บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
262
3 นาที
9 มีนาคม 2569
กับดักความสบาย คือหายนะของความรวย
 

เชื่อว่าทุกคนต้องฝันถึงชีวิตที่สุขสบาย มีเงินใช้ไม่ขาดมือ ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องดิ้นรน คนที่เริ่มต้นจากศูนย์ จึงพยายามดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองไปถึงจุดนั้น บางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้ 
 
แต่ปัญหาที่น่าสนใจคือการขยับหนีจากความยากจน มาถึงระดับที่พอมีพอกินหลายคนกลับพอใจและหยุดแค่นั้นไม่เดินหน้าต่อ คิดในใจว่าตัวเรามาได้แค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว แตกต่างจากคนที่มีฐานะร่ำรวยซึ่งจะไม่พอใจอยู่แค่จุดนั้น แต่จะกัดฟันดิ้นรนสู้ต่อ 
 
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ไม่ไปต่อก็เพราะติดกับดักของความสบายที่อีกมุมหนึ่งก็คือความคิดที่เป็นตัวถ่วงไม่ให้เรามีเงินมากขึ้น
 
ต้องมีเงินแค่ไหนในยุคนี้ถึงจะเรียกว่า “รวย”
 
หากจะอ้างอิงตามเกณฑ์ทางสถิติและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน สามารถแบ่งนิยามความรวยออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักคือ
 
1.กลุ่ม Top 1% ถ้าอยากอยู่ในกลุ่มนี้แสดงว่าเราต้องมีสินทรัพย์ที่หักลบหนี้สินแล้ว เกิน 35 ล้านบาทขึ้นไป ถึงจะก้าวเข้าสู่กลุ่มคนรวย 1% แรกของไทย ในอีกมุมหนึ่งถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือเจ้าของกิจการที่มี รายได้ 300,000 บาทต่อเดือน ขึ้นไปก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของระดับความรวยในกลุ่มนี้ได้เช่นกัน
 
2.ความรวยจากอิสรภาพทางการเงิน หรือทฤษฏี 200 เท่า คือการมีสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ มูลค่า 200 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่น ถ้าเราใช้จ่ายเดือนละ 50,000 บาท ต้องมีสินทรัพย์ลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท ที่สร้างปันผลหรือดอกเบี้ยให้ใช้ได้ตลอดไปโดยไม่ต้องทำงาน
 
3.วัดระดับความรวยจากความรู้สึก น่าจะเป็นนิยามความรวยของคนกลุ่มใหญ่ที่วัดจากความรู้สึกหลายอย่าง
 
เช่น เลิกกังวลเรื่องราคา สามารถเข้าร้านอาหารหรือซื้อของใช้จำเป็นได้โดยไม่ต้องพลิกดูป้ายราคา หรือไม่ต้องรอช่วงโปรโมชั่น รวมถึงการมีเงินสำรองมากพอที่จะสามารถลาออกจากงานโดยไม่เดือดร้อนไปอีก 2-3 ปี เป็นต้น
 
เปิดเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ “เงินเดือนสูง” แต่ก็ไม่รวย
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ในทางเศรษฐศาสตร์มีกลุ่มคนประเภทหนึ่งที่เรียกว่า HENRYs ย่อมาจาก High Earners, Not Rich Yet คือกลุ่มที่รายได้สูง แต่ยังไม่รวย ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานอายุ 25-45 ปีที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย 2-3 เท่า 
 
กลุ่มนี้มักมี อัตราการออมต่ำกว่า 5-10% ของรายได้ เพราะเงินส่วนใหญ่หมดไปกับ ค่าความสบาย เช่น ค่าสมาชิกฟิตเนส ,ค่าอาหาร Delivery  หรือการผ่อนสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องซื้อ 
 
ความน่ากังวลของคนกลุ่มนี้คือหากรายได้สะดุดภายใน 3-6 เดือนจะเจอปัญหาทางการเงินที่หนักมาก เพราะติดกับดักค่าใช้จ่ายคงที่เพื่อความสบายที่สูงเกินไป
 
ถ้ามองในสัดส่วนการใช้เงินคนที่ติดกับดักความสบายมักใช้เงินแบบ 90/10 หรือใช้ 90 ออม 10 บางทีก็ไม่มีออมเลย ต่างจากคนที่ร่ำรวยซึ่งมีการวางแผนการเงินอย่างดี 
 
ส่วนใหญ่ใช้กฎ 70/30 คือใช้จ่ายไม่เกิน 70% ของรายได้และอีก 30% นำไปลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคง มีสถิติที่น่าสนใจระบุว่า หากเราเก็บเงิน 30% ของรายได้ตั้งแต่อายุ 25 ปี แล้วนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี จะมีโอกาสเป็นเศรษฐีเงินล้านได้เร็วกว่าคนที่เก็บ 10% ถึง 15 ปี
 
อีกเรื่องหนึ่งที่ควรต้องรู้คือทุกๆความสบายมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ตัวเลขน่าสนใจระบุว่าผู้บริโภคยอมจ่ายเงินแพงขึ้นเฉลี่ย 15-20% สำหรับบริการที่มอบความสะดวกสบายให้เช่น การสั่งอาหารผ่าน App ทุกมื้อ 
 
หรือการซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อทุกครั้งแทนการซื้อสินค้าจากร้านค้าส่ง (พวกของใช้จำเป็นในบ้าน) ค่าความสบาย เหล่านี้ตลอดทั้งปี อาจคิดเป็นเงินสูงถึง 50,000 - 100,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นเงินก้อนที่สามารถนำไปลงทุนให้งอกเงยได้
 
กับดักความสบาย คือหายนะของความรวย
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ถ้าแปรียบชีวิตการเงินเหมือนการเล่นเกม จะแบ่งออกเป็น 10 ระดับไล่ตั้งแต่ยากจนสุดขีด (Level 1) ไปจนถึงระดับมหาเศรษฐี (Level 10) 
 
สิ่งที่น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ระดับล่างสุดแต่ส่วนใหญ่จะมากระจุกอยู่ที่ Level 4 หรือเรียกว่าเป็นชนชั้นกลาง (Middle Class) ทั้งที่คนกลุ่มนี้มีความรู้ มีความสามารถ มีรายได้ประจำ แต่จนแล้วจนรอดก็ขยับไปไกลกว่านี้ไม่ได้ เพราะคำตอบง่ายๆคือ “ติดกับดักความสบาย” หรือการอยู่ใน Comfort Zone มากเกินไป
 
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นอธิบายได้ตามหลักการทางจิตวิทยาง่ายๆว่าเมื่อเรายากจนหรือไม่มีเงิน สิ่งเหล่านี้จะบีบบังคับให้เราดิ้นรนเพื่อพัฒนาตัวเองอย่างถึงที่สุด มันคือแรงผลักดันอย่างดีที่ช่วยถีบตัวเองเพื่อให้ไปอยู่ในจุดที่สูงขึ้น 
 
จนเมื่อเราก้าวพ้นจุดนั้นและมายืนในพื้นที่ที่แตกต่าง มีเงินเดือน มีรถยนต์ มีบ้านหรือคอนโด มีเงินไปเที่ยว มีเงินจับจ่ายซื้อของ สภาวะนี้เองที่เรียกว่า “The Goldilocks Zone” คือมันไม่ลำบากพอที่จะทำให้เราอยากดิ้นรนเพื่อเปลี่ยนชีวิต 
 
แต่ก็ไม่รวยพอที่จะให้เราเกษียณได้อย่างอิสระเช่นกัน มันคือสภาวะ "กบต้มในน้ำอุ่น" ที่จะค่อยๆ ลดทอนศักยภาพในการก้าวสู่ความรวยของเราไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าพิจารณาให้ลึกไปอีกว่าทำไมจากคนดิ้นรนถึงกลายเป็นคนที่ไม่ยอมสู้ต่อ อาจเกิดจากปัจจัยดังนี้
  • ไม่กล้าลาออกไปทำตามความฝัน เพราะกลัวไม่มีเงินสำหรับการใช้จ่ายต่างๆ
  • ไม่กล้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงแต่กำไรสูง เพราะกลัวเงินเก็บที่มีจะหมดไป
  • กลัวที่จะต้องกลับไปลำบาก
  • กลัวที่จะต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นเพื่อขยายธุรกิจ
  • กลัวการเปลี่ยนแปลงและคิดว่าจุดที่อยู่ตอนนี้คือดีที่สุดแล้ว
ลดค่าความสบายลง 10% ชีวิตเราจะดีขึ้นแค่ไหน?
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ความสบายเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากได้ แต่ถ้าพอใจเท่านี้ แค่นี้ แต่ไม่มองถึงอนาคตข้างหน้าไม่มีการวางแผนการเงินที่มีประสิทธิภาพ อาจจะเป็นแค่ความสุขแบบวันต่อวัน ถ้ามีปัญหาหรือภาระที่เพิ่มขึ้น 
 
ชีวิตในวันข้างหน้าอาจจะไม่สบายและกลายเป็นลำบากแทน ทางที่ดีที่สุดคือลองลดความสบายลงสัก 10% จะช่วยให้อนาคตมั่นคงมากขึ้น
 
ยกตัวอย่างคนทำงานเงินเดือน 20,000 บาทหากเราลด ค่าความสบาย ลง 10% นั่นหมายความว่าเราจะดึงเงินออกมาลงทุนเดือนละ 2,000 บาท หรือเฉลี่ยเพียงวันละประมาณ 66 บาท เท่านั้น 
 
และถ้านำเงินนี้ไปลงทุนในช่องทางที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี เช่น กองทุนดัชนีหุ้น หรือพอร์ตการลงทุนแบบผสม แบบสม่ำเสมอทุกเดือน (DCA) ภายในเวลา 10 ปี พบว่า
  • เงินต้นสะสม 2,000 x 120 เดือน =  240,000 บาท
  • ผลตอบแทน (กำไรจากดอกเบี้ยทบต้น) ประมาณ 106,170 บาท **
  • เงินรวมสุทธิเมื่อครบ 10 ปี = 346,170 บาท
แม้จะไม่ใช่เงินที่ทำให้เรากระโดดข้ามไปสู่คำว่าเศรษฐี แต่เงินก้อนนี้สามารถนำไปใช้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน หรือเป็นทุนในการเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ ได้ 
 
นอกจากนี้ถ้าเราทำตามวิธีนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ถึง 20 ปีเงินนี้จะกลายเป็นยอดรวมประมาณ 1,041,000 บาท เป็นการหลุดจากกับดักความสบายที่ตัวเราเองก็จะไม่ลำบากในอนาคต 
 
เป็นวิธีง่ายๆ แต่ต้องอาศัยวินัยในด้านการเงินอย่างเคร่งครัดช่วงแรกอาจไม่เห็นผลแต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ แม้จะไม่ใช่เศรษฐี ไม่ได้ขึ้นชื่อว่ารวยมาก แต่อนาคตจะไม่ลำบากเรื่องการเงินแน่นอน
 
อ้างอิง :
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
มาตรฐานร้านกาแฟ D'Oro 103 สาขา กลยุทธ์ปั้นแฟรนไช..
2,157
เกี๊ยวหยวนจี Yuan Ji Yun Jiao จากร้านเกี๊ยวธรรมด..
389
LOPIA (โลเปีย) ร้านขายเนื้อสู่เชนซูเปอร์มาร์เก็ต..
366
สร้าง “Brand” ปี 2026 โลกเปลี่ยน! คนเปลี่ยน!
348
Yo-Chi Frozen Yogurt ร้านโยเกิร์ตขายประสบการณ์ จ..
347
โอ้กะจู๋ ในวันที่ดูฟ้าหม่น สรุปปลูกผักเพราะรักใคร
347
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด