บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
440
3 นาที
24 เมษายน 2569
ร้านข้าวแกง 10 บาท! ในยุคน้ำมันแพง กลยุทธ์ High Volume ที่ยังใช้ได้
 

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำให้ทุกอย่างดูแย่ไปหมด หันไปทางไหนก็เจอแต่ป้ายสินค้าขึ้นราคา สินค้าอุปโภคบริโภคจ่อขยับราคาทั่วประเทศถ้าจะบอกว่าเป็นยุคที่เรียกว่าข้าวยากหมากแพงก็คงได้ ในขณะที่ทุกอย่างแพงแต่ค่าแรงเรายังเท่าเดิม 
 
ก็หมายถึงเงินที่ควรจะมีเหลือเก็บได้บ้าง ก็จะน้อยลงไปหรือแทบจะไม่มีเลย ถ้าดูตัวเลขสะท้อนความวิตกกังวลของคนไทยในประเด็นนี้จะพบว่า
  • 36.5% ตั้งใจจะใช้จ่ายลดลง โดยให้เหตุผลหลักคือ "น้ำมันแพงและค่าครองชีพสูง"
  • 69.9% ของคนไทย กังวลเรื่อง "ค่าครองชีพสูง" เป็นอันดับหนึ่ง สูงกว่าเรื่องการเมืองหรือความขัดแย้งอื่นๆ
  • 63.8% กังวลเรื่อง รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย สะท้อนภาวะเงินตึงมือที่คนส่วนใหญ่เผชิญ
  • 48.3% ยอมรับว่าหากไม่มีรายได้เข้ามา จะมีเงินสำรองฉุกเฉินประคองตัวได้ ไม่ถึง 1 เดือน
ทำธุรกิจให้อยู่รอดในยุควิกฤติ! ต้องใช้วิธีไหน?
 
ภาพจาก https://citly.me/xYjv8

เป็นความลำบากที่กระทบไปทุกภาคส่วนทั้งประชาชน และคนทำธุรกิจ ต้นทุนที่แพงขึ้นทุกอย่าง คือปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้นทุนมาแพงจะขายราคาเดิมก็ขาดทุน พอจะปรับขึ้นราคา คนก็ไม่มีกำลังซื้อ 
 
สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายความสามารถของผู้ประกอบการ ซึ่งถ้าถามหาเคล็ดลับความอยู่รอดของการทำธุรกิจในยุควิกฤตินี้ก็พอสรุปมาได้ในเบื้องต้นคือ
 
1.เน้นกลยุทธ์ทำสินค้าให้เล็กลง หรือที่เรียกว่า Micro-Entry คือการแตกสินค้าหรือบริการเป็นหน่วยย่อยเพื่อให้ราคาต่อชิ้นดู ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ไม่ได้เน้นกำไรต่อชิ้นสูง แต่เน้นให้เกิดการซื้อซ้ำและซื้อง่าย
 
2.บริหารต้นทุนแบบ Zero Waste ใช้วิธีการปรับรอบการสั่งของเพื่อลดค่าขนส่ง หรือรวมกลุ่มกับพันธมิตรใกล้เคียงเพื่อแชร์ค่าส่งวัตถุดิบ หรือหากเราทำธุรกิจร้านอาหารอาจต้องใช้การคำนวณวัตถุดิบวันต่อวันแบบแม่นยำ (Data-Driven) เพื่อไม่ให้เหลือทิ้งเพราะจะกลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่าในทันที
 
3.สร้างคุณค่าให้สินค้าแทนการทำสงครามราคา ในยุควิกฤติแบบนี้การลดราคาเพื่อดึงคนซื้อให้มาก ผลที่ตามมาคือเราอาจจะเจ๊งตามไปด้วย 
 
ทางที่ดีที่สุดคือการสร้างคุณค่าให้สินค้าเช่น การจับคู่สินค้าที่ใช้ร่วมกันในราคาที่ประหยัดกว่าซื้อแยก หรือเน้นการสร้างความรู้สึกที่ดีให้ลูกค้าเช่น ถ้าสินค้าราคาเท่าเดิม แต่บริการดีกว่า สะดวกกว่า หรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ตรงจุดกว่า ลูกค้าจะยอมจ่ายเงินง่ายขึ้น
 
4.ปรับโมเดลสู่ Hybrid & Multi-Income หรือการที่มีทั้งหน้าร้านและขายออนไลน์ หรือมีบริการเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับร้าน เช่น หากเปิดร้านกาแฟ อาจจะมีมุมขายของชำเล็กๆ หรือรับฝากพัสดุ เพื่อเพิ่มกระแสเงินสด (Cash Flow) จากหลายทางในขณะที่ต้นทุนค่าเช่าเท่าเดิม
 
5.สร้างธุรกิจแบบเข้าใจลูกค้า หรือเป็นการตลาดที่เรียกว่า Empathy Marketing ในยุคที่คนเครียดและมีความกังวลสูงถ้าสินค้าสื่อสารกับลูกค้าอย่างจริงใจว่าสินค้าเราจะช่วยเขาประหยัดได้อย่างไร 
 
หรือสินค้าของเราจะช่วยให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้นท่ามกลางวิกฤติได้อย่างไร ถ้าสินค้าเข้าใจความรู้สึกลูกค้าจะก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีตามาและมีผลต่อการสร้างยอดขายได้
 
ร้านข้าวแกง 10 บาท! ในยุคน้ำมันแพง กลยุทธ์ High Volume ที่ยังใช้ได้
 
ภาพจาก https://citly.me/j6pvJ

เพื่อให้เป็นไอเดียในการทำธุรกิจยุคนี้และเพื่อแสดงให้เห็นว่าในยุคที่ของแพง ก็ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกอย่างต้องแพงตามเสมอไป บางครั้งการขายในราคาถูกอาจสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้ กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือบรรดาร้านข้าวแกง 10 บาท ที่ยุคนี้เรายังหาทานกันได้ ทั้งที่ความจริงก็มีคนที่สงสัยว่าถ้าขายราคานี้แล้วจะได้กำไรยังไง 
 
โมเดลธุรกิจของร้านข้าวแกง 10 บาทก็สอดคล้องกับ 5 เคล็ดลับการทำธุรกิจให้อยู่รอดที่เรากล่าวไปในเบื้องต้น เน้นทำกำไรน้อยแต่ได้มาก ยึดกลยุทธ์แบบ High Volume เป็นสำคัญ
 
ยกตัวอย่างให้เข้าใจมากขึ้น สมมุติร้านทั่วไปกำไร 15-20 บาทต่อจาน ขายได้ 100 จาน = กำไร 1,500 - 2,000 บาท 
 
แต่สำหรับร้านข้าวแกง 10 บาท เน้นกำไรจานละ 2-3 บาท แต่ด้วยราคาที่ถูกมาก ทำให้คนตัดสินใจกินง่ายและกินบ่อย ถ้าขายได้วันละ 1,000 จาน = กำไร 2,000 - 3,000 บาท เป็นต้น
 
นอกจากนี้ร้านข้าวแกง 10 บาทส่วนใหญ่จะทำเมนูที่ ใช้วัตถุดิบร่วมกัน เพื่อให้ซื้อของสดได้ในปริมาณมาก จากแหล่งส่งโดยตรง ซึ่งช่วยลดต้นทุนไปได้ 20-30% และสังเกตว่าเมนูในร้านจะถูกออกแบบมาให้หมุนเวียนได้เร็ว จึงทำของสดใหม่ทุกวัน ลดโอกาสที่ของจะเหลือทิ้งได้มากขึ้นด้วย
 
เมื่อราคาถูก! จิตวิทยา “สั่งเพิ่ม” ก็เริ่มทำงาน
 

ภาพจาก https://citly.me/mObNZ

เป็นอีกเคล็ดลับของร้านข้าวแกง 10 บาทที่ดูจะใช้ได้ผลมาก สังเกตว่าราคา 10 บาท คือ ราคาเริ่มต้น ที่ดึงดูดทำให้คนเดินเข้าร้าน 
 
แต่อย่าลืมว่าลูกค้า 1 คน มักไม่ได้กินแค่ 1 ถ้วย ส่วนใหญ่มักสั่ง ข้าว 1 + กับข้าว 2-3 อย่าง เมื่อรวมค่าน้ำแข็ง ค่าเครื่องดื่ม หรือขนมหวาน ยอดรวมต่อหัว จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 40-60 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับราคาข้าวแกงปกติ แต่ลูกค้าจะรู้สึก คุ้มค่า กว่าเพราะได้กินหลากหลาย
 
ที่สำคัญร้านเหล่านี้มักมีโครงสร้างต้นทุนแรงงานที่น้อยกว่าร้านข้างแกงแพงๆ ทั่วไป ถ้าเราสังเกตดีๆส่วนใหญ่เน้นให้ลูกค้าบริการตัวเอง ตักน้ำเอง ยกจานไปเก็บเอง เพื่อลดจำนวนพนักงานเสิร์ฟ หรือบางครั้งการเลือกใช้ถ้วยเล็กๆ ที่ทำให้ดูมีจำนวนสินค้าที่เยอะหลากหลายแต่ปริมาณอาจไม่ได้มากตามไปด้วย 
 
และการที่ร้านเหล่านี้นี้ยังอยู่รอดได้ในยุคของแพง นอกจากการบริหารจัดการต้นทุนและวัตถุดิบต่าง ๆ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเรื่องของ อัตราการหมุนเวียนโต๊ะ (Table Turnover Rate) ซึ่งส่วนใหญ่อาหารตักใส่ถ้วยรอไว้แล้ว
 
ลูกค้าเดินมาหยิบถาด เลือกถ้วย จ่ายเงิน กิน แล้วไป กระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลาไม่ถึง 15-20 นาทีต่อคน ทำให้โต๊ะเพียง 1 ตัวในร้านข้าวแกง 10 บาท อาจรับลูกค้าได้ถึง 3-4 รอบใน 1 ชั่วโมง 
 
ขณะที่ร้านอาหารทั่วไปอาจได้แค่ 1 รอบ ความเร็วนี้เองที่ทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันก็มีร้านข้าวแกง 10 บาทในเมืองไทยหลายแห่งที่ยังขายดี ยกตัวอย่างคือ
  • ไทยรักดี ข้าวแกง 10 บาท จังหวัดนนทบุรี
  • โก๋แดง แกงสิบบาท จังหวัดสมุทรปราการ
  • เจ๊แตแกง 10 บาท ย่านรังสิต-ปทุมธานี
  • เจ๊นก ก๋วยเตี๋ยว 10 บาท จังหวัดอุตรดิตถ์
  • ข้าวแกง 10 บาท ฟาตรี เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
  • ร้านอิ่มแปล้ ข้าวแกง 10 บาท จังหวัดอยุธยา
ถูก! คุ้ม! เทรนด์การซื้อที่ลูกค้ายอมจ่ายในยุคของแพง
 

ภาพจาก https://citly.me/mObNZ
 
ถ้าวัดกันที่ความรู้สึก ร้านข้าวแกง 10 บาทให้ความรู้สึกคุ้มค่ามากสำหรับลูกค้า ยกตัวอย่างร้านอิ่มแปล้ ข้าวแกง 10 บาท ที่อยู่ริมถนนสายเอเชีย ในจังหวัดอยุธยา 
 
ร้านนี้เปิดให้บริการมากว่า 3 ปี มีลูกค้ามาใช้บริการกันเป็นจำนวมาก แม้ต้นทุนการประกอบอาหารจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ทางร้านยังคงจำหน่ายข้าวแกงกว่า 20 เมนู ในราคาอย่างละ 10 บาทเท่าเดิม
 
ในมุมของลูกค้าต่างก็พูดในทิศทางเดียวกันว่า ร้านข้าวแกง 10 บาทในยุคนี้ถือว่าคุ้มค่าและช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก มาทานสัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง 
 
บางครั้งมีเงินเพียง 20–30 บาทก็อิ่มท้องได้ หรือลูกค้าบางคนแวะซื้อก่อนกลับบ้านทุกวันเพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เมื่อเทียบกับการทำอาหารเองที่มีต้นทุนสูงกว่า
 
อย่างไรก็ดีแม้โมเดลนี้จะได้รับความนิยมแต่ก็มีสิ่งที่ต้องพึงระวังโดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพ หากลดต้นทุนจนกระทบต่อเรื่องของรสชาติ อาจทำให้ปริมาณลูกค้าลดลงทันทีมีผลให้ High Volume เริ่มใช้ไม่ได้ผล 
 
และการขายในปริมาณมากเพื่อให้มียอดขายดี จำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่ดีพอสมควรทั้งเรื่องจาน ชาม และการต้อนรับลูกค้า 
 
ซึ่งในยุคน้ำมันแพงปี 2569 โมเดลนี้คือการ ทำน้อยได้มาก ในแง่ของโอกาสการเข้าถึงลูกค้า และสวนทางในการใช้แรงงานที่น้อยลงทำให้ลดต้นทุนได้ดี 
 
แต่ผู้ประกอบการก็ต้องเน้นที่ความขยันและมีเทคนิคในการบริหารจัดการ เหนือสิ่งอื่นใด ร้านข้าวแกง 10 บาท สร้างความรู้สึกให้ลูกค้าเห็นว่า เป็นธุรกิจที่ไม่เอาเปรียบในยามทุกข์ยาก ในมุมหนึ่งอาจมองเป็นเรื่องของจิตใจที่เป็นกุศล แต่ในอีกมุมหนึ่งคือการทำธุรกิจที่เข้าถึงจิตใจของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
อวสานเด็กจบใหม่! คนใหม่ไม่รับ คนออกไม่เพิ่ม
431
อวสานร้านขายของฝาก ของล้น คนซื้อหาย คนขายพัง
425
Hidden Margin ที่ซ่อนอยู่ในสตรีทฟู้ด ขายได้กำไรม..
414
อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม ลงทุนสูง ลูกค้าไม่ซ้ำ คนทำ..
408
กาแฟ เต็มเชียงใหม่! ทุก 160 เมตร เจอ 1 ร้าน
408
วางแผนอนาคตให้ยืดหยุ่นได้ ด้วยเทคนิคทำสินเชื่อรถ..
402
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด