
423
4 นาที
25 มิถุนายน 2569
Relationship แฟรนไชส์ซอร์ VS แฟรนไชส์ซี จากคู่สัญญา สู่ คู่ค้าทางธุรกิจ
 

ในการทำธุรกิจระบบแฟรนไชส์ หลายคนมักมองว่ามันคือความสัมพันธ์แบบ ผู้ซื้อ-ผู้ขาย หรือ เจ้านาย-ลูกน้อง แต่ในความเป็นจริงแล้ว โมเดลแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จระดับโลกล้วนยืนอยู่บนฐานคิดเดียวคือ การเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnership) ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน (Interdependence) หากฝั่งใดฝั่งหนึ่งล้มเหลว อีกฝั่งก็ไม่สามารถอยู่รอดได้
 
ทั้งนี้ถ้าอธิบายให้เข้าใจมากขึ้นในส่วนที่เรียกว่า “การเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์” จะมีปัจจัยสำคัญอยู่ 3 ประการคือ
 
1.ความเสี่ยงร่วมกัน (Shared Risk)
 
ยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่าย ถ้าเป็นระบบเจ้านาย-ลูกน้อง ลูกน้องอาจจะไม่เดือดร้อนตราบใดที่ยังได้เงินเดือน แต่ในระบบแฟรนไชส์ ถ้าแฟรนไชส์ซีเจ๊ง ทางด้านแฟรนไชส์ซอร์จะสูญเสียรายได้จาก Royalty Fee ทันที และที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ หากร้านของแฟรนไชส์ซีโดนร้องเรียนจากลูกค้าไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตามย่อมมีผลทำให้ภาพลักษณ์และมูลค่าแบรนด์ (Brand Equity) ของแฟรนไชส์ซอร์ที่สร้างมา 20 ปี ได้รับผลกระทบในทันที
 
2. การสร้างนวัตกรรมที่เกิดจากข้างล่างขึ้นบน (Bottom-Up Innovation)
 
หากเป็นความสัมพันธ์แบบเจ้านาย-ลูกน้อง ไอเดียต้องมาจากผู้บริหารเท่านั้น แต่ในระบบแฟรนไชส์ หุ้นส่วนที่ดีจะรับฟังเพื่อนำเอาความคิดมาพัฒนาธุรกิจให้โตต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเมนูชื่อดังของโลกอย่าง Filet-O-Fish หรือ Egg McMuffin ของ McDonald’s ก็ล้วนเกิดจากแฟรนไชส์ซีที่เป็นคนคิดค้นขึ้นมาเพราะเห็นโอกาสจากการขายหน้าร้าน แล้วทางแฟรนไชส์ซอร์นำเอาแนวคิดนี้มาพัฒนาต่อ
 
3. ร่วมสร้างการเติบโตแบบทวีคูณ (Leverage)
 
ในขณะที่แฟรนไชส์ซอร์มีจุดเด่นคือ เป็นเจ้าของแบรนด์และมีระบบบริหารจัดการ ขณะที่แฟรนไชส์ซีมีจุดเด่น คือความต้องการลงทุน + แรงงาน และความเชี่ยวชาญท้องถิ่น การประสานความร่วมมือระหว่างแฟรนไชส์ซอกับแฟรนไชส์ซีจึงเหมือนการเติมเต็มกันและกัน หลายแบรนด์สามารถขยายสาขาได้หลัก 100 หรือมากกว่าในระยะเวลาไม่นาน ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟรนไชส์ซอร์ไม่มีทางทำได้เองคนเดียวถ้าไม่มีหุ้นส่วนอย่างแฟรนไชส์ซี และแฟรนไชส์ซีก็ไม่มีทางโตได้เร็วขนาดนี้ถ้าต้องปั้นแบรนด์และสร้างระบบเองจากศูนย์
 
คำว่า Strategic Partnership ในระบบแฟรนไชส์จึงไม่ใช่แค่คำสวยหรูแต่คือหลักการสำคัญในการอยู่รอดของการทำธุรกิจแฟรนไชส์ที่ไม่ใช่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเติบโตแต่ต้องเดินไปพร้อมกันเพื่อประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
 
เคสวิกฤตของ McDonald’s ในยุค 2000 
 

ภาพจาก https://citly.me/hZjk4

ตัวอย่างที่ชัดเจนถึงประสิทธิภาพของการเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnership) และ การพึ่งพาอาศัยกัน (Interdependence) คือกรณีของ McDonald’s ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นปี 2000 ที่สำนักงานใหญ่ (Franchisor) ตกอยู่ในสภาวะกดดันจากตลาดหุ้นอย่างหนัก ทำให้บอร์ดบริหารเร่งขยายสาขาเพื่อดันตัวเลขรายได้

โดยไม่สนใจศักยภาพของพื้นที่และเริ่มละเลยการสนับสนุนแฟรนไชส์ซี (Franchisee) ผลกระทบที่ตามมาเมื่อแฟรนไชสน์ซอร์เน้นแต่จะขายแฟรนไชส์เพิ่ม สาขาใหม่จึงไปแย่งลูกค้าสาขาเก่า แฟรนไชส์ซีที่เป็นผู้ลงทุนจึงเริ่มขาดทุน และไม่มีเงินไปบำรุงรักษาร้าน คุณภาพการบริการและอาหารก็ตกต่ำลง ส่งผลให้แบรนด์ภาพรวมของ McDonald’s ย่ำแย่ลงไปด้วย กระทั่งในปี 2002 McDonald’s ประสบปัญหาขาดทุนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับแต่เข้าตลาดหุ้น

ด้วยเหตุนี้ แฟรนไชส์ซอจึงเริ่มตระหนักว่า ถ้าแฟรนไชส์ซีอยู่ไม่ได้ แฟรนไชส์ซอก็ตายด้วย จึงเกิดกลยุทธ์ "Plan to Win" โดยหยิบปรัชญาหุ้นส่วนกลับมาใช้ แฟรนไชส์ซอร์ยอมสั่งชะลอการเปิดสาขาใหม่ชั่วคราว แล้วหันเอาเงินทุนและทรัพยากรทั้งหมดไปช่วยแฟรนไชส์ซีปรับปรุงร้านเดิม พร้อมการฝึกอบรมพนักงานใหม่ และร่วมกันพัฒนาเมนูเพื่อสุขภาพ การร่วมมือครั้งนั้นทำให้ยอดขายต่อสาขาของแฟรนไชส์ซีกลับมาเติบโต และพากันรอดพ้นวิกฤตมาได้
 
หลักการเบื้องต้นการทำงานร่วมกันระหว่าง Franchisor และ Franchisee
 

ในระบบแฟรนไชส์แม้จะมีตัวสัญญาเป็นตัวควบคุม แต่หลักการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างกันคือหัวใจในการขับเคลื่อน ทั้งนี้หากถอดแนวทางสำคัญออกมาจะมีด้วยกัน 4 ด้านคือ
 
1.กฏหมายและข้อตกลงร่วมกัน การมีสัญญาแฟรนไชส์คือแกนหลักในการกำหนดบทบาทหน้าที่เพื่อป้องกันความขัดแย้งล่วงหน้ามีหัวใจของเรื่องนี้ 3 ด้านคือ
  • สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งแฟรนไชส์ซีต้องยอมรับว่าเครื่องหมายการค้า สูตร โลโก้ และระบบงานทั้งหมดเป็นสิทธิ์ขาดของแฟรนไชส์ซอ และแฟรนไชส์ซีมีสิทธิ์เพียงเช่าใช้ตามระยะเวลาในสัญญาเท่านั้นและต้องไม่นำความลับทางการค้าไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อบุคคลภายนอก
  • การกำหนดพื้นที่สาขา ตรงนี้เป็นข้อตกลงที่สำคัญ แฟรนไชส์ซอควรระบุขอบแขตของแฟรนไชส์ซีให้ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีคู่แข่งที่เป็นแบรนด์เดียวกันมาเปิดใกล้ชิด 
  • เงื่อนไขการยกเลิกสัญญาและการโอนสิทธิ์ ทางแฟรนไชส์ซอต้องกำหนดให้ชัดว่าพฤติกรรมใดที่ถือเป็นการละเมิดขั้นรุนแรงที่มีสิทธิ์ยึดคืนสิทธิ์ รวมถึงในกรณีที่แฟรนไชส์ซีต้องการส่งต่อกิจการให้ลูกหลานต้องมีขั้นตอนทางกฏหมายอย่างไร
2.การจัดการและระบบปฏิบัติการ คือจุดที่ทำให้ระบบแฟรนไชส์ต่างจากธุรกิจทั่วไปเพราะคือการทำงานภายใต้ระบบคิดเดียวกัน ซึ่งแฟรนไชส์ซีต้องปฏิบัติตามคู่มือ (SOP) อย่างเคร่งครัด เช่นเทคนิคการทำอาหาร , การแต่งกายพนักงาน , การแต่งร้าน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นแบรนด์เดียวกันในทุกสาขา และหน้าที่ของแฟรนไชส์ซอคือการส่งทีมมาตรวจสอบและประเมินสาขาอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นการช่วยรักษามาตรฐานของแบรนด์และทำให้อยู่รอดได้ทั้งแฟรนไชส์ซอและแฟรนไชส์ซีในระยะยาว
 
3.การสื่อสารและการสนับสุนระหว่างกัน ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีของแฟรนไชส์ซอและซี นำไปสู่ความพังพินาศได้ และสิ่งที่จะเชื่อมโยงระหว่างกันได้คือการฝึกอบรมที่ต่อเนื่องไม่ใช่แค่การสอนวันเปิดร้านวันแรก แต่แฟรนไชส์ซอต้องมีระบบ Re-training เมื่อมีการอัปเดตเมนูใหม่ เทคโนโลยีใหม่ หรือเมื่อแฟรนไชส์ซีกำลังเผชิญปัญหาต่างๆ และควรมีการประชุมร่วมกันระหว่างตัวแทนจากแฟรนไชส์ซอกับตัวแทนจากฝั่งแฟรนไชส์ซี เพื่อเปิดโอกาสให้แต่ละฝั่งได้สะท้อนปัญหา หรือพูดถึงในสิ่งที่เจอ จะได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกันได้
 
4.โครงสร้างการเงินและความโปร่งใส ที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ โดยตัวเลขต้องมีความชัดเจนทั้ง 2 ฝ่าย เช่น แฟรนไชส์ซีมีหน้าที่จ่ายค่าสิทธิ์รายเดือน (Royalty Fee) และค่าการตลาดส่วนกลาง (Marketing/Advertising Fee) ตามสัดส่วนยอดขาย สิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญคือ และแฟรนไชส์ซอร์ต้องโปร่งใสในการนำเงินกองทุนการตลาดไปใช้ และต้องพิสูจน์ให้แฟรนไชส์ซีเห็นว่า แคมเปญการตลาดที่คิดนั้นส่งผลให้ยอดขายที่หน้าร้านของโตขึ้นจริง 

นอกจากนี้แฟรนไชส์ซอต้องคำนวณราคาขายส่งวัตถุดิบให้แฟรนไชส์ซี โดยเหลือ Margin ที่มากพอให้แฟรนไชส์ซีสามารถจ่ายค่าแรงพนักงาน ค่าเช่าที่ และเหลือผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุน (ROI) ไม่ใช่แฟรนไชส์ซอร์ได้กำไรจากวัตถุดิบอยู่ฝ่ายเดียว แต่แฟรนไชส์ซีขาดทุนจนต้องปิดตัวลง
 
Relationship ตัวแปรสำคัญของ Franchisor และ Franchisee
 

ในหลักการทำงานร่วมกันที่กล่าวมานี้จำเป็นมากที่ต้องมี Relationship เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อแทรกและผสานอยู่ในทุกกระบวนการทำงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์และสร้างผลลัพธ์ในเชิงธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม 3 ด้านคือ

1.เปลี่ยนจากความไม่ไว้ใจสู่ความร่วมมือ 100% ถ้า Relationship ไม่ดีแฟรนไชส์ซีจะทำงานตามมาตรฐานแค่ต่อหน้า เพราะกลัวโดนปรับหรือกลัวโดนยึดสิทธิ์ แต่ลับหลังอาจจะแอบลดต้นทุนวัตถุดิบ หรือทำอื่นใดที่ขัดแย้งกับแนวทางของแบรนด์เพื่อประโยชน์ของตัวเองฝ่ายเดียว แต่หากมี Relationship เกิดขึ้นจะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน แฟรนไชส์ซีจะปฏิบัติตามมาตรฐานด้วยความเต็มใจ เพราะเชื่อมั่นว่าสิ่งที่แฟรนไชส์ซอร์บอกจะนำพาให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
 
2.อัตราการขยายสาขาโตแบบก้าวกระโดด ในกรณีที่ไม่มี Relationship ระหว่างกันส่วนใหญ่เมื่อหมดสัญญาแฟรนไชส์ซีมักถอนตัวหรือไปเปิดแบรนด์ของตัวเองเนื่องจากรู้สึกไม่ได้รับการดูแลจากแฟรนไชส์ซอดีเท่าที่ควร แต่หากมี Relationship ที่ดีย่อมนำไปสู่ความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) สูง ตัวเลขชี้ว่าแฟรนไชส์ซีที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแฟรนไชส์ซอร์ มีแนวโน้มที่จะเปิดสาขา เพิ่มขึ้น 60-70% ซึ่งช่วยให้แบรนด์โตเร็วโดยที่ซอร์ไม่ต้องเหนื่อยกับการมองหาผู้ลงทุนรายใหม่
 
3.ร่วมกันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ การมี Relationship ที่ดีระหว่างกันจะช่วยกันประคับประคองธุรกิจให้ฝ่าได้ทุกวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะช่วงเงินเฟ้อ หรือปัญหาจากการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ ความสัมพันธ์ที่ดีทำให้หันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกันอย่างมีคุณภาพเช่น แฟรนไชส์ซออาจจะช่วยยอมลดค่า Royalty Fee ชั่วคราว หรือช่วยเจรจาค่าเช่าที่ให้ ส่วนแฟรนไชส์ซีก็พร้อมปรับตัวลดต้นทุนเพื่อพยุงแบรนด์ให้รอดไปด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างคิดต่างทำ โดยไม่มีความรู้สึกหรือคิดจะปรึกษาหารือกัน
 
แบรนด์แฟรนไชส์ในไทย! เน้นกลยุทธ์บริหารความสัมพันธ์เพื่อพัฒนาธุรกิจ

ในส่วนของประเทศไทยที่มีแฟรนไชส์มากกว่า 690 แบรนด์ มีตัวอย่างของหลายแบรนด์แฟรนไชส์ที่ใช้กลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์มาเสริมความแข็งแกร่งในการทำธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น
 
1.ปตท.(OR) จัดมหกรรมแฟรนไชส์คู่ค้าจัดเต็ม ThaiFranchise Matching Expo 2026 เพื่อส่งเสริมและเปลี่ยนนิยามคู่ค้าให้กลายเป็นพันธมิตรผู้ร่วมเติบโต นอกจากการรับฟังวิสัยทัศน์ในการดำเนินงาน ยังเปิดโอกาสให้แฟรนไชส์ซีได้มีโอกาสจับคู่ธุรกิจกับแบรนด์สถานีบริการน้ำมันที่สนใจเพื่อโอกาสไปพร้อมกัน
 
2.กาแฟพันธุ์ไทยจัด Open House และถือเป็นแบรนด์ที่เน้น Relationship ได้อย่างชัดเจนซึ่งกิจกรรม Open House ดังกล่าวมีการดึงผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านการลงทุนมาคุยกับผู้ที่สนใจลงทุนแบบตัวต่อตัว เพื่อปรับทัศนคติ แลกเปลี่ยนความคิด แชร์เทคนิคการลงทุน เพื่อให้คนที่ต้องการลงทุนเข้าใจในวิสัยทัศน์ของแบรนด์ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการคนลงทุนที่เงินพร้อมเท่านั้น 
 
3. CP ALL กับโมเดล Store Business Partner (SBP) สำหรับ 7-Eleven ประเทศไทย คำว่าแฟรนไชส์ซีถูกเปลี่ยนเป็นคำว่า "Store Business Partner (SBP)" หรือ "คู่ค้าทางธุรกิจ" และมีตำแหน่งเฉพาะที่เรียกว่า FC (ที่ปรึกษาร้านค้า) โดยเจ้าหน้าที่ตำแหน่งนี้ 1 คนจะรับผิดชอบดูแล SBP (แฟรนไชส์ซี) ประมาณ 4-6 สาขาทุกๆสัปดาห์ เพื่อนั่งคุย แลกเปลี่ยนข้อมูล วิเคราะห์ยอดขาย ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งบุคลากรและการบริหารร้าน เปลี่ยนรูปแบบจากผู้ตรวจมาตรฐานมาเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับผู้ลงทุนอย่างชัดเจน
 
ปัจจุบันการลงทุนแฟรนไชส์แม้เป็นรูปแบบที่ประสบความสำเร็จได้รวดเร็ว คนลงทุนไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ไม่ต้องสร้างแบรน์เอง มีระบบบริหารจัดการให้พร้อม แต่ถ้ามองถึงการลงทุนในระยะยาวเรื่องของ Strategic Partnership เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ลงทุนจะมองข้ามไม่ได้

การที่ทั้งแฟรนไชส์ซอและแฟรนไชส์ซี มีความสัมพันธ์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ใช่แค่การเติบโตของใครคนได้คนหนึ่งแต่คือการเติบโตด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งคู่ ซึ่งในมุมของลูกค้าจะมองที่เรื่องแบรนด์เป็นสำคัญถ้าแฟรนไชส์ซีบริหารจัดการดี สินค้ามีคุณภาพนั่นคือภาพรวมที่ดีทั้งหมด โดยทั้งแฟรนไชส์ซอและแฟรนไชส์ซีควรมีความจริงใจต่อกันเป็นเคล็ดลับในการทำธุรกิจร่วมกันที่จะเติบโตไปได้อีกไกลในอนาคต
 
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 แฟรนไชส์ขายดีทุกวัน คนซื้อซ้ำสูง! ลูกค้ากลับมา..
544
Panera Bread โมเดล “ค่ากาแฟแบบรายเดือน” ยอดขาย 2..
491
93 แฟรนไชส์ ร่วม “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ ..
464
เปิดสูตรลับเจ้าของแฟรนไชส์! เงินก้อนจากค่าแรกเข้..
463
Lelecha รายได้ 4,000 ล้าน! ยังขาดทุน แก้ปัญหาด้ว..
440
แฟรนไชส์การศึกษาโกลเด้นเบรน All Students, One St..
412
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด