บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
262
2 นาที
24 กุมภาพันธ์ 2569
"Big Data" บนจานซูชิของ Sushiro เบื้องหลังรายได้กว่า 4,700 ล้าน
 

เมื่อก่อนมีคำว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” คือธุรกิจที่เป็นรายใหญ่มักเอาชนะรายเล็กด้วยต้นทุนทางธุรกิจที่มากกว่า แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไปประโยคที่ว่า “ใครเร็วกว่าได้เปรียบ” เข้ามาแทนที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีตัวเลือกมากขึ้นใครดีกว่าคุ้มกว่าน่าสนใจกว่าก็จะถูกเลือกจากลูกค้า สัมพันธ์กับการตลาดแบบ “Speed to Market” ที่มีอิทธิพลในยุคนี้อย่างมาก
 
ถ้ามองลึกถึงรายละเอียด Speed to Market ไม่ใช่แค่การรีบลงมือทำก่อนคนอื่น แต่หมายถึงการปรับโครงสร้างกระบวนการทำงานทั้งหมดให้มี ความคล่องตัวเพื่อลดระยะเวลาในทุกขั้นตอน ไล่ตั้งแต่
  • การคิดค้นไอเดีย
  • การพัฒนา หรือ Development
  • การผลิต (Production)
  • การจัดจำหน่ายและการตลาด (Distribution & Marketing)
Speed to Market มีผลต่อยอดขายทางธุรกิจแค่ไหน?
 

ภาพจาก www.facebook.com/SushiroThailand

ความเร็วในการเข้าถึงลูกค้ามีผลโดยตรงต่อผลประกอบการทางธุรกิจ ที่ชัดเจนมากคือเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากกว่า 20% ยกตัวอย่างว่ามีลูกค้ามาสอบถามสินค้าและบริการหากเราตอบกลับได้ภายใน 5 นาทีงานวิจัยระบุว่ามีโอกาสปิดการขายได้มากถึง 21 เท่า แต่ถ้าปล่อยผ่านยิ่งนานเท่าไหร่โอกาสจะเปลี่ยนจากคนที่สนใจให้กลายเป็นลูกค้าก็ลดลงเรื่อยๆ
 
หรือถ้าดูในธุรกิจอาหารก็ยิ่งชัดเจนว่า Speed to Market มีความสำคัญมากโดยเฉพาะการเพิ่มอัตราการหมุนเวียนโต๊ะ (Table Turnover Rate)
 
สมมุติว่าปกติ 1 โต๊ะใช้เวลาทาน 60 นาที แต่ถ้าทำให้ลดเหลือ 45 นาที ด้วยการรับออเดอร์เร็วขึ้นอาหารออกไวขึ้น ใน 3 ชั่วโมง เราจะรับลูกค้าได้เพิ่มขึ้นมาก หรือการขายที่รวดเร็วอาจเพิ่มยอดขายให้ร้านได้มากถึง 25-30% ในข่วงเวลาเร่งด่วน มีตัวเลขที่น่าสนใจพบว่า
  • ร้านอาหารที่ลดเวลาการรอคอย (Wait Time) ลงได้ 10% มักจะมีคะแนนความพึงพอใจเพิ่มขึ้น
  • ร้านที่ลูกค้าพอใจจะมียอดขายรวมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5-10% จากการกลับมาซื้อซ้ำ
  • ลูกค้ากว่า 60% ระบุว่า "ความเร็วในการได้รับอาหาร" เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจกลับมาทานร้านอาหารจานด่วนอีกครั้ง
"Big Data" บนจานซูชิของ Sushiro เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ
 

ภาพจาก www.facebook.com/SushiroThailand

Sushiro ขยายสาขาในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว โดยมีสาขารวมกว่า 41 แห่ง ทำเลส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น CentralwOrld, Siam Paragon, Iconsiam และขยายไปต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่อย่าง เชียงใหม่, ชลบุรี ,ระยอง
 
ทั้งนี้ Sushiro มีแนวคิดที่ต่างจากร้านทั่วไป คือการตั้งงบประมาณค่าวัตถุดิบ (Food Cost) ไว้สูงมากขณะที่ร้านอาหารทั่วไปมักคุมต้นทุนอาหารไว้ที่ 30-40% แต่ Sushiro ยอมให้พุ่งสูงถึง 50% หรือมากกว่าก็เพื่อเน้นคุณภาพที่ต้องสร้างความประทับใจให้ลูกค้าและสำคัญกว่าคือการใช้ “Big Data” มาช่วยเพิ่มยอดขาย
 
ถ้าสังเกตให้ดีเวลาที่เราเข้าไปใช้บริการในร้าน อาหารที่หมุนมาตามสายพานในอีกมุมหนึ่งคือระบบ IT ที่สุดยอดมาก เพราะต้จานซูชิทุกใบของ Sushiro จะมีการติดแถบ RFID (Radio Frequency Identification) ซึ่งทำงานร่วมกับเซนเซอร์ที่ติดตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ของสายพาน มีเป้าหมายสำคัญคือ
  • การควบคุมระยะทาง โดยระบบจะกำหนดว่าซูชิแต่ละหน้ามี ระยะทางวิ่ง ได้ไกลแค่ไหน เช่น ไม่เกิน 350 เมตร หากจานนั้นวิ่งผ่านเซนเซอร์แล้วพบว่าระยะทางเกินที่กำหนด แขนกลอัตโนมัติจะดีดจานนั้นออกจากสายพานทันทีเพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้กินแต่ของที่ยังสดใหม่
  • การวิเคราะห์พฤติกรรม โดยระบบจะบันทึกว่า จานสีอะไร (ซึ่งระบุราคาและประเภท) ถูกหยิบที่ โต๊ะไหน และ เวลาเท่าไหร่ ข้อมูลนี้จะถูกส่งกลับไปยังห้องครัวเพื่อประมวลผลทันที เพื่อให้เชฟทำหน้ายอดนิยมออกมาเติมได้ทันที ลดการเสียโอกาสในการขาย (ลูกค้าไม่ต้องรอนาน) และลดขยะอาหาร (Food Waste) ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีระบบการคำนวณแบบ Real-time นับจำนวนลูกค้าที่เดินเข้าร้านและที่นั่งอยู่ ณ ขณะนั้น ผสมกับสถิติในอดีต เพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำว่าควรวางเมนูอะไรบนสายพานในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการลูกค้าที่จะสัมพันธ์กับการเตรียมวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากการเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็วยังลดต้นทุน Food Waste ให้เหลือเพียงประมาณ 1-3% เท่านั้น

Sushiro ใช้ความเร็ว+คุณภาพ! รายได้กว่า 4,700 ล้านบาท
 

ภาพจาก www.facebook.com/SushiroThailand

ทั้งนี้ Sushiro เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ทำให้คนไทยคุ้นชินกับการจองคิวผ่านแอปฯ อย่างจริงจัง ระบบนี้ช่วยแก้ปัญหา ความช้าในการรอคอย
 
ซึ่งเป็น Pain Point ใหญ่ของร้านอาหารดัง ทำให้ลูกค้าบริหารเวลาได้ และร้านไม่ต้องเสียลูกค้าที่เดินหนีเพราะคิวยาว ก็เป็นอีกหัวใจสำคัญในการทำตลาดแบบ Speed to Market ที่ทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ทั้งในแง่ของรายได้ จำนวนสาขา และความนิยมของลูกค้า โดยมีแบรนด์คู่แข่งที่ตามมาอย่าง Katsu Midori , Genki Sushi , Shinkansen Sushi เป็นต้น ถ้าดูในส่วนของรายได้พบว่า
  • ปี 2566 รายได้รวม 1,892 ล้านบาท กำไรสุทธิ 172 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 9.1%
  • ปี 2567 รายได้รวม 2,902 ล้านบาท กำไรสุทธิ 369 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 12.7%
  • ปี 2568 รายได้รวม 4,731 ล้านบาท กำไรสุทธิ 728 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 15.4%
จะเห็นได้ว่าอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 9.1% เป็น 15.4% ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับธุรกิจร้านอาหาร สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีแม้ะเติบโตสูงในไทย แต่รายได้ในไทยยังคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 4% ของรายได้ทั้งหมดทั่วโลก ของเครือ Food & Life Companies (บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น)
 
สำหรับภาพรวมระดับโลก ภายใต้การบริหารของ Food & Life Companies LTD. มีรายได้ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2,880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.3 แสนล้านเยน)
 
โดยมีเป้าหมายขยายธุรกิจในต่างประเทศให้มีสัดส่วนถึง 35% ของรายได้รวมในอนาคต ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการทำธุรกิจที่เน้น Speed to Market โดยมีการพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นระบบเพื่อให้เข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้นแบบที่หลายธุรกิจควรศึกษาเพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับการทำธุรกิจของตัวเองได้
 
อ้างอิง :
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
เซลล์ร้อยล้าน! ต้องมีเป้าหมาย มีวินัย แก้ปัญหาลู..
878
อวสานตึกธนาคาร ความงดงามที่ไม่เหลือ
750
สูตรลับ "สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี" แบบขายดีทุกวัน!
677
วิกฤติหนัก! เกาหลีใต้ ร้านกาแฟปิดตัว 50% Market..
595
ค้าปลีกเปลี่ยนเกม ปี 69 ศึกคอมมิวนิตี้มอลล์ OR-C..
589
ยกระดับธุรกิจของคุณด้วยพลังแห่งการออกแบบ
567
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด