บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
267
2 นาที
24 กุมภาพันธ์ 2569
กฎการลงทุนเพื่อ “ให้เงินงอก” เริ่มต้นด้วยเงิน 1,000 เปลี่ยนเป็นเงินแสน
 

อัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์หลักๆ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 บัญชีออมทรัพย์แบบมีสมุดปกติส่วนใหญ่ให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.25% ต่อปี แสดงว่าถ้าเราฝากเงิน 1,000 บาท ผ่านไป 1 ปี จะได้ดอกเบี้ยเพียง 2.50 บาท เทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มต่อเนื่องจะมองว่าแทบไม่มีประโยชน์ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนมองหา “การลงทุน” ในรูปแบบอื่นเพราะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า แต่ก็ใช่ว่าทุกคนลงทุนแล้วจะประสบความสำเร็จ เนื่องด้วยหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง ซึ่งคนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงการลงทุน มักจะนึกถึง
  • หุ้นตัวไหนจะขึ้นแรง
  • คริปโตตัวไหนจะทำกำไรคูณ10
  • คอนโดทำเลทองซื้อเพื่อขายต่อหรือปล่อยเช่า
  • กองทุนไหนให้ผลตอบแทนสูงสุด
ทั้งนี้ในมุมของคนที่มีเงินทุนมากๆ จะลงทุนแบบไหนยังไงก็คงไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งหัวใจสำคัญมีอยู่ 3 อย่างคือ
  1. การรักษาเงินต้น (Capital Preservation) ระวังอย่าให้ขาดทุนหนัก
  2. พลังของดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) เมื่อเงินต้นใหญ่ขึ้น แม้แต่ผลตอบแทนเพียงเล็กน้อยก็สร้างจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นมากได้ เช่น 7-10% ต่อปีของเงิน 10 ล้าน ต่างจาก 7-10% ของเงิน 1 แสน เป็นต้น
  3. การกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) โดยภาษานักลงทุนบอกว่า “อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” ดังนั้นการจัดพอร์ตที่ผสมผสานทั้งสินทรัพย์เสี่ยงสูงและต่ำได้อย่างลงตัวคือการกระจายความเสี่ยงที่ดีที่สุด
วิธีการลงทุนเพื่อ “ให้เงินงอก” ที่ควรรู้!
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ในมุมของการลงทุนปัจจุบันมีหลายรูปแบบ จะเลือกอย่างไหนก็ขึ้นอยู่กับความรู้+ความพร้อมของแต่ละบุคคล 
 
1. การลงทุนเพื่อ "ส่วนต่างราคา" (Capital Gain)
 
คือการซื้อของถูกมาขายแพง เน้นที่การเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสร้างความมั่งคั่ง เข่น
  • หุ้นเติบโต (Growth Stock)  หุ้นของบริษัทที่กำไรโตต่อเนื่อง ราคาหุ้นจึงพุ่งสูงขึ้นหุ้นกลุ่มนี้มักไม่มีปันผล หรือจ่ายน้อยมาก เพราะบริษัทจะเอาเงินกำไรทั้งหมดไปลงทุนต่อเพื่อขยายกิจการ
  • อสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เช่น การซื้อคอนโด/บ้าน ในทำเลที่กำลังจะมีรถไฟฟ้าผ่าน แล้วขายต่อเมื่อราคาขยับขึ้น
  • สินทรัพย์ทางเลือก  เช่น ทองคำ, นาฬิกาหรู, งานศิลปะ หรือ Cryptocurrency (Bitcoin) ซึ่งมูลค่าขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและความหายาก
2.การลงทุนเพื่อ "กระแสเงินสด" (Passive Income / Cash Flow)
 
คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเป็นเงินสดกลับมาหาเราสม่ำเสมอ โดยที่เราไม่ต้องขายสินทรัพย์นั้นทิ้ง เหมาะสำหรับคนอยากมีรายได้เพิ่มอีกทาง เช่น
  • หุ้นปันผล (Dividend Stock) คือซื้อหุ้นของบริษัทที่มั่นคงและแบ่งกำไรมาจ่ายผู้ถือหุ้นเป็นรอบปี
  • อสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า เช่นลงทุนซื้อคอนโดหรืออาคารพาณิชย์เพื่อให้คนเช่ากินส่วนต่างทุกเดือน
  • กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ / REITs คือการลงทุนที่เราไปเป็นเจ้าของร่วมในตึกแถว ห้างสรรพสินค้า หรือโรงงาน แล้วรอรับส่วนแบ่งจากค่าเช่า
3. การลงทุนใน "ตราสารหนี้" (Fixed Income)
 
คือระบบที่เราทำตัวเป็น เจ้าหนี้ แล้วให้คนอื่นกู้เงินไปเพื่อแลกกับ ดอกเบี้ยความเสี่ยงมักจะต่ำกว่าหุ้น แต่ผลตอบแทนก็น้อยกว่าเช่นกัน ยกตัวอย่างที่ชัดๆคือ พันธบัตรรัฐบาล
 
กฎลงทุนเพื่อ “ให้เงินงอก” เริ่มต้นด้วยเงิน 1,000
 
ภาพจาก https://app.envato.com
 
ในอีกมุมหนึ่งคนที่เงินทุนน้อย เกิดคำถามว่าแล้วเงิน 1,000 จะทำยังไงให้เงินงอกเร็วที่สุด ถ้าพูดตรงๆ เงิน 1,000 หากนำไปลงทุนในสินทรัพย์การเงิน เช่นหุ้น, กองทุน ต่อให้ได้กำไร 10% เราก็จะได้แค่ 100 บาท ซึ่งอาจใช้เวลานานเป็นปีด้วย
 
แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนโจทย์ใหม่ว่าเงิน 1,000 จะออมยังไงให้ได้ผลตอบแทนเร็วสุดก็มีหลายกฏลงทุนที่นำมาผนวกใช้ได้
 
1.กฎแห่ง 72 (The Rule of 72) คือสูตรที่ใช้คำนวณแบบคร่าวๆ ว่า ต้องใช้เวลากี่ปี เงินลงทุนของเราถึงจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยอาศัยพลังของดอกเบี้ยทบต้น วิธีคือเอา 72 ตั้ง หารด้วยอัตราผลตอบแทนต่อปี เช่นถ้าเราลงทุนได้กำไร 8% ต่อปี 
 
72 / 8 = 9 แปลว่าเงิน 1,000 จะกลายเป็น 2,000 ในเวลา 9 ปี วิธีนี้จะช่วยให้เราเลือกสินทรัพย์ลงทุนได้สอดคล้องกับเป้าหมายเวลา
 
2.กฎ 50 / 30 / 20  เป็นกฎที่ใช้สำหรับการจัดสรรเงินออม เช่น 50% คือค่าใช้จ่ายที่จำเป็น , 30% ค่าใช้จ่ายส่วนตัว , 20% คือเงินออมและการลงทุน  กฏข้อนี้อาจไม่ได้ทำให้เงินงอกเงยแต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีระบบการเงินที่เป็นสัดส่วนสำหรับวางแผนอนาคตได้ดีขึ้น
 
3.กฎ 20 / 4 / 10  เป็นกฎที่ใช้ป้องกันการขาดสภาพคล่อง ยกตัวอย่างถ้าต้องการซื้อรถสักคัน หากใช้กฏนี้เขามาเช็คการเงินต้อง วางเงินดาวน์อย่างน้อย 20% ผ่อนไม่เกิน 4 ปี หรือ 48 งวด และค่าผ่อนรถต่อเดือนไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ ถ้าคุมรายจ่ายการซื้อรถได้ตามนี้ ก็จะมีเงินเหลือสำหรับการนำไปลงทุนอื่นๆ ได้
 
ระบบ 3 ถังเงิน ออมเงินเดือนละ 1,000 เพื่อรายได้หลักแสน
 
เมื่อจัดสรรการเงินได้เป็นระบบ การใช้ “ระบบ 3 ถังเงิน” ก็เพื่อให้เงิน 1,000 ต่อเดือนของเราเริ่มทำงานอย่างจริงจัง หลักการของวิธีนี้คือแบ่งเงินเป็น 3 ส่วน
  • ส่วนที่ 1: 300 บาท สำหรับการใช้จ่ายฉุกเฉิน อาจเก็บในรูปแบบของดิจิทัลออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ย 1.5 – 3% ต่อปี
  • ส่วนที่ 2: 300 บาท เพื่อใช้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เช่นการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้
  • ส่วนที่ 3: 400 บาท เป็นเงินที่จะไปใช้ในอนาคตอีกประมาณ 10ปี  เน้นการลงทุนระยะยาวเช่นกองทุน S&P 500

ภาพจาก https://app.envato.com

หากทำได้ตามแผน เงินต้นรวมในเวลา 10 ปี ประมาณ 170,000  - 185,000 บาท คิดผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุนรวม 6-7% ต่อปี เงินต้นที่เก็บ 120,000 บาท กำไร/ดอกเบี้ยประมาณ 50,000 – 65,000 บาท แม้จะดูเป็นตัวเลขที่ไม่มากแต่ก็แสดงให้เห็นถึงพลังของการลงทุน

ถ้าในแต่ละเดือนเรามีเงินออมเข้าไปมากกว่าเดิมรายได้สุดท้ายก็จะเพิ่มขึ้นได้อีกมาก การลงทุนให้เงินงอก เป็นเรื่องของ วินัย x ระยะเวลา x สินทรัพย์ที่ถูกต้อง และความมั่งคั่งคือผลพลอยได้จากความอดทน ซึ่งหลายคนทำได้ในขณะคนส่วนมากก็ลองทำแล้วแต่ไม่สำเร็จเช่นกัน
 
อ้างอิง :
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
เซลล์ร้อยล้าน! ต้องมีเป้าหมาย มีวินัย แก้ปัญหาลู..
878
อวสานตึกธนาคาร ความงดงามที่ไม่เหลือ
750
สูตรลับ "สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี" แบบขายดีทุกวัน!
677
วิกฤติหนัก! เกาหลีใต้ ร้านกาแฟปิดตัว 50% Market..
595
ค้าปลีกเปลี่ยนเกม ปี 69 ศึกคอมมิวนิตี้มอลล์ OR-C..
589
ยกระดับธุรกิจของคุณด้วยพลังแห่งการออกแบบ
567
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด