บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
259
3 นาที
24 เมษายน 2569
ร้านข้าวแกง 10 บาท! ในยุคน้ำมันแพง กลยุทธ์ High Volume ที่ยังใช้ได้
 

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำให้ทุกอย่างดูแย่ไปหมด หันไปทางไหนก็เจอแต่ป้ายสินค้าขึ้นราคา สินค้าอุปโภคบริโภคจ่อขยับราคาทั่วประเทศถ้าจะบอกว่าเป็นยุคที่เรียกว่าข้าวยากหมากแพงก็คงได้ ในขณะที่ทุกอย่างแพงแต่ค่าแรงเรายังเท่าเดิม 
 
ก็หมายถึงเงินที่ควรจะมีเหลือเก็บได้บ้าง ก็จะน้อยลงไปหรือแทบจะไม่มีเลย ถ้าดูตัวเลขสะท้อนความวิตกกังวลของคนไทยในประเด็นนี้จะพบว่า
  • 36.5% ตั้งใจจะใช้จ่ายลดลง โดยให้เหตุผลหลักคือ "น้ำมันแพงและค่าครองชีพสูง"
  • 69.9% ของคนไทย กังวลเรื่อง "ค่าครองชีพสูง" เป็นอันดับหนึ่ง สูงกว่าเรื่องการเมืองหรือความขัดแย้งอื่นๆ
  • 63.8% กังวลเรื่อง รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย สะท้อนภาวะเงินตึงมือที่คนส่วนใหญ่เผชิญ
  • 48.3% ยอมรับว่าหากไม่มีรายได้เข้ามา จะมีเงินสำรองฉุกเฉินประคองตัวได้ ไม่ถึง 1 เดือน
ทำธุรกิจให้อยู่รอดในยุควิกฤติ! ต้องใช้วิธีไหน?
 
ภาพจาก https://citly.me/xYjv8

เป็นความลำบากที่กระทบไปทุกภาคส่วนทั้งประชาชน และคนทำธุรกิจ ต้นทุนที่แพงขึ้นทุกอย่าง คือปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้นทุนมาแพงจะขายราคาเดิมก็ขาดทุน พอจะปรับขึ้นราคา คนก็ไม่มีกำลังซื้อ 
 
สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายความสามารถของผู้ประกอบการ ซึ่งถ้าถามหาเคล็ดลับความอยู่รอดของการทำธุรกิจในยุควิกฤตินี้ก็พอสรุปมาได้ในเบื้องต้นคือ
 
1.เน้นกลยุทธ์ทำสินค้าให้เล็กลง หรือที่เรียกว่า Micro-Entry คือการแตกสินค้าหรือบริการเป็นหน่วยย่อยเพื่อให้ราคาต่อชิ้นดู ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ไม่ได้เน้นกำไรต่อชิ้นสูง แต่เน้นให้เกิดการซื้อซ้ำและซื้อง่าย
 
2.บริหารต้นทุนแบบ Zero Waste ใช้วิธีการปรับรอบการสั่งของเพื่อลดค่าขนส่ง หรือรวมกลุ่มกับพันธมิตรใกล้เคียงเพื่อแชร์ค่าส่งวัตถุดิบ หรือหากเราทำธุรกิจร้านอาหารอาจต้องใช้การคำนวณวัตถุดิบวันต่อวันแบบแม่นยำ (Data-Driven) เพื่อไม่ให้เหลือทิ้งเพราะจะกลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่าในทันที
 
3.สร้างคุณค่าให้สินค้าแทนการทำสงครามราคา ในยุควิกฤติแบบนี้การลดราคาเพื่อดึงคนซื้อให้มาก ผลที่ตามมาคือเราอาจจะเจ๊งตามไปด้วย 
 
ทางที่ดีที่สุดคือการสร้างคุณค่าให้สินค้าเช่น การจับคู่สินค้าที่ใช้ร่วมกันในราคาที่ประหยัดกว่าซื้อแยก หรือเน้นการสร้างความรู้สึกที่ดีให้ลูกค้าเช่น ถ้าสินค้าราคาเท่าเดิม แต่บริการดีกว่า สะดวกกว่า หรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ตรงจุดกว่า ลูกค้าจะยอมจ่ายเงินง่ายขึ้น
 
4.ปรับโมเดลสู่ Hybrid & Multi-Income หรือการที่มีทั้งหน้าร้านและขายออนไลน์ หรือมีบริการเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับร้าน เช่น หากเปิดร้านกาแฟ อาจจะมีมุมขายของชำเล็กๆ หรือรับฝากพัสดุ เพื่อเพิ่มกระแสเงินสด (Cash Flow) จากหลายทางในขณะที่ต้นทุนค่าเช่าเท่าเดิม
 
5.สร้างธุรกิจแบบเข้าใจลูกค้า หรือเป็นการตลาดที่เรียกว่า Empathy Marketing ในยุคที่คนเครียดและมีความกังวลสูงถ้าสินค้าสื่อสารกับลูกค้าอย่างจริงใจว่าสินค้าเราจะช่วยเขาประหยัดได้อย่างไร 
 
หรือสินค้าของเราจะช่วยให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้นท่ามกลางวิกฤติได้อย่างไร ถ้าสินค้าเข้าใจความรู้สึกลูกค้าจะก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีตามาและมีผลต่อการสร้างยอดขายได้
 
ร้านข้าวแกง 10 บาท! ในยุคน้ำมันแพง กลยุทธ์ High Volume ที่ยังใช้ได้
 
ภาพจาก https://citly.me/j6pvJ

เพื่อให้เป็นไอเดียในการทำธุรกิจยุคนี้และเพื่อแสดงให้เห็นว่าในยุคที่ของแพง ก็ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกอย่างต้องแพงตามเสมอไป บางครั้งการขายในราคาถูกอาจสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้ กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือบรรดาร้านข้าวแกง 10 บาท ที่ยุคนี้เรายังหาทานกันได้ ทั้งที่ความจริงก็มีคนที่สงสัยว่าถ้าขายราคานี้แล้วจะได้กำไรยังไง 
 
โมเดลธุรกิจของร้านข้าวแกง 10 บาทก็สอดคล้องกับ 5 เคล็ดลับการทำธุรกิจให้อยู่รอดที่เรากล่าวไปในเบื้องต้น เน้นทำกำไรน้อยแต่ได้มาก ยึดกลยุทธ์แบบ High Volume เป็นสำคัญ
 
ยกตัวอย่างให้เข้าใจมากขึ้น สมมุติร้านทั่วไปกำไร 15-20 บาทต่อจาน ขายได้ 100 จาน = กำไร 1,500 - 2,000 บาท 
 
แต่สำหรับร้านข้าวแกง 10 บาท เน้นกำไรจานละ 2-3 บาท แต่ด้วยราคาที่ถูกมาก ทำให้คนตัดสินใจกินง่ายและกินบ่อย ถ้าขายได้วันละ 1,000 จาน = กำไร 2,000 - 3,000 บาท เป็นต้น
 
นอกจากนี้ร้านข้าวแกง 10 บาทส่วนใหญ่จะทำเมนูที่ ใช้วัตถุดิบร่วมกัน เพื่อให้ซื้อของสดได้ในปริมาณมาก จากแหล่งส่งโดยตรง ซึ่งช่วยลดต้นทุนไปได้ 20-30% และสังเกตว่าเมนูในร้านจะถูกออกแบบมาให้หมุนเวียนได้เร็ว จึงทำของสดใหม่ทุกวัน ลดโอกาสที่ของจะเหลือทิ้งได้มากขึ้นด้วย
 
เมื่อราคาถูก! จิตวิทยา “สั่งเพิ่ม” ก็เริ่มทำงาน
 

ภาพจาก https://citly.me/mObNZ

เป็นอีกเคล็ดลับของร้านข้าวแกง 10 บาทที่ดูจะใช้ได้ผลมาก สังเกตว่าราคา 10 บาท คือ ราคาเริ่มต้น ที่ดึงดูดทำให้คนเดินเข้าร้าน 
 
แต่อย่าลืมว่าลูกค้า 1 คน มักไม่ได้กินแค่ 1 ถ้วย ส่วนใหญ่มักสั่ง ข้าว 1 + กับข้าว 2-3 อย่าง เมื่อรวมค่าน้ำแข็ง ค่าเครื่องดื่ม หรือขนมหวาน ยอดรวมต่อหัว จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 40-60 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับราคาข้าวแกงปกติ แต่ลูกค้าจะรู้สึก คุ้มค่า กว่าเพราะได้กินหลากหลาย
 
ที่สำคัญร้านเหล่านี้มักมีโครงสร้างต้นทุนแรงงานที่น้อยกว่าร้านข้างแกงแพงๆ ทั่วไป ถ้าเราสังเกตดีๆส่วนใหญ่เน้นให้ลูกค้าบริการตัวเอง ตักน้ำเอง ยกจานไปเก็บเอง เพื่อลดจำนวนพนักงานเสิร์ฟ หรือบางครั้งการเลือกใช้ถ้วยเล็กๆ ที่ทำให้ดูมีจำนวนสินค้าที่เยอะหลากหลายแต่ปริมาณอาจไม่ได้มากตามไปด้วย 
 
และการที่ร้านเหล่านี้นี้ยังอยู่รอดได้ในยุคของแพง นอกจากการบริหารจัดการต้นทุนและวัตถุดิบต่าง ๆ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเรื่องของ อัตราการหมุนเวียนโต๊ะ (Table Turnover Rate) ซึ่งส่วนใหญ่อาหารตักใส่ถ้วยรอไว้แล้ว
 
ลูกค้าเดินมาหยิบถาด เลือกถ้วย จ่ายเงิน กิน แล้วไป กระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลาไม่ถึง 15-20 นาทีต่อคน ทำให้โต๊ะเพียง 1 ตัวในร้านข้าวแกง 10 บาท อาจรับลูกค้าได้ถึง 3-4 รอบใน 1 ชั่วโมง 
 
ขณะที่ร้านอาหารทั่วไปอาจได้แค่ 1 รอบ ความเร็วนี้เองที่ทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันก็มีร้านข้าวแกง 10 บาทในเมืองไทยหลายแห่งที่ยังขายดี ยกตัวอย่างคือ
  • ไทยรักดี ข้าวแกง 10 บาท จังหวัดนนทบุรี
  • โก๋แดง แกงสิบบาท จังหวัดสมุทรปราการ
  • เจ๊แตแกง 10 บาท ย่านรังสิต-ปทุมธานี
  • เจ๊นก ก๋วยเตี๋ยว 10 บาท จังหวัดอุตรดิตถ์
  • ข้าวแกง 10 บาท ฟาตรี เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
  • ร้านอิ่มแปล้ ข้าวแกง 10 บาท จังหวัดอยุธยา
ถูก! คุ้ม! เทรนด์การซื้อที่ลูกค้ายอมจ่ายในยุคของแพง
 

ภาพจาก https://citly.me/mObNZ
 
ถ้าวัดกันที่ความรู้สึก ร้านข้าวแกง 10 บาทให้ความรู้สึกคุ้มค่ามากสำหรับลูกค้า ยกตัวอย่างร้านอิ่มแปล้ ข้าวแกง 10 บาท ที่อยู่ริมถนนสายเอเชีย ในจังหวัดอยุธยา 
 
ร้านนี้เปิดให้บริการมากว่า 3 ปี มีลูกค้ามาใช้บริการกันเป็นจำนวมาก แม้ต้นทุนการประกอบอาหารจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ทางร้านยังคงจำหน่ายข้าวแกงกว่า 20 เมนู ในราคาอย่างละ 10 บาทเท่าเดิม
 
ในมุมของลูกค้าต่างก็พูดในทิศทางเดียวกันว่า ร้านข้าวแกง 10 บาทในยุคนี้ถือว่าคุ้มค่าและช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก มาทานสัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง 
 
บางครั้งมีเงินเพียง 20–30 บาทก็อิ่มท้องได้ หรือลูกค้าบางคนแวะซื้อก่อนกลับบ้านทุกวันเพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เมื่อเทียบกับการทำอาหารเองที่มีต้นทุนสูงกว่า
 
อย่างไรก็ดีแม้โมเดลนี้จะได้รับความนิยมแต่ก็มีสิ่งที่ต้องพึงระวังโดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพ หากลดต้นทุนจนกระทบต่อเรื่องของรสชาติ อาจทำให้ปริมาณลูกค้าลดลงทันทีมีผลให้ High Volume เริ่มใช้ไม่ได้ผล 
 
และการขายในปริมาณมากเพื่อให้มียอดขายดี จำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่ดีพอสมควรทั้งเรื่องจาน ชาม และการต้อนรับลูกค้า 
 
ซึ่งในยุคน้ำมันแพงปี 2569 โมเดลนี้คือการ ทำน้อยได้มาก ในแง่ของโอกาสการเข้าถึงลูกค้า และสวนทางในการใช้แรงงานที่น้อยลงทำให้ลดต้นทุนได้ดี 
 
แต่ผู้ประกอบการก็ต้องเน้นที่ความขยันและมีเทคนิคในการบริหารจัดการ เหนือสิ่งอื่นใด ร้านข้าวแกง 10 บาท สร้างความรู้สึกให้ลูกค้าเห็นว่า เป็นธุรกิจที่ไม่เอาเปรียบในยามทุกข์ยาก ในมุมหนึ่งอาจมองเป็นเรื่องของจิตใจที่เป็นกุศล แต่ในอีกมุมหนึ่งคือการทำธุรกิจที่เข้าถึงจิตใจของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ใบกำกับภาษี คือ อะไร? ความสำคัญและวิธีออกให้ถูกก..
1,548
กล้อง Sony ดีไหม? 6 จุดเด่นที่ทำให้หลายคนเลือกใช..
1,202
ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงรุก: ..
1,104
Raising Cane´s ร้านไก่ทอดไม่มีกระดูก 900 สาขา พา..
549
อวสานสงครามราคา จีนไปก่อน ใครต่อไป
476
ทะเลเดือด! สงครามโยเกิร์ต 2569 ใครไหวเดินหน้า ใค..
439
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด