บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
285
2 นาที
15 ตุลาคม 2569
หม้อไฟเวียดนาม! ตลาด 9 แสนล้านบาท ร้านเล็กเน้นปริมาณ! ร้านใหญ่เน้นรายได้


ถ้าพูดถึงหม้อไฟอาจไม่คุ้นหู แต่ถ้าพูดว่าเป็นร้านสุกี้ อาจทำให้มองเห็นภาพได้ชัดมากขึ้น ในเมืองไทยถือเป็นตลาดที่การแข่งขันสูง มีหลายแบรนด์อย่างที่เราทราบเช่น MK Restaurants , สุกี้ ตี๋น้อย , ลัคกี้ สุกี้ , โบนัสสุกี้ , ชาบูชิ , Mo-Mo-Paradise และยังไม่นับรวมพวกร้านหม่าล่าหม้อไฟต่างๆ เข่น แซวอรี่ หม่าล่าทั่ง , ยอนนี่ปลาต้มผักกาดดอง , โมหยูเหมียว เป็นต้น
 
สำรวจตลาดนี้ในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 31,000 ล้านบาท พฤติกรรมของลูกค้านิยมบริโภคเฉลี่ย 2-4 ครั้ง/เดือน และเน้นความคุ้มค่า คุ้มราคา กลุ่มที่ตั้งราคากลางๆ ประมาณ 219 – 300 บาท คือกลุ่มราคาที่คนให้ความสนใจมากที่สุด
ถ้าวัดกันที่จำนวนสาขา อันดับ 1 ต้องยกให้ MK ที่มีสาขารวมกว่า 430 แห่ง โดยยึดพื้นที่ทำเลยึดพื้นที่ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศ
 
ขณะที่อันดับ 2 คือสุกี้ตี๋น้อย สาขารวมกว่า 100 แห่ง เน้นแบบ Stand-alone ขนาดใหญ่นอกห้างและคอมมูนิตี้มอลล์ที่รองรับที่จอดรถและลูกค้าได้จำนวนมาก ส่วนอันดับ 3 คือ ชาบูชิ จำนวนสาขาประมาณ 130 แห่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่นิยมการทานแบบสายพานสไตล์ญี่ปุ่นและถ้าดูกันที่เรื่องของรายได้ MK ก็ยังครองตลาดสูงสุดประมาณ 14,000 ล้านบาท ตามมาคือสุกี้ตี๋น้อย ประมาณ 10,000 ล้านบาท แม้รายได้จะน้อยกว่า MK แต่สุกี้ตี๋น้อยก็มีประสิทธิภาพในแง่รายได้ต่อสาขาที่สูงกว่า 80-100 ล้านบาทต่อปี

ในไทยว่าเดือด! แต่ในเวียดนามเดือดกว่า ตลาด 9 แสนล้านบาท
 

ภาพจาก https://citly.me/RbhAi
 
ลองไปดูในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่ขนาดเศรษฐกิจเริ่มเติบโตแซงเมืองไทยในหลายด้าน หากมองในแง่ของตลาดอาหารและเครื่องดื่มมีมูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท และดูเหมือนว่ามีหลายปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจนี้ยิ่งเติบโต
  • กำลังซื้อของชนชั้นกลางพุ่งสูง ซึ่งมีรายงานจาก World Bank ว่าชนชั้นกลางในเวียดนามมีอัตราเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 36% ของประชากรภายในปี 2026–2030 ส่งผลให้คนกล้าจับจ่ายอาหารในราคาที่สูงขึ้น
  • วัฒนธรรมการกินแบบ Sharing โดยคนเวียดนามให้ความสำคัญกับการกินข้าวร่วมกันในกลุ่มเพื่อนและครอบครัว หม้อไฟจึงเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างดี
  • การเพิ่มขึ้นของ Gen Z และ Millennials มีผลสำรวจระบุว่ามากกว่า 50% ของคนเวียดนามมีอายุตํ่ากว่า 35 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเปิดรับวัฒนธรรมอาหารต่างชาติ รวมถึงใส่ใจเรื่องบรรยากาศร้านที่ถ่ายรูปสวยเพื่ออัพโซเชี่ยล
ทั้งนี้หากนำธุรกิจในกลุ่มร้านหม้อไฟ / สุกี้ มาจัดอันดับตามจำนวนสาขา และรายได้พบว่า

1. Golden Gate Group (GGG)

เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสาขามากที่สุดมากกว่า 300 แห่ง โดยมีแบรนด์หลักอย่าง Kichi-Kichi ประมาณ 110 สาขา, Manwah ประมาณ 70 สาขา รวมถึงแบรนด์ในเครืออย่าง Hutong และ Ashima ที่มีสาขากระจายทั่วเมืองใหญ่

2. Redsun ITI Corporation


มีสาขาประมาณ 70 แห่ง แบรนด์หลักคือ Hotpot Story ที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ

3. Dookki Vietnam


เน้นสุกี้หม้อไฟสไตล์เกาหลี ราคาประหยัด เน้นทำเลใกล้สถานศึกษาและห้างสรรพสินค้า
 

ภาพจาก https://citly.me/RbhAi
 
แต่ถ้ามาดูกันที่ตัวเลขรายได้ Golden Gate Group (GGG) ก็ยังเป็นผู้นำ รายได้รวมทั้งเครือธุรกิจกว่า 11,000 ล้านบาท แต่หากนับเฉพาะธุรกิจร้านหม้อไฟ/สุกี้ประมาณ 5,000 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 2 คือ Haidilao Vietnam ที่มีรายได้ประมาณ 3,300 ล้านบาท แต่เป็นที่ 1 ในด้านการทำรายได้ต่อสาขา ส่วนอันดับ 3 คือ Redsun ITI ที่มีรายได้ในกลุ่มธุรกิจนี้ประมาณ 1,500 ล้านบาท
 
อย่างไรก็ดีมองในอีกด้านแม้กลุ่มทุนใหญ่เหล่านี้จะครองตลาดในแง่ของสาขารวมที่มีกว่า 30% ของทั้งประเทศค่าใช้จ่ายของลูกค้าที่ใช้บริการในแบรนด์พรีเมี่ยมเหล่านี้ประมาณ 300,000 – 600,000 ดอง หรือประมาณ 400 – 800+ บาท/คน
กลยุทธ์การขายคือเน้นบริการแบบพรีเมี่ยมที่แม้คนส่วนใหญ่จะนิยม แต่ก็มีกลุ่มร้านหม้อไฟในกลุ่มร้านทั่วไปที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าไม่น้อยเช่นกัน
 
ส่วนใหญ่จะเป็นร้านริมทาง / ตึกแถว ที่มีจำนวนร้านรวมกันมากกว่า 70% อาจไม่เน้นความพรีเมี่ยมเท่าร้านใหญ่แต่เน้นการขายปริมาณในราคาที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายกว่า รายจ่ายต่อคนเมื่อใช้บริการประมาณ 100,000 – 200,000 ดอง หรือประมาณ 130 – 270 บาท โดยมีหลายแบรนด์ที่น่าสนใจเช่น
  • Lẩu Cua Đất Mũi (เหลา กัว ดัด มุ่ย) นํ้าซุปเข้มข้น ขยายหลายสาขาในโฮจิมินห์ เจาะกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนในราคาที่ไม่แพง
  • Bò Nhúng Dấm (บ่อ นุง เซิ้ม) เป็นร้านอดฮิตในฮานอย เติบโตจากร้านตึกแถวจนกลายเป็นร้านท้องถิ่นที่มีหลายสาขา เน้นรสชาติเปรี้ยวกลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมเนื้อวัวสไลด์และผักสดพื้นบ้าน ราคาเข้าถึงง่าย
  • Lẩu Bò Ba Toòng (เหลา บ่อ บา ต่อง) ร้านหม้อไฟเนื้อวัว ที่เน้นการจัดแต่งร้านดึงดูดสายคอนเทนต์ ตั้งราคาขายในระดับสตรีทฟู้ดทั่วไป จึงเข้าถึงลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก

ภาพจาก https://citly.me/RbhAi

ทั้งนี้เราจะเห็นความหลากหลายของธุรกิจหม้อไฟ/สุกี้ในเวียดนามที่แม้จะเป็นตลาดที่แข่งขันสูง แต่ร้านก็มีการพัฒนาเพื่อสร้างจุดเด่นของแต่ละแบรนด์ รวมถึงโฟกัสกลุ่มลูค้าของตัวเองอย่างชัดเจน เพื่อกำหนดทิศทางของการประชาสัมพันธ์ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากกับการทำธุรกิจในยุคนี้ที่หากรู้ว่าสินค้าทำมาเพื่ออะไร ทำมาขายใคร จะมีโอกาสสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น
 
อ้างอิง 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 

บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
“สินค้าจีน–ทุนจีนบุกไทย” SME เปลี่ยนเกม ไม่แข่งร..
1,207
Kopi Kenangan จากร้านกาแฟทุน 5 แสน สู่ยูนิคอร์นม..
436
ทำไมไทยเบฟฯ ยอมขาย KFC? จากนักล่าซื้อกิจการ กลับ..
429
เซี่ยงไฮ้ ไทยแลนด์ AMAM LONBAKERY TOWN ตลาดเบเกอ..
429
Masan Group เบอร์ 1 ค้าปลีกเวียดนาม ครองตลาด 70%..
426
ยุคเงินกู้แอปเดลิเวอรี่! คลิกเดียวกู้ง่าย! จ่ายค..
425
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด