บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
259
3 นาที
11 สิงหาคม 2569
Burger War ตลาดจีน มูลค่า 2 แสนล้านบาททุกร้านต้องขาย! สาขารวมกว่า 140,000 แห่ง
 

ในยุคที่ประเทศจีนยังไม่เปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก แต่ก็มีหลายเมนูท้องถิ่นที่มีประวัติยาวนาน สินค้าที่ลักษณะคล้าย เบอร์เกอร์ในยุคนั้นคือ “โร่วเจียหมัว” (Roujiamo) ที่แปลตรงตัวว่าเนื้อที่ถูกหนีบด้วยขนมปัง และอีกเมนูคือ “กัวเปา” (Guabao) ที่เป็นแป้งหมั่นโถวยัดไส้หมูตรงกลาง มีผักกาดดองรสเปรี้ยวหวาน โรยด้วยถั่วลิสงบดและผักชี ก่อนที่ในยุคต่อมา (ประมาณปี 1987) KFC ได้เริ่มเข้ามาเปิดตลาด และตามมาด้วย McDonald's ในปี 1990 
 
ตัดภาพมาที่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าอาหารแบบ Quick-Service / Fast Food เติบโตในจีนสุดขีด แน่นอนว่าต้องมีเบอร์เกอร์เป็นหนึ่งในสินค้าหลักหลัก มูลค่าตลาดรวมของธุรกิจนี้มากกว่ามากกว่า 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท แต่ถ้ามองเฉพาะตลาดเบอร์เกอร์ (Hamburger Market) มีมูลค่าประมาณ 4.45 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้เบอร์เกอร์ขายดีในจีนได้แก่
  1. วิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมือง ทำให้มีอัตราการย้ายเข้าสู่สังคมเมือง (Urbanization) ของจีนที่สูงเกินกว่า 60% ทำให้ผู้บริโภควัยทำงานต้องการอาหารที่รวดเร็ว สะดวก และรับประทานง่าย 
  2. การมีระบบเดลิเวอรีที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจุบันการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันและบริการ Cloud Kitchen ในจีนเติบโตมาก ทำให้เบอร์เกอร์กลายเป็นอาหารยอดนิยมในการสั่งไปทานที่บ้านหรือออฟฟิศ 
  3. เกิดสงครามราคา เนื่องด้วยการแข่งขันที่สูงทำให้ราคาเบอร์เกอร์ต่อชิ้นในจีนเข้าถึงง่ายมาก บางแบรนด์จัดโปรโมชันราคาเริ่มต้นไม่ถึง 10 หยวน หรือประมาณ 50 บาท ทำให้กลายเป็นอาหารมื้อหลักในชีวิตประจำวันแทนที่จะเป็นอาหารมื้อพิเศษเหมือนในอดีต
ตอกย้ำด้วยตัวเลขร้านเบอร์เกอร์ที่เคยสูงกว่า 120,000 ร้าน ในช่วง ไตรมาสที่ 2 ของปี 2023 อย่างไรก็ดีตัวเลขนี้กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงในปัจจุบันพบว่ายอดรวมของร้านที่ขายเบอร์เกอร์ในจีนมีสาขารวมกันตอนนี้กว่า 140,000 แห่ง
 
โครงสร้างตลาดเบอร์เกอร์จีน แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่
 
เมื่อก่อนสถิติจะนับเฉพาะร้านฟาสต์ฟู้ดอย่าง McDonald's, KFC, Wallace หรือ Tastien ที่เป็นขาใหญ่แบรนด์ดังแต่ในปัจจุบัน ร้านประเภทอื่นพากันบรรจุเมนูเบอร์เกอร์เข้าไปในร้านเพื่อดึงยอดขายเช่นกันทำให้ตัวเลขสาขารวมแตะระดับ 1.4 แสนแห่ง แค่จำนวนสาขาของแบรนด์ใหญ่เพียง 4 เจ้าในจีน สาขารวมกันก็มีกว่า 55,000 แห่ง และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนของตลาดนี้จะมีโครงสร้าง 3 กลุ่มใหญ่คือ

1.กลุ่มแบรนด์ท้องถิ่นของจีน นำโดยแบรนด์สัญชาติจีนที่ใช้กลยุทธ์ราคาประหยัดและเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มใหญ่อย่างเช่น

ภาพจาก www.facebook.com/wallacethailand
  • Wallace แม้จะมีการปิดสาขาที่ไม่ได้กำไรไปบ้างเพื่อปรับโครงสร้าง แต่ข้อมูลอัปเดตปี 2569 ระบุว่ายังมีสาขาเปิดให้บริการอยู่มากที่สุดในจีนถึง 19,442 สาขา
  • Tastien ตัวเลขอัพเดทสาขาเมื่อช่วงกลางปี 2026 มีสาขารวมกว่า 12,518 แห่งที่มากกว่าสาขาของ McDonald's
2.กลุ่มแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก เป็นส่วนของแบรนด์จากตะวันตกที่เข้ามาทำตลาดในจีนและขยายสาขาได้ต่อเนื่อง
  • KFC ปัจจุบันมีสาขารวมประมาณ 12,997 แห่ง ซึ่งได้มีการเพิ่มสินค้าใหม่อย่างเบอร์เกอร์แป้งจีนเข้ามาดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้น
  • McDonald's ปัจจุบันมีสาขาทั่วประเทศจีนประมาณ 7,782 แห่ง และตั้งเป้าหมายในการเปิดสาขาใหม่ให้ครบปีละ 1,000 แห่ง
  • Burger King ปัจจุบันมีสาขาอยู่ที่ราว 1,250 แห่ง และอยู่ระหว่างการขยายสาขาไปสู่เป้าหมาย 4,000 แห่ง
ภาพจาก www.mcdonalds.co.th

3.กลุ่มร้านอาหาร / เครื่องดื่ม ที่เพิ่มเมนูเบอร์เกอร์ขายในร้าน ซึ่งในกลุ่มนี้แต่เดิมไม่มีเบอร์เกอร์แต่มาเพิ่มในภายหลังเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสความนิยมอย่างเช่น M Stand ที่เป็นร้านกาแฟ , ร้านไอศกรีม DQ , Haidilao , Pizza Hut เป็นต้น นับรวมสาขาของร้านในกลุ่มนี้อีกประมาณ 70,000 – 80,000 แห่ง 
 
เมนูเบอร์เกอร์! ทุกร้านต้องมี เพิ่มรายได้เฉลี่ยให้ร้าน 15-25%
 
ในอดีตเบอร์เกอร์เป็นการแข่งขันของแบรนด์ดังไม่กี่รายมาตอนนี้แข่งกันทุกร้าน ซึ่งก็มีการพัฒนาเมนูที่เป็นจุดเด่นของตัวเองออกมาเพื่อเป้าหมายเดียวคือหวังดึงยอดขายเข้าร้านให้มากที่สุดยกตัวอย่างคือ
  • Haidilao ที่เปิดแบรนด์ลูกคือ Hiburger เมนูเด่นคือ "เบอร์เกอร์ไก่ทอดซอสเสฉวนหม่าล่า" จุดเด่นคือการดึงซอสหม่าล่าและซุปสูตรเฉพาะของ Haidilao มาปรุงเป็นซอสเบอร์เกอร์ ทานคู่กับแป้งอบสด แถมเน้นกลยุทธ์ราคาที่ถูกมากเริ่มต้นเพียงชิ้นละ 9.9 หยวน ประมาณ 45-50 บาท ทำให้ในช่วงเปิดตัวสามารถทำยอดขายสูงแตะ 1,000+ ออเดอร์ต่อวันต่อสาขา
  • M Stand ร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยม ที่อัพเกรดธุรกิจด้วยการเพิ่มเมนูเด่นคือ เบอร์เกอร์เนื้อแองกัสซอสเห็ดทรัฟเฟิล (Angus Beef Truffle Burger) เสิร์ฟคู่กับกาแฟสกัดเย็น โดยขายเบอร์เกอร์ในราคาค่อนข้างสูงคือ 78 หยวนหรือประมาณ 350 บาท แต่ก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจเพราะช่วยเพิ่ม ยอดซื้อต่อบิล (Average Ticket Size) ของร้าน ในช่วงเวลา 11.30 - 13.30 น. ได้มากขึ้นจากเดิมที่ลูกค้าสั่งแค่กาแฟแก้วเดียว ตอนนี้ขายคู่กับเบอร์เกอร์ได้ด้วย
  • DQ (Dairy Queen) ซึ่งกลุ่ม CFB Group ผู้บริหารสิทธิ์ DQ ในจีน ได้ปรับโฉมจากร้านไอศกรีมธรรมดาให้กลายมาเป็นร้านอาหารสไตล์อเมริกันมากขึ้นในรูปแบบ Blizzard & Burgers พัฒนาเมนู “เบอร์เกอร์เนื้อแองกัสซอสวูสเตอร์เชียร์สไตล์เซี่ยงไฮ้” (Shanghai Worcestershire Flavored Angus Burge) ซึ่งเป็นการผสมผสานซอสเปรี้ยวหวานแบบท้องถิ่นเซี่ยงไฮ้เข้ากับเนื้อวัตถุดิบนำเข้า ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับดีเกินคาดขนาดที่ CFB Group ประกาศแผนเชิงรุกอย่างเป็นทางการในการขยายสาขาโมเดล Blizzard & Burgers นี้ให้ครบ 180 สาขา
  • Pizza Hut ได้พัฒนาเมนู "Angus Beef Pizza-Burger” ซึ่งเป็นเบอร์เกอร์เนื้อแองกัสที่ใช้แป้งพิซซ่าหนานุ่มสูตรลับของร้านมาทำเป็นชิ้นประกบแทนขนมปังปกติ ถือเป็นการเพิ่มไลน์อาหารให้หลากหลายช่วยกระตุ้นยอดขายของสาขาทั่วประเทศจีนให้มีรายได้มากขึ้น
จะสังเกตได้ว่าเมนูเบอร์เกอร์ของแต่ละร้านไม่ได้เป็นแค่กระแสชั่วคราว แต่มีข้อมูลที่ระบุชัดเจนว่าเบอร์เกอร์เหล่านี้ช่วยเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อสาขา (Revenue per Store) ของร้านที่ไม่ใช่ฟาสต์ฟู้ดตรง ๆ ให้เติบโตขึ้นเฉลี่ย 15% - 25% เนื่องจากสามารถดึงดูดผู้บริโภคจีนที่ต้องการความสะดวก เร็ว และคุ้มค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
เปรียบเทียบตลาด “เบอร์เกอร์จีน” กับ “ตลาดเบอร์เกอร์ไทย”
 

ภาพจาก https://citly.me/yDRve

ตลาดเบอร์เกอร์ในไทยก็โตได้ในระดับหนึ่งแต่อาจไม่หวือหวาเหมือนในจีน ในตลาดอาหารบริการด่วน (QSR) ที่มีมูลค่าประมาณ 51,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนของเบอร์เกอร์&แซนด์วิชประมาณ 23% แต่สาเหตุที่ตลาดจีนโตไปไกลและไปเร็วกว่าตลาดเมืองไทยก็เพราะหลายปัจจัยเกี่ยวข้องได้แก่
 
1.ขนาดของ Economy of Scale เนื่องจากจีนมีโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์และวัตถุดิบขนาดใหญ่ เช่น เครือข่าย McChain ของ McDonald's China และซัพพลายเออร์ท้องถิ่นที่ผลิตวัตถุดิบส่งให้แบรนด์ดัง Wallace และ Tastien โรงงานเหล่านี้เดินเครื่องผลิตตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น (Unit Cost) ของเนื้อบด ซอส หรือชีส ถูกมากถึงขนาดทำให้
 
ขายเบอร์เกอร์ในราคาชิ้นละ 10 หยวน (ประมาณ 45-50 บาท) แล้วยังมีกำไร ขณะที่ เมืองไทยแม้มีผู้ประกอบการผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปที่มีมาตรฐานสูงก็จริงแต่ Market Size เบอร์เกอร์ในไทยยังมีขนาดเล็กกว่าจีนหลายเท่า ต้นทุนการผลิตเนื้อบดสำเร็จรูป (Patty) หรือขนมปังเบอร์เกอร์เกรดอุตสาหกรรมในไทยจึงยังคงสูงกว่าจีน ส่งผลให้เบอร์เกอร์ในไทยยากที่จะทำราคาให้ถูกเหมือนในจีนได้
 
2.จีนเน้นนวัตกรรมการพึ่งพาวัตถุดิบส่วนท้องถิ่น เพราะในจีนเนื้อวัวมีราคาแพงและควบคุมต้นทุนยาก บรรดาซัพพลายเชนจึงเน้นทำเบอร์เกอร์ไก่

ซึ่งจีนมีศักยภาพในการเลี้ยงและแปรรูปไก่ ประกอบกับการใช้แป้งนวดมืออบสดสไตล์จีน ทำให้ร้านค้าสามารถซื้อแป้งดิบแช่แข็งมาอบเองที่หน้าร้านได้เลย ลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้มาก ขณะที่ตลาดไทยยังคงติดภาพจำของเบอร์เกอร์สไตล์ตะวันตกร้านส่วนใหญ่จึงยังต้องพึ่งพาเนื้อนำเข้า เช่น ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น ทำให้ต้นทุนผันผวนตามค่าเงินและค่าขนส่ง 
 
3.ระบบการจัดส่งและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก โดยเฉพาะระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Logistics)
 
ทำให้หลายแบรนด์ดัง สามารถส่งแป้งสดแช่แข็งและเนื้อสดไปถึงทุกสาขาทั่วประเทศได้โดยที่ของไม่เสีย และรักษาต้นทุนค่าส่งไว้ได้ต่ำมาก

ขณะที่ระบบโลจิสติกส์ของไทยแม้จะพัฒนาไปไกลมากเช่นกันโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวแต่ค่าบริการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิแช่แข็งไปยังต่างจังหวัดไกล ๆ ยังคงมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสัดส่วนยอดขาย ทำให้การขยายสาขาเบอร์เกอร์ในไทยยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่เป็นหลัก
 
ในมุมของตลาดจีนคงมีหลายปัจจัยที่ได้เปรียบตลาดไทย แต่ถ้าวิเคราะห์ในมุมของการผนวกและประยุกต์ใช้น่าจะทำให้ SMEs ในไทยมองเห็นทิศทางของตลาดเบอร์เกอร์ว่าแท้ที่จริงยังโตได้อีกมาก และในยุคที่คนต้องการความคุ้มค่า + ราคาไม่แพง การพัฒนาเบอร์เกอร์ให้เป็นจุดขายก็ถือว่าน่าสนใจที่จะช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านได้มากขึ้น ซึ่งก็อยู่ที่วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ในการทำตลาดของผู้ประกอบการเป็นสำคัญด้วย
 
อ้างอิง :
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
731
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
537
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
363
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
358
อวสานสินค้าแบรนด์เนม ยอดขายดิ่ง 2.28 แสนล้านบาท ..
347
อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับวิสัยทัศน์เปลี่ยน LACO สู่..
346
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด