บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
281
3 นาที
7 เมษายน 2569
Meituan ยอมขาดทุนแสนล้านเพื่อฆ่าคู่แข่ง
 

เดลิเวอรี่ในจีนแข่งขันกันดุเดือดมาก ถึงขนาดที่ก้าวข้ามจุดที่แย่งชิงฐานลูกค้าไปสู่การสร้างสรรค์ด้านการตลาดที่ทุ่มเทเทคโนโลยีใส่เข้าไปในธุรกิจและขยายขอบเขตการให้บริการทุกสิ่งอย่างไม่ใช่แค่การจัดส่งอาหารเท่านั้น ถ้ามองดูคู่แข่งในตลาดตอนนี้ไม่ได้มีแค่ยักษ์ใหญ่ แต่ยังมีผู้ท้าชิงหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นด้วย
  • Meituan ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 70% จุดแข็งคือเครือข่ายไรเดอร์จำนวนมากและการรวมบริการทุกอย่างไว้ครบวงจรเช่น จองโรงแรม, ตั๋วหนัง, ซื้อของชำ ซึ่งพร้อมให้บริการภายในแอปเดียว
  • Ele.me ของค่าย Alibaba ซึ่งเป็นเบอร์ 2 ในตลาดนี้และพยายามสู้ด้วยการดึงดาต้าจาก Alipay เข้ามาช่วย โดยครองส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20%
  • JD.com คู่แข่งที่น่ากลัวในตลาดเดลิเวอรี่ มี Data จำนวนมากจากบริษัทขนส่งในเครือ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ รวมถึงกลยุทธ์ด้านการตลาดที่น่าสนใจ
  • Douyin (TikTok จีน) เป็นกลุ่มผู้ท้าชิงหน้าใหม่ที่กำลังมาแรง ชูจุดเด่นคือ Content-to-Order ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากเปิดแอปเมื่อหิวให้กลายเป็นหิวเพราะเห็นคลิปที่เปิด
  • Kuaishou อีกหนึ่งแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่เริ่มรุกเข้าสู่บริการท้องถิ่น (Local Services) เพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาด
นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มคู่แข่งที่ใช้ฐานลูกค้าเดิมของตัวเองมาต่อยอดซึ่งมีหลายแบรนด์ที่น่าจับตาเช่น WeChat (Tencent) ที่มีบริการ Nearby Delivery ภายในตัวแอป เพื่อให้ร้านค้าสามารถส่งของให้ลูกค้าได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านแอปกลาง 
 
ช่วยให้ร้านค้าลดค่า GP ได้ หรือ SF Express ที่เน้นให้บริการรับจ้างส่งสินค้าให้ร้านใหญ่ๆ ที่ไม่อยากง้อแอปเดลิเวอรี่ เช่น ร้านกาแฟพรีเมียม เป็นต้น
 
เดลิเวอรี่ในจีนแข่งกันที่อะไร?
 

ภาพจาก www.meituan.com

ธุรกิจเดลิเวอรี่ในจีนก้าวล้ำจากเมืองไทยไปมากไม่ได้แข่งกันแค่ค่าส่งถูกแต่เน้นที่ความเร็วและระบบบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าดูภาพรวมจะพบสิ่งที่น่าสนใจได้แก่
  1. Instant Retail หรือการจัดส่งที่รวดเร็วไม่เกิน 1 ชั่วโมง และไม่ได้จำกัดแค่อาหารแต่ขยายปสู่ Everything Delivery ตั้งแต่ iPhone, เครื่องสำอาง, ยารักษาโรค ไปจนถึงของสด โดยมาตรฐานใหม่คือต้องถึงมือลูกค้าภายใน 30-60 นาที ทำให้แพลตฟอร์มแข่งกันเปลี่ยนร้านค้าทั่วเมืองให้กลายเป็นคลังสินค้าของตัวเอง
  2. Content-Driven Ordering คือการเปลี่ยนจากให้ลูกค้าต้องการแล้วค่อยสั่งกลายมาเป็นอยากสั่งเมื่อเห็นคลิป ซึ่ง Douyin ถือว่าได้เปรียบในเรื่องนี้ ถึงขนาดทำให้รายใหญ่อย่าง Meituan ต้องหันมาทำฟีเจอร์วิดีโอสั้นและไลฟ์สดในแอปตัวเองเพื่อดึงส่วนแบ่งการตลาดลูกค้า
  3. Logistics Efficiency & AI ทุกแพลตฟอร์มจะให้ความสำคัญในเรื่องของความฉลาดอัลกอริทึมเพื่อจัดเส้นทางไรเดอร์ให้มีจุดจอดน้อยที่สุดแต่ส่งของได้มากที่สุด รวมถึงการเริ่มนำ โดรนและหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติ มาใช้จริงเพื่อแก้ปัญหาค่าแรงไรเดอร์ที่สูงขึ้น
  4. Quality of Service เน้นที่คุณภาพและบริการไม่ใช่แค่ส่งถึงลูกค้าแล้วจบ แต่ต้องให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีร่วมด้วยเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลจีนเข้ามาควบคุมในเรื่องนี้มากเป็นพิเศษด้วย
Meituan ยอดขาดทุนแสนล้าน เพื่อฆ่าคู่แข่ง
 

ภาพจาก www.meituan.com

จากภาวะแข่งขันที่รุนแรงดังกล่าว ทำให้ยักษ์ใหญ่เองก็ต้องพัฒนาตัวเองให้ถึงที่สุดเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด และนั่นก็หมายถึงการอัดงบลงทุนมากขึ้นถึงขนาดที่ยอมขาดทุนแต่เพื่อให้ตัวเองได้เปรียบคู่แข่งในระยะยาว 
 
ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลด้านการตลาดของ Meituan ปี 2025 บริษัทขาดทุนสุทธิ 2.33-2.43 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 1.05-1.10 แสนล้านบาท และประเมินว่าแนวโน้มการขาดทุนนี้อาจลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2026 แต่บริษัทยังคงยืนยันความแข็งแกร่งของสถานะทางการเงิน 
 
และย้ำว่ายังมีกระแสเงินสดในมือเพียงพอ พร้อมเตรียมงัดแผนรับมือด้วยการใช้เทคโนโลยี AI และระบบจัดส่งไร้คนขับและโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์ให้กลับมาทำกำไรอีกครั้ง
 
Meituan ระบุว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาพรวมการเงินบริษัทติดลบมาจากธุรกิจทำเงินหลักอย่างบริการส่งอาหาร เพราะกำไรจากการดำเนินงานลดลงราว 5.92-5.94 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 2.68-2.69 แสนล้านบาท 
 
และเพื่อรับมือกับวิกฤตินี้บริษัทจึงตัดสินใจเพิ่มการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความได้เปรียบและผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ปัจจัยหลักคือ
  1. ผู้บริโภค เน้นโหมแคมเปญการตลาดเพื่อยกระดับแบรนด์และชูจุดเด่นด้านราคาเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้งานบ่อยขึ้น และสร้างความผูกพันกับตัวแอปในระยะยาว
  2. การจัดส่ง โดยเพิ่มเงินจูงใจและสวัสดิการพิเศษให้กับไรเดอร์ เพื่อรักษามาตรฐานความรวดเร็วและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าที่ใช้บริการ
  3. ร้านค้า ซึ่งสนับสนุนร้านค้าด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยขายและเงินสนับสนุน รวมถึงการยอมลดส่วนแบ่งหรือค่าธรรมเนียมบางส่วนเพื่อให้ร้านค้ามีกำไรมากขึ้น และมั่นใจที่จะทำธุรกิจร่วมกับ Meituan ต่อไป
วิเคราะห์ตัวเลข “ขาดทุน” ของ Meituan คือการลงทุนเพื่ออนาคต
 

ภาพจาก www.meituan.com

ตัวเลขขาดทุนของ Meituan ที่เกิดจากการนำเงินไปลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจสะท้อนมุมมองได้อย่างชัดเจนว่าธุรกิจนี้ยังอีกยาวไกล และในอนาคตก็ไม่ใช่แค่คู่แข่งเดิมที่เคยมีแต่อาจมีคู่แข่งรายใหม่ๆ เกิดขึ้น 
 
สิ่งสำคัญที่สุดคือการวางโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่ง เพื่อรับมือกับสงครามราคาหรือโปรโมชันจากคู่แข่งที่จะไม่สะเทือนต่อภาพรวมของธุรกิจ
 
และการอัดฉีดเงินลงทุนในครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อรักษา Market Share ให้คงอยู่เช่นการพัฒนาเรื่องการทำคลิปวีดีโอเพื่อสู้กับ Douyin เป็นต้น 
 
หรือการลงทุนในคลังสินค้าชุมชน (Dark Stores) และระบบสต็อกสินค้า แม้จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่ถ้าโมเดลนี้ติดตลาด Meituan จะกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงของห้างสรรพสินค้าและ E-commerce ยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba และ JD.com ไปด้วย
 
ในมุมการแข่งขัน ถ้า Meituan ยังรักษา Market Share เกิน 60-70% ไว้ได้ การขาดทุนนี้คือการลงทุนเพื่อจัดการคู่แข่งในอนาคตด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่า 
 
ถ้าย้อนไปดูตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ Meituan จะเจอคู่แข่งเยอะมากแต่สุดท้ายก็เหลือรอดที่มาสู้ถึงปัจจุบันได้ไม่กี่รายเหตุผลสำคัญคือวิสัยทัศน์ในการบริหาร 
 
อย่างในอดีต Meituan ไม่ได้เลือกเจาะตลาดเมืองหลักแต่เน้นเจาะตลาดเมืองรองเพราะเชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่เริ่มใช้อินเทอร์เน็ต แถมยังมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 
 

ภาพจาก https://citly.me/tdwQK
 
และความคิดเหล่านั้นก็ถูกต้องเพราะต่อมา บรรดาคู่แข่งอื่น ๆ ที่ขยายบริการมากเกินไปอย่างดุเดือดในเมืองใหญ่ก็เริ่มเจ๊ง 
 
ต่างจาก Meituan ที่สามารถอยู่ได้เรื่อย ๆ มาถึงตอนนี้ก็เช่นกันที่สถานการณ์แข่งขันต่างจากในอดีตไม่ได้โฟกัสกันที่เรื่องทำเล 
 
แต่คือการใช้เทคโนโลยี + Data ที่มีผลต่อการอยู่รอดของธุรกิจ การลงทุนหนักๆ แม้จะทำให้ผลประกอบการลดลงชัดเจนแต่พิจารณาถึงผลระยะยาวก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
 
มองกลับมาที่เมืองไทยดูตลาดเดลิเวอรี่ในตอนนี้ต่างจากจีนพอสมควรในขณะที่จีน เน้น Instant Retail และให้บริการทุกอย่างตั้งโทรศัพท์ , เครื่องสำอาง , ยารักษาโรค , เสื้อผ้า สินค้าต้องส่งถึงลูกค้าภายใน 30-60 นาที แต่เมืองไทยถ้าความเร็วระดับนี้ยังเน้นอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก 
 
แต่สินค้ากลุ่มอื่นยังเป็นการส่งแบบปกติที่ต้องใช้เวลาในการรอสินค้าประมาณ 1-2 วันเป็นอย่างน้อย อีกเรื่องที่น่าสนใจคือในจีนเริ่มมีการใช้โดรนและหุ่นยนต์ส่งของบ้างในบางพื้นที่ แต่ของไทยยังพึ่งพาไรเดอร์แบบ 100%
 
ถ้ามองในมุมค่าแรงที่จีนอาจจะไม่เอื้ออำนวยทำให้ต้องพัฒนาไปสู่การใช้โดรนหรือหุ่นยนต์ส่งของต่างจากไทยที่ยังพอใช้แรงงานจากคนได้ 
 
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันในจีน ร้านค้าไม่ได้มองเดลิเวอรี่เป็นแค่ ช่องทางเสริม แต่มองเป็น ทำเลหลัก โดยหลายแบรนด์ออกแบบแพ็กเกจจิ้งและเมนูมาเพื่อเดลิเวอรี่โดยเฉพาะเพื่อให้สอดคล้องกับระบบเดลิเวอรี่ 
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ใบกำกับภาษี คือ อะไร? ความสำคัญและวิธีออกให้ถูกก..
729
ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงรุก: ..
621
กล้อง Sony ดีไหม? 6 จุดเด่นที่ทำให้หลายคนเลือกใช..
560
Raising Cane´s ร้านไก่ทอดไม่มีกระดูก 900 สาขา พา..
521
อวสานสงครามราคา จีนไปก่อน ใครต่อไป
455
ทะเลเดือด! สงครามโยเกิร์ต 2569 ใครไหวเดินหน้า ใค..
411
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด