บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
456
3 นาที
7 เมษายน 2569
Meituan ยอมขาดทุนแสนล้านเพื่อฆ่าคู่แข่ง
 

เดลิเวอรี่ในจีนแข่งขันกันดุเดือดมาก ถึงขนาดที่ก้าวข้ามจุดที่แย่งชิงฐานลูกค้าไปสู่การสร้างสรรค์ด้านการตลาดที่ทุ่มเทเทคโนโลยีใส่เข้าไปในธุรกิจและขยายขอบเขตการให้บริการทุกสิ่งอย่างไม่ใช่แค่การจัดส่งอาหารเท่านั้น ถ้ามองดูคู่แข่งในตลาดตอนนี้ไม่ได้มีแค่ยักษ์ใหญ่ แต่ยังมีผู้ท้าชิงหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นด้วย
  • Meituan ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 70% จุดแข็งคือเครือข่ายไรเดอร์จำนวนมากและการรวมบริการทุกอย่างไว้ครบวงจรเช่น จองโรงแรม, ตั๋วหนัง, ซื้อของชำ ซึ่งพร้อมให้บริการภายในแอปเดียว
  • Ele.me ของค่าย Alibaba ซึ่งเป็นเบอร์ 2 ในตลาดนี้และพยายามสู้ด้วยการดึงดาต้าจาก Alipay เข้ามาช่วย โดยครองส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20%
  • JD.com คู่แข่งที่น่ากลัวในตลาดเดลิเวอรี่ มี Data จำนวนมากจากบริษัทขนส่งในเครือ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ รวมถึงกลยุทธ์ด้านการตลาดที่น่าสนใจ
  • Douyin (TikTok จีน) เป็นกลุ่มผู้ท้าชิงหน้าใหม่ที่กำลังมาแรง ชูจุดเด่นคือ Content-to-Order ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากเปิดแอปเมื่อหิวให้กลายเป็นหิวเพราะเห็นคลิปที่เปิด
  • Kuaishou อีกหนึ่งแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่เริ่มรุกเข้าสู่บริการท้องถิ่น (Local Services) เพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาด
นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มคู่แข่งที่ใช้ฐานลูกค้าเดิมของตัวเองมาต่อยอดซึ่งมีหลายแบรนด์ที่น่าจับตาเช่น WeChat (Tencent) ที่มีบริการ Nearby Delivery ภายในตัวแอป เพื่อให้ร้านค้าสามารถส่งของให้ลูกค้าได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านแอปกลาง 
 
ช่วยให้ร้านค้าลดค่า GP ได้ หรือ SF Express ที่เน้นให้บริการรับจ้างส่งสินค้าให้ร้านใหญ่ๆ ที่ไม่อยากง้อแอปเดลิเวอรี่ เช่น ร้านกาแฟพรีเมียม เป็นต้น
 
เดลิเวอรี่ในจีนแข่งกันที่อะไร?
 

ภาพจาก www.meituan.com

ธุรกิจเดลิเวอรี่ในจีนก้าวล้ำจากเมืองไทยไปมากไม่ได้แข่งกันแค่ค่าส่งถูกแต่เน้นที่ความเร็วและระบบบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าดูภาพรวมจะพบสิ่งที่น่าสนใจได้แก่
  1. Instant Retail หรือการจัดส่งที่รวดเร็วไม่เกิน 1 ชั่วโมง และไม่ได้จำกัดแค่อาหารแต่ขยายปสู่ Everything Delivery ตั้งแต่ iPhone, เครื่องสำอาง, ยารักษาโรค ไปจนถึงของสด โดยมาตรฐานใหม่คือต้องถึงมือลูกค้าภายใน 30-60 นาที ทำให้แพลตฟอร์มแข่งกันเปลี่ยนร้านค้าทั่วเมืองให้กลายเป็นคลังสินค้าของตัวเอง
  2. Content-Driven Ordering คือการเปลี่ยนจากให้ลูกค้าต้องการแล้วค่อยสั่งกลายมาเป็นอยากสั่งเมื่อเห็นคลิป ซึ่ง Douyin ถือว่าได้เปรียบในเรื่องนี้ ถึงขนาดทำให้รายใหญ่อย่าง Meituan ต้องหันมาทำฟีเจอร์วิดีโอสั้นและไลฟ์สดในแอปตัวเองเพื่อดึงส่วนแบ่งการตลาดลูกค้า
  3. Logistics Efficiency & AI ทุกแพลตฟอร์มจะให้ความสำคัญในเรื่องของความฉลาดอัลกอริทึมเพื่อจัดเส้นทางไรเดอร์ให้มีจุดจอดน้อยที่สุดแต่ส่งของได้มากที่สุด รวมถึงการเริ่มนำ โดรนและหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติ มาใช้จริงเพื่อแก้ปัญหาค่าแรงไรเดอร์ที่สูงขึ้น
  4. Quality of Service เน้นที่คุณภาพและบริการไม่ใช่แค่ส่งถึงลูกค้าแล้วจบ แต่ต้องให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีร่วมด้วยเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลจีนเข้ามาควบคุมในเรื่องนี้มากเป็นพิเศษด้วย
Meituan ยอดขาดทุนแสนล้าน เพื่อฆ่าคู่แข่ง
 

ภาพจาก www.meituan.com

จากภาวะแข่งขันที่รุนแรงดังกล่าว ทำให้ยักษ์ใหญ่เองก็ต้องพัฒนาตัวเองให้ถึงที่สุดเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด และนั่นก็หมายถึงการอัดงบลงทุนมากขึ้นถึงขนาดที่ยอมขาดทุนแต่เพื่อให้ตัวเองได้เปรียบคู่แข่งในระยะยาว 
 
ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลด้านการตลาดของ Meituan ปี 2025 บริษัทขาดทุนสุทธิ 2.33-2.43 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 1.05-1.10 แสนล้านบาท และประเมินว่าแนวโน้มการขาดทุนนี้อาจลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2026 แต่บริษัทยังคงยืนยันความแข็งแกร่งของสถานะทางการเงิน 
 
และย้ำว่ายังมีกระแสเงินสดในมือเพียงพอ พร้อมเตรียมงัดแผนรับมือด้วยการใช้เทคโนโลยี AI และระบบจัดส่งไร้คนขับและโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์ให้กลับมาทำกำไรอีกครั้ง
 
Meituan ระบุว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาพรวมการเงินบริษัทติดลบมาจากธุรกิจทำเงินหลักอย่างบริการส่งอาหาร เพราะกำไรจากการดำเนินงานลดลงราว 5.92-5.94 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 2.68-2.69 แสนล้านบาท 
 
และเพื่อรับมือกับวิกฤตินี้บริษัทจึงตัดสินใจเพิ่มการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความได้เปรียบและผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ปัจจัยหลักคือ
  1. ผู้บริโภค เน้นโหมแคมเปญการตลาดเพื่อยกระดับแบรนด์และชูจุดเด่นด้านราคาเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้งานบ่อยขึ้น และสร้างความผูกพันกับตัวแอปในระยะยาว
  2. การจัดส่ง โดยเพิ่มเงินจูงใจและสวัสดิการพิเศษให้กับไรเดอร์ เพื่อรักษามาตรฐานความรวดเร็วและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าที่ใช้บริการ
  3. ร้านค้า ซึ่งสนับสนุนร้านค้าด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยขายและเงินสนับสนุน รวมถึงการยอมลดส่วนแบ่งหรือค่าธรรมเนียมบางส่วนเพื่อให้ร้านค้ามีกำไรมากขึ้น และมั่นใจที่จะทำธุรกิจร่วมกับ Meituan ต่อไป
วิเคราะห์ตัวเลข “ขาดทุน” ของ Meituan คือการลงทุนเพื่ออนาคต
 

ภาพจาก www.meituan.com

ตัวเลขขาดทุนของ Meituan ที่เกิดจากการนำเงินไปลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจสะท้อนมุมมองได้อย่างชัดเจนว่าธุรกิจนี้ยังอีกยาวไกล และในอนาคตก็ไม่ใช่แค่คู่แข่งเดิมที่เคยมีแต่อาจมีคู่แข่งรายใหม่ๆ เกิดขึ้น 
 
สิ่งสำคัญที่สุดคือการวางโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่ง เพื่อรับมือกับสงครามราคาหรือโปรโมชันจากคู่แข่งที่จะไม่สะเทือนต่อภาพรวมของธุรกิจ
 
และการอัดฉีดเงินลงทุนในครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อรักษา Market Share ให้คงอยู่เช่นการพัฒนาเรื่องการทำคลิปวีดีโอเพื่อสู้กับ Douyin เป็นต้น 
 
หรือการลงทุนในคลังสินค้าชุมชน (Dark Stores) และระบบสต็อกสินค้า แม้จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่ถ้าโมเดลนี้ติดตลาด Meituan จะกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงของห้างสรรพสินค้าและ E-commerce ยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba และ JD.com ไปด้วย
 
ในมุมการแข่งขัน ถ้า Meituan ยังรักษา Market Share เกิน 60-70% ไว้ได้ การขาดทุนนี้คือการลงทุนเพื่อจัดการคู่แข่งในอนาคตด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่า 
 
ถ้าย้อนไปดูตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ Meituan จะเจอคู่แข่งเยอะมากแต่สุดท้ายก็เหลือรอดที่มาสู้ถึงปัจจุบันได้ไม่กี่รายเหตุผลสำคัญคือวิสัยทัศน์ในการบริหาร 
 
อย่างในอดีต Meituan ไม่ได้เลือกเจาะตลาดเมืองหลักแต่เน้นเจาะตลาดเมืองรองเพราะเชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่เริ่มใช้อินเทอร์เน็ต แถมยังมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 
 

ภาพจาก https://citly.me/tdwQK
 
และความคิดเหล่านั้นก็ถูกต้องเพราะต่อมา บรรดาคู่แข่งอื่น ๆ ที่ขยายบริการมากเกินไปอย่างดุเดือดในเมืองใหญ่ก็เริ่มเจ๊ง 
 
ต่างจาก Meituan ที่สามารถอยู่ได้เรื่อย ๆ มาถึงตอนนี้ก็เช่นกันที่สถานการณ์แข่งขันต่างจากในอดีตไม่ได้โฟกัสกันที่เรื่องทำเล 
 
แต่คือการใช้เทคโนโลยี + Data ที่มีผลต่อการอยู่รอดของธุรกิจ การลงทุนหนักๆ แม้จะทำให้ผลประกอบการลดลงชัดเจนแต่พิจารณาถึงผลระยะยาวก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
 
มองกลับมาที่เมืองไทยดูตลาดเดลิเวอรี่ในตอนนี้ต่างจากจีนพอสมควรในขณะที่จีน เน้น Instant Retail และให้บริการทุกอย่างตั้งโทรศัพท์ , เครื่องสำอาง , ยารักษาโรค , เสื้อผ้า สินค้าต้องส่งถึงลูกค้าภายใน 30-60 นาที แต่เมืองไทยถ้าความเร็วระดับนี้ยังเน้นอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก 
 
แต่สินค้ากลุ่มอื่นยังเป็นการส่งแบบปกติที่ต้องใช้เวลาในการรอสินค้าประมาณ 1-2 วันเป็นอย่างน้อย อีกเรื่องที่น่าสนใจคือในจีนเริ่มมีการใช้โดรนและหุ่นยนต์ส่งของบ้างในบางพื้นที่ แต่ของไทยยังพึ่งพาไรเดอร์แบบ 100%
 
ถ้ามองในมุมค่าแรงที่จีนอาจจะไม่เอื้ออำนวยทำให้ต้องพัฒนาไปสู่การใช้โดรนหรือหุ่นยนต์ส่งของต่างจากไทยที่ยังพอใช้แรงงานจากคนได้ 
 
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันในจีน ร้านค้าไม่ได้มองเดลิเวอรี่เป็นแค่ ช่องทางเสริม แต่มองเป็น ทำเลหลัก โดยหลายแบรนด์ออกแบบแพ็กเกจจิ้งและเมนูมาเพื่อเดลิเวอรี่โดยเฉพาะเพื่อให้สอดคล้องกับระบบเดลิเวอรี่ 
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
414
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
394
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
391
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
383
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
357
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
336
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด