บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
261
4 นาที
3 พฤศจิกายน 2569
หนุ่มวัย 41 ปี ตกงาน สู่รายได้ 230 ล้านบาท Rick Senko เจ้าของธุรกิจเสื้อผ้ามือสอง

 
ถ้ามีเงินเหลือไม่กี่สิบดอลลาร์ และกำลังตกงาน คุณอาจคิดว่าสิ่งที่ควรทำ คือ หางานประจำให้ได้เร็วที่สุด แต่สำหรับ Rick Senko ชายชาวอเมริกันวัย 41 ปี เขากลับมองเห็นโอกาสอีกแบบในปี 2008 ตอนที่เขาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวและกำลังตกงาน เขาซื้อมือถือมือสองจาก Craigslist ในราคา 35 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,200 บาท ก่อนนำไปขายต่อบน eBay ได้ประมาณ 70–75 ดอลลาร์
 
เงินก้อนแรกไม่ได้มากมายอะไร แต่สำหรับ Senko มันเหมือนการค้นพบ “ช่องโหว่” บางอย่างในตลาด เขาเริ่มเห็นว่า ถ้ารู้ว่าของชิ้นไหนราคาถูกกว่าที่ตลาดยอมจ่าย ก็สามารถซื้อมาแล้วขายต่อเพื่อทำกำไรได้จากมือถือเครื่องเดียว วันนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเกือบ 20 ปีในการทำธุรกิจ Reselling
 
วันนี้ Senko ไม่ได้เป็นเพียงคนขายของมือสองบน eBay อีกต่อไป แต่เป็นเจ้าของ Technsports ธุรกิจขายเสื้อผ้ามือสองแบบค้าส่งให้กับนักขายต่อรายอื่น ซึ่งทำรายได้มากกว่า 6.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 230 ล้านบาทในปี 2024 ที่น่าสนใจคือ ธุรกิจนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเงินทุนก้อนใหญ่ แต่มาจากคนที่แทบไม่มีเงิน และเริ่มต้นด้วยการซื้อของถูกมาขายแพงกว่าเดิม
 
จากคุณพ่อลูกเล็กที่ตกงาน สู่การค้นพบธุรกิจที่ทำเงินได้
 
Senko เป็นพ่อคนตั้งแต่อายุเพียง 18 ปี
 

ภาพจาก https://citly.me/objwb3
 
ช่วงแรกเขาทำงานเป็นหัวหน้างานในห้องแล็บถ่ายภาพของ CVS อยู่ประมาณ 5 ปี เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองและลูกชาย ก่อนจะไปเรียนด้านซ่อมคอมพิวเตอร์และได้งานที่ Circuit City ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ในสหรัฐฯ แต่หลังจากเริ่มงานได้เพียงประมาณ 2 สัปดาห์ Circuit City ก็ยื่นขอล้มละลาย
 
Senko จึงกลับมาตกงานอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ วันหนึ่งโทรศัพท์ของเขาพัง และเขาไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อเครื่องใหม่ เขาจึงเข้าไปดูโทรศัพท์มือสองบน eBay ตรงนั้นเองที่เขาเห็นโทรศัพท์รุ่นหนึ่งขายอยู่ประมาณ 75 ดอลลาร์ จากนั้นเขาไปค้นหาสินค้ารุ่นเดียวกันใน Craigslist และพบว่ามีคนขายอยู่ในราคาเพียง 35 ดอลลาร์
 
Senko ซื้อโทรศัพท์เครื่องนั้นมา แล้วนำไปขายต่อบน eBay ในราคาประมาณ 70 ดอลลาร์ กำไรไม่ได้มากพอจะเปลี่ยนชีวิตในทันที แต่เขาพบสิ่งสำคัญกว่านั้น เขาพบว่าเงิน 35 ดอลลาร์สามารถกลายเป็นเงิน 70 ดอลลาร์ได้ ถ้ารู้ว่าจะซื้อจากที่ไหน และรู้ว่าจะขายให้ใคร
 
จากนั้นเขาก็ทำแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก ซื้อถูก ขายแพงกว่า เอาเงินที่ได้ไปซื้อของชิ้นใหม่ แล้วขายต่ออีกครั้ง Senko เรียกมันง่ายๆ ว่า “Rinse and repeat” และเขาทำแบบนั้นต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี
 
จากมือถือและเกม สู่เสื้อผ้ามือสองที่คนอื่นมองข้าม
 
ช่วงแรก Senko ไม่ได้ขายเสื้อผ้า เขาเริ่มจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งโทรศัพท์ เครื่องเล่นเกม และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพราะมองเห็นส่วนต่างของราคาได้ง่าย ยิ่งทำมาก เขายิ่งเริ่มเข้าใจว่าของแบบไหนขายง่าย ของแบบไหนมีคนต้องการ และสถานที่ไหนมีสินค้าราคาถูกซ่อนอยู่ ภายในปี 2010 เขาบอกว่ารายได้จากการขายต่อของเขาทะลุ 100,000 ดอลลาร์ต่อปี
 
แต่ในช่วงนั้นเขาก็เริ่มมองเห็นข้อจำกัดของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าบางอย่างพัง ต้องตอบคำถามลูกค้า ต้องรับมือกับการคืนสินค้า และบางครั้งสินค้าที่ซื้อมาอาจมีปัญหาที่มองไม่เห็น เขาจึงเริ่มหันมาสนใจเสื้อผ้ามือสอง เหตุผลฟังดูธรรมดามาก “เสื้อยืดไม่พังระหว่างส่งไปรษณีย์” แต่สิ่งที่ทำให้ Senko สนใจจริ ๆ คือ เสื้อผ้ามือสองมีความไม่สมมาตรของข้อมูลอยู่สูงมากคนทั่วไปอาจมองเสื้อ Polo Ralph Lauren เก่าๆ หนึ่งตัว แล้วคิดว่าเป็นเพียงเสื้อที่ถูกทิ้งอยู่กองหนึ่ง แต่คนที่รู้จักแบรนด์ รุ่น ปีผลิต วัสดุ หรือความต้องการของตลาด อาจรู้ว่าเสื้อตัวนั้นมีมูลค่ามากกว่าที่เห็นหลายเท่า
 
Senko จึงเริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการค้นหาเสื้อผ้ามือสองตามร้าน Thrift Shop ร้านฝากขาย ตลาดนัด และ Garage Sale เขาออกจากบ้านตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ใช้เวลาหลายชั่วโมงเดินคุ้ยเสื้อผ้าเป็นกองๆ และพยายามหาสินค้าที่คนอื่นมองข้าม
 
ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่ “ความรู้”


ภาพจาก https://citly.me/objwb3
 
ธุรกิจของ Senko มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมาก เขาไม่ได้แข่งกับคนอื่นด้วยเงินทุน แต่แข่งด้วยความรู้ ยิ่งเขาศึกษาแบรนด์มากขึ้น เขาก็ยิ่งรู้ว่าสินค้าชิ้นไหนมีโอกาสขายได้ราคา เขาศึกษาแนวโน้มการขาย ศึกษาราคา ศึกษาว่าอะไรขายดี ศึกษาว่าควรหาของจากที่ไหน และที่สำคัญ เขาสร้างความสัมพันธ์กับคนขาย
 
เมื่อไปตลาดนัดหรือร้านมือสองเป็นประจำ เขาเริ่มรู้จักเจ้าของร้าน พ่อค้าแม่ค้า ความสัมพันธ์เหล่านี้ทำให้เขามีโอกาสเห็นสินค้าใหม่ก่อนคนอื่น บางครั้งเขาไม่ต้องรอให้สินค้าถูกนำออกมาวางขาย เพราะคนขายรู้ว่า ถ้ามีของเข้ามา Senko คือหนึ่งในลูกค้าที่พร้อมจะซื้อ สิ่งนี้กลายเป็นข้อได้เปรียบที่สะสมขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำ ยิ่งรู้ ยิ่งรู้ ยิ่งหาได้ของดี ยิ่งหาได้ของดี ก็ยิ่งขายได้
 
จากขายวันละ 250 ชิ้น สู่กำแพงที่โตต่อไม่ได้
 
เมื่อธุรกิจเติบโต Senko เริ่มขายสินค้าในจำนวนมากขึ้น เขาสามารถลงขายสินค้าได้ประมาณ 250 ชิ้นต่อวัน หรือคิดเป็นสินค้าหลายหมื่นชิ้นต่อปี บางช่วงเขาจ้างพนักงานสัญญาจ้างมากถึง 5 คน เพื่อช่วยถ่ายรูป ลงสินค้า และจัดส่งปี 2017 ยอดขายบน eBay ของเขาอยู่ที่ประมาณ 500,000 ดอลลาร์ และในปี 2023 ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ แต่การเติบโตกลับเริ่มติดเพดาน เพราะไม่ว่าเขาจะเก่งแค่ไหน คนหนึ่งคนก็มีเวลาจำกัด
 
เขาต้องหาเสื้อ คัดสินค้า ถ่ายรูป เขียนรายละเอียด ลงขาย ตอบลูกค้า แพ็กของ และจัดส่ง ถ้ายังขายเสื้อทีละตัวให้ลูกค้าแต่ละคน เขาจะติดอยู่กับจำนวนสินค้าที่ตัวเองสามารถจัดการได้ในแต่ละวันSenko จึงเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ในปี 2023 แทนที่จะซื้อเสื้อที่ดีที่สุดมาขายทีละตัว เขาเริ่มซื้อเสื้อผ้ามือสองในปริมาณมาก แล้วขายต่อแบบ “ค้าส่ง” ให้กับคนอื่น
 
เปลี่ยนจากคนขายของ เป็นคนขาย “โอกาส”
 
โมเดลธุรกิจใหม่ของ Senko เรียบง่ายมาก เขาเป็นคนหาสินค้ามือสองจำนวนมาก จากนั้นนำมาขายเป็นล็อตให้กับนักขายต่อรายอื่น ลูกค้าของเขาจะรับสินค้าไปคัดต่อเอง พวกเขาอาจซื้อเสื้อผ้าจำนวนหลายร้อยถึงหลักพันชิ้นต่อสัปดาห์ แล้วนำเสื้อแต่ละตัวไปขายต่อบน eBay หรือแพลตฟอร์มอื่น 
 
Senko จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาจัดการกับลูกค้าปลายทางทีละคน ไม่ต้องถ่ายรูปเสื้อทุกตัว ไม่ต้องเขียนรายละเอียดทุกตัว ไม่ต้องรอขายทีละชิ้น เขาขายสินค้าให้กับคนที่มีความสามารถในการขายต่ออยู่แล้ว และสิ่งที่เขาพบคือ แม้กำไรต่อชิ้นจะลดลง แต่กำไรรวมกลับเพิ่มขึ้น เพราะสามารถขายสินค้าได้มากกว่าเดิมหลายเท่า เขามองว่า สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของธุรกิจไม่ใช่เงินสด แต่คือ “Inventory” หรือสินค้าที่เขาสามารถจัดหามาได้
 
กำไรต่อชิ้นน้อยลง แต่ธุรกิจกลับใหญ่ขึ้น


ภาพจาก https://citly.me/objwb3
 
นี่เป็นหนึ่งในบทเรียนที่น่าสนใจที่สุดจากธุรกิจของ Senko ในช่วงแรก เขาพยายามเลือกสินค้าที่ดีที่สุดมาขาย เพื่อให้ได้กำไรต่อชิ้นสูงที่สุด แต่เมื่อธุรกิจโตขึ้น เขากลับเลือกอีกทาง ขายสินค้ามากขึ้น กำไรต่อชิ้นลดลง แต่กำไรรวมเพิ่มขึ้น เพราะเขาไม่จำเป็นต้องเป็นคนทำทุกขั้นตอนจนถึงมือลูกค้าคนสุดท้ายอีกแล้ว
 
Technsports จึงกลายเป็นธุรกิจที่ทำหน้าที่อยู่ตรงกลางระหว่างแหล่งสินค้าและนักขายต่อ Senko หาสินค้า นักขายต่อเป็นคนคัด นักขายต่อเป็นคนถ่ายรูป นักขายต่อเป็นคนลงขาย และนักขายต่อเป็นคนจัดส่งให้ลูกค้าปลายทางธุรกิจของเขาจึงสามารถขยายจำนวนสินค้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระการทำงานในอัตราเดียวกัน
 
จากคนที่เคยไม่มีเงิน สู่ธุรกิจ 6.5 ล้านดอลลาร์
 
ในปี 2024 Technsports ทำรายได้มากกว่า 6.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 230 ล้านบาท Senko ระบุว่าธุรกิจมีกำไร และมีอัตรากำไรประมาณ 50% ต่อสินค้าที่ขาย แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าตัวเลขรายได้คือ จุดเริ่มต้นของมัน ไม่มีเงินทุนมหาศาล ไม่มีสำนักงานหรู ไม่มีเทคโนโลยีซับซ้อน ไม่มีนักลงทุนจำนวนมาก
 
จุดเริ่มต้นคือมือถือมือสองราคา 35 ดอลลาร์ จากนั้นเขาใช้เงินที่ได้ไปซื้อของชิ้นต่อไป แล้วทำซ้ำ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนความรู้เกี่ยวกับตลาด ความสัมพันธ์กับคนขาย และความสามารถในการหาสินค้ากลายเป็นข้อได้เปรียบที่คนอื่นเลียนแบบได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ Senko ทำไม่ได้คือ “หยุดมองหาโอกาส”
 
แม้วันนี้ธุรกิจจะสร้างรายได้ระดับหลายล้านดอลลาร์ต่อปี Senko ก็ยังไม่ได้มองว่าตัวเองถึงจุดที่ควรหยุด เขาเคยตั้งใจว่าจะทำงานหนักจนลูกชายเรียนจบมัธยม จากนั้นจึงจะใช้ชีวิตแบบพักผ่อนกับภรรยาปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้เริ่มเดินทางด้วยกันมากขึ้น ไปทั้งนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และลาสเวกัส แต่ Senko ยอมรับว่าเขายังไม่สามารถ “เกษียณทางความคิด”

ได้ เพราะหลังจากใช้เวลาเกือบ 20 ปีในการเรียนรู้วิธีเปลี่ยนเงิน 5 ดอลลาร์ให้กลายเป็น 25 ดอลลาร์ เขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองมองเห็นโอกาสอยู่ตลอดเวลาและเมื่อรู้ว่าตัวเองสามารถทำอะไรบางอย่างให้สร้างเงินเพิ่มขึ้นได้ ก็เป็นเรื่องยากที่จะหยุด
 
จากมือถือ 35 ดอลลาร์ สู่บทเรียนเรื่องการเริ่มต้นธุรกิจ


ภาพจาก https://citly.me/objwb3
 
เรื่องของ Rick Senko อาจไม่ได้สอนว่า ทุกคนต้องไปขายเสื้อผ้ามือสอง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เขาเริ่มต้นจากการค้นพบ “ส่วนต่าง” เล็กๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็น มือถือเครื่องหนึ่งมีคนขายในราคา 35 ดอลลาร์ แต่ตลาดอีกแห่งยอมจ่าย 70 ดอลลาร์ ส่วนต่างตรงนั้นคือโอกาสหลังจากนั้น Senko ไม่ได้หยุดอยู่แค่การหาของถูกมาขายแพง เขาค่อย ๆ สะสมความรู้เกี่ยวกับสินค้า สร้างความสัมพันธ์กับแหล่งซื้อ เรียนรู้พฤติกรรมตลาด และสุดท้ายเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการขายทีละชิ้น มาเป็นการขายสินค้าจำนวนมากให้กับคนที่ต้องการนำไปขายต่อ
 
จากคนที่เคย “ไม่มีเงิน” กลายเป็นคนที่สร้างธุรกิจยอดขายกว่า 6.5 ล้านดอลลาร์ต่อปี และบางทีบทเรียนสำคัญที่สุดอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเราต้องมีเงินเท่าไรถึงจะเริ่มธุรกิจได้ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อมีเงินอยู่ในมือเพียง 35 ดอลลาร์เรามองเห็นอะไรที่คนอื่นยังมองไม่เห็นหรือเปล่า เพราะสำหรับ Senko เงินก้อนแรกไม่ได้มีความสำคัญเพราะมันมาก แต่มันสำคัญเพราะเขาค้นพบว่า เงินจำนวนเล็กๆ สามารถถูกนำไปสร้างเงินก้อนถัดไปได้ ถ้าเราเรียนรู้วิธีทำให้มันทำงาน
 
ที่มา

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ธุรกิจที่ทำคู่งานประจำ ลงทุนหลักหมื่น สร้างรายได..
615
ความเร็วชนะความหรู กาแฟ Drive-Thru 7.5 หมื่นล้า..
466
4 พิกัดเด่น!เน้นทำเลทอง เคล็ดลับยอดขายพุ่ง กำลัง..
439
น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน เปลี่ยนสินค้าบ้านๆ ทะยาน 1 แส..
423
ธุรกิจคุกกี้จากครัวที่บ้าน ลงทุน 8 แสน สู่รายได้..
382
ล้มเหลวมา 50 ครั้ง ชายวัย 68 ปั้นอาณาจักรไข่ไก่ ..
368
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด