บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
1.2K
2 นาที
11 กุมภาพันธ์ 2568
Markup Pricing การตั้งราคาสินค้าให้ได้กำไร 30%
 

ในแต่ละธุรกิจการคำนวณต้นทุน-กำไรก็จะแตกต่างกันไปอย่างร้านอาหารก็ประเมินว่าควรมีกำไรเฉลี่ย 15-20% จากยอดขาย หรือร้านค้าปลีกควรมีกำไรอยู่ที่ 10-20% จากราคาขาย หรือบางธุรกิจเน้นการขยายสาขาให้ได้มากๆ เพื่อให้มีผลต่อการลดต้นทุนวัตถุดิบที่มีผลต่อการเพิ่มกำไรในอนาคตได้เช่นกัน
 
อย่างไรก็ดีในกลยุทธ์ของการตั้งราคาสินค้าและบริการที่ดี ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ 
  • รู้โครงสร้างต้นทุนสินค้าของธุรกิจ
  • ตั้งสัดส่วนการเงินเก็บโดยคิดจากต้นทุนสินค้า หรือ ที่เราเรียกว่า Mark-up
  • ตั้ง% กำไรที่ SME อยากได้จากการขายสินค้าหรือบริการ
แต่ก็เชื่อว่าวิธีตั้งราคาแบบทั่วไปคนทำธุรกิจก็มีความรู้ดีอยู่แล้ว แต่มาติดตรงคำว่า Markup Pricing ที่แม้ว่าไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ก็เป็นความรู้ที่หลายคนไม่รู้เช่นกัน โดย Mark-up คือ เงินที่เราเผื่อไว้ในราคาของสินค้าทุกชิ้น โดยบวกเพิ่มไปเสมือนเป็นต้นทุนสินค้าอีกอย่างหนึ่ง

 
ยกตัวอย่างเจ้าของสินค้าตั้งใจว่าจะใช้เงินจากยอดขายประมาณ 30% (Markup Pricing) ในการขยายสาขาในอนาคต
 
ต้นทุนสินค้าอยู่ที่ 200 บาท/ชิ้น
 
Markup Pricing = ต้นทุนสินค้า x จำนวน % ของ Markup ที่ต้องการ
 
ในกรณีนี้ Markup Pricing = 200 x 30% = 60 บาท
 
ถ้าตั้งราคาขายสินค้านี้อยู่ที่ 300 บาทเท่ากับจะมีส่วนต่าง 100 บาท ตรงนั้นเอามาแยก Markup Pricing ไว้ 60 บาท สำหรับใช้ในอนาคต ส่วนกำไรที่เหลืออีก 40 บาทก็นำไปใช้ในส่วนอื่นเช่น เงินเดือนพนักงาน, ค่าเช่าออฟฟิศ, ค่าน้ำค่าไฟ เป็นต้น
 
 
วิธีการใช้ Markup Pricing เข้ามาควบคู่กับการตั้งราคาสินค้ามีอยู่หลายด้าน ได้แก่
  • สามารถใช้เป็นเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉิน เป็นหนึ่งในแผนบริหารการเงินที่ธุรกิจนำมาใช้ในอนาคตได้ 
  • ใช้เงินทุนที่เก็บนี้ เพื่อการลงทุน ขยายกิจการ โดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้จากธนาคาร หรือ นักลงทุนอื่น
  • เป็นแหล่งสำรองที่จะนำไปใช้จ่ายปันผล ให้โบนัสพนักงาน หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในอนาคตได้
ซึ่งการตั้งราคา Markup Pricing ที่ 30% ในบางธุรกิจอาจเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป ก็สามารถปรับเปลี่ยนตัวเลขให้เหมาะสมกับการธุรกิจได้ หรืออาจไปลดที่ต้นทุนสินค้าและบริการก็จะมีผลต่อการคำนวณเรื่อง Markup Pricing ด้วยเช่นกัน
 
และไม่ใช่แค่ Markup Pricing เท่านั้นที่ทำให้เรามีการตั้งราคาสินค้าได้ 30% ในทฤษฏีการตลาดยังมีอีกหลายวิธีที่น่าสนใจเช่น
 
นอกจากนี้ยังมีการใช้ทฤษฏีตั้งราคาแบบ Triple-Code Model ที่ว่ากันว่ามีโอกาสเพิ่มยอดขายได้ถึง 30% 
 
 
เป็นหลักการตั้งราคาที่เป็นเหมือนการ “หลอกสมอง” ทำให้คนซื้อพึงพอใจและรู้สึกว่าสินค้าคุ้มค่า ราคาไม่แพง ซึ่งมีการนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายวิธีเช่น การจัดโปรโมชัน 1 แถม 1 ,การตั้งราคาลงท้ายด้วยเลข 9 เป็นต้น
 
อย่างไรก็ดีกลยุทธ์ในการตั้งราคานั้นมีหลากหลายขึ้นอยู่กับแต่ละธุรกิจเป็นผู้กำหนดก็ต้องดูปัจจัยแวดล้อมหลายด้านมาประกอบกันเช่น
  • Customer Value–Based Pricing กลยุทธ์การตั้งราคา โดยใช้ ‘มุมมองของลูกค้า’ เป็นฐาน โดยพิจารณาจาก การรับรู้ถึงคุณค่าในสินค้าหรือบริการของลูกค้าเป็นกุญแจสำคัญในการตั้งราคา
  • Cost-Based Pricing กลยุทธ์การตั้งราคา โดยใช้ ‘ต้นทุน’ เป็นฐาน โดยพิจารณาจาก ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การจัดจำหน่าย และการขาย นำมาบวกเพิ่มกับอัตราผลตอบแทนหรือกำไรที่ต้องการในจำนวนที่สามารถครอบคลุมการทำงานและความเสี่ยงต่างๆ ของบริษัทได้
  • Competition-Based Pricing กลยุทธ์การตั้งราคา โดยใช้ ‘การแข่งขัน’ เป็นฐาน โดยพิจารณาจาก กลยุทธ์ ต้นทุน ราคา และข้อเสนอของคู่แข่ง

ซึ่งทุกรูปแบบในการตั้งราคาล้วนมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่ก็ต้องให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงของธุรกิจ การเล่นกับราคามากเกินไปบางทีอาจเป็นดาบสองคม ถ้าใช้ไม่ดีอาจได้ไม่คุ้มเสีย

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
450
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
349
อวสานห้างไทยในตำนาน คน แบรนด์ สถานที่
341
KuanZhai Panda ร้านอาหารเสฉวนต้นตำรับจากเฉิงตู ส..
333
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
331
10 การขายขั้นสุด! พ่อค้าจีนขายเก่งกว่าคนไทย
326
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด