บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
267
6 นาที
30 มกราคม 2569
ค้าปลีกเปลี่ยนเกม ปี 69 ศึกคอมมิวนิตี้มอลล์ OR-CP-CPN แข่งยึดกำลังซื้อรอบเมือง
 

ปี 2569 กำลังกลายเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของธุรกิจค้าปลีกไทย เมื่อ “คอมมิวนิตี้มอลล์” ถูกยกระดับจากพื้นที่เช่าขนาดย่อมในชุมชน สู่สมรภูมิค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่บรรดากลุ่มทุนใหญ่จากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และค้าปลีก เดินหน้าปักหมุดชิงทำเลรอบเมืองอย่างเข้มข้น เพื่อวางกับดักจับกำลังซื้อก่อนเข้าสู่ย่านศูนย์กลางธุรกิจใจกลางเมือง
 
ปัจจุบันภาพการแข่งขันที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังขยายไปยังหัวเมืองใหญ่และเมืองรองทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการ “เปลี่ยนเกม” จากโมเดลห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ไปสู่รีเทลฟอร์แมตที่ใกล้ชิดชุมชน เพิ่มความคล่องตัว และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น
 
ปัจจุบันคอมมิวนิตี้มอลล์ในประเทศไทยมีมากกว่า 400 โครงการ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในโซนกรุงเทพฯ รอบนอกและปริมณฑล รวมถึงหัวเมืองเศรษฐกิจอย่าง เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น และภูเก็ต สอดรับกับการขยายตัวของโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงบน ซึ่งเป็นฐานกำลังซื้อสำคัญของรีเทลฟอร์แมตนี้
 
ขณะที่ต้นทุนของการลงทุนพัฒนาโครงการคอมมิวนิตี้มอลล์เริ่มตั้งแต่หลักร้อยล้านบาทต่อโครงการ เมื่อเทียบกับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านบาท อีกทั้งยังมีอัตราค่าเช่าที่ต่ำกว่าศูนย์การค้าราว 25–30% อยู่ในช่วงประมาณ 450–600 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ทำให้สามารถดึงดูดทั้งแบรนด์เชน ร้านอาหาร และ SMEs เข้ามาเป็นผู้เช่าได้ง่ายขึ้น
 
ในมุมพฤติกรรมของผู้บริโภค พบว่า การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเริ่มกระจายออกจากใจกลางเมืองไปสู่พื้นที่ใกล้ๆ ที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยกลุ่มคนวัยทำงานอายุ 25–44 ปี ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลัก มีแนวโน้มเลือกใช้บริการแหล่งช็อปปิ้งใกล้บ้านมากกว่าการเดินทางเข้าสู่ CBD โดยเฉพาะในวันธรรมดา ส่งผลให้คอมมิวนิตี้มอลล์ที่ตั้งอยู่ในรัศมี 5–10 กิโลเมตรจากแหล่งชุมชน มีทราฟฟิกลูกค้าประจำที่ชัดเจน และสร้างรายได้สม่ำเสมอมากกว่าการพึ่งพาทราฟฟิกนักท่องเที่ยว
 
คอมมิวนิตี้มอลล์ ทำไมกลับมาร้อนแรง
 

ภาพจาก https://citly.me/3uTXD

ภาพรวมของการกลับมาคึกคักของคอมมิวนิตี้มอลล์ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เป็นผลจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น กำลังซื้อเน้นไปที่ความคุ้มค่าและความสะดวก ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องเผชิญกับต้นทุนที่ดิน ค่าก่อสร้าง และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การลงทุนในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ใช้เวลาคืนทุนนานและมีความเสี่ยงมากกว่าเดิม
 
คอมมิวนิตี้มอลล์จึงถูกมองเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในภาวะดังกล่าว ด้วยขนาดโครงการที่เล็กกว่า ใช้งบลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในระดับหลักร้อยล้านบาท มีจำนวนชั้นเพียง 1–3 ชั้น สามารถลดต้นทุนโครงสร้างและค่าบำรุงรักษา 
 
ขณะที่อัตราค่าเช่าในพื้นที่เฉลี่ยต่ำกว่าศูนย์การค้าขนาดใหญ่ราว 25–30% อยู่ในช่วงประมาณ 450–600 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ทำให้ทั้งผู้พัฒนาโครงการและผู้เช่าสามารถบริหารความเสี่ยงทางการเงินได้ดีขึ้น
 
ในมุมของร้านค้า คอมมิวนิตี้มอลล์มีความยืดหยุ่นสูง ทั้งการกำหนดเวลาเปิด-ปิดที่ไม่ตายตัว รองรับการขายนอกเวลาเร่งด่วน เช่น มื้อดึก หรือบริการเดลิเวอรี่ที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านบริการที่ต้องการความรวดเร็วในการเข้าถึงลูกค้า อีกทั้งการตั้งอยู่ใกล้ชุมชนยังช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความถี่ในการใช้บริการของลูกค้าประจำ
 
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคก็มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน กลุ่มวัยทำงานและครอบครัวในเขตเมืองรอบนอกเลือกใช้ชีวิตใกล้บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะในวันธรรมดา ทำให้แหล่งค้าปลีกที่ตั้งอยู่ในรัศมี 5–10 กิโลเมตรจากที่อยู่อาศัย สามารถสร้างทราฟฟิกสม่ำเสมอและรายได้ที่เป็นไปตามเป้าหมาย 
 
ฟอร์แมตคอมมิวนิตี้มอลล์จึงตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก และผู้ประกอบการ SMEs หรือแบรนด์หน้าใหม่ที่ต้องการขยายสาขา โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าเช่าสูงเหมือนการเข้าไปเปิดร้านในศูนย์การค้าขนาดใหญ่
 
OR เปิดเกมรุก จากปั๊มน้ำมันสู่ Retail Mixed-use
 
ภาพจาก https://citly.me/tJE8C

หนึ่งในผู้เล่นที่เดินเกมชัดเจนที่สุดในสมรภูมิคอมมิวนิตี้มอลล์ คือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่เร่งต่อยอดจากธุรกิจพลังงานและสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งเป็นฐานรายได้ดั้งเดิม ไปสู่แพลตฟอร์มค้าปลีกแบบ Retail Mixed-use เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่และขยายแหล่งรายได้ที่ไม่ผันผวนตามราคาพลังงาน
 
ล่าสุด OR เตรียมพัฒนาโครงการคอมมิวนิตี้มอลล์แห่งใหม่ บนที่ดินสำนักงานการบินไทย ถนนวิภาวดีรังสิต ขนาดประมาณ 7 ไร่ หลังชนะการประมูลที่ดินเมื่อปลายปี 2568 โดยมีแผนรื้อถอนอาคารเดิมของสายการบินไทยสมายล์ เพื่อพัฒนาเป็นโครงการค้าปลีกครบวงจร รองรับทั้งลูกค้าประจำในพื้นที่และทราฟฟิกจากเส้นทางคมนาคมหลักของกรุงเทพฯ ฝั่งเหนือ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทำเลที่มีศักยภาพสูง
 
โครงการดังกล่าวนับเป็นการต่อยอดแนวคิด “OR Space” ที่บริษัทเดินหน้าขยายอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยรวบรวมทั้งแบรนด์ในเครือ OR และแบรนด์พันธมิตรไว้ในพื้นที่เดียวกัน
 

ภาพจาก https://citly.me/tJE8C
 
ไม่ว่าจะเป็น Café Amazon, found & found, Pacamara, Otteri รวมถึงกลุ่มบริการด้านสุขภาพและความงาม เช่น The One Relax & Spa, ร้านขายยา Fascino และแว่นท็อปเจริญ เพื่อสร้างทราฟฟิกตลอดวัน และเพิ่มระยะเวลาการใช้บริการของลูกค้า
 
กลยุทธ์สำคัญของ OR คือ การใช้ “ความถี่ของลูกค้า” (Customer Frequency) ที่มีอยู่แล้วจากเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ มาต่อยอดสู่การเป็นจุดหมายปลายทางในการใช้ชีวิตประจำวัน จากเดิมที่ลูกค้าแวะเพียงระยะสั้นเพื่อเติมน้ำมันหรือซื้อเครื่องดื่มสู่การใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น ทั้งการรับประทานอาหาร การช็อปปิ้ง และการดูแลสุขภาพในคราวเดียว ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวและสร้างความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว
 
การรุกเข้าสู่คอมมิวนิตี้มอลล์ของ OR ยังสะท้อนทิศทางการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจพลังงานในยุคที่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าและพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยการพัฒนา Retail Mixed-use ใกล้แหล่งชุมชน ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับ OR ในระยะกลางถึงระยะยาวได้ 
 
CP-CPN เร่งปักหมุด บุกเมืองรอง-ชุมชนเมือง
 

ภาพจาก https://citly.me/BvFpc

กลุ่มซีพีเดินเกมรุกในตลาดคอมมิวนิตี้มอลล์อย่างเข้มข้นไม่แพ้คู่แข่ง โดย บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า เร่งขยายฟอร์แมตค้าปลีกใกล้ชุมชน ผ่านการเปิดตัวโครงการ Lotus’s Oasis Saraphi ที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ บนพื้นที่กว่า 11 ไร่ เมื่อปลายปี 2568 ชูคอนเซ็ปต์ศูนย์ช็อปปิ้งครบวงจรที่ผสานทั้งร้านอาหารท้องถิ่น ร้านแบรนด์ดัง พื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว รวมถึง Lotus’s Go Fresh Supermarket เพื่อรองรับการจับจ่ายในชีวิตประจำวัน พร้อมแผนเปิด Health & Wellness Center ในระยะถัดไป
 
การเลือกปักหมุดที่อำเภอสารภี ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อเมืองเชียงใหม่ สะท้อนกลยุทธ์ของ CP Axtra ที่มุ่งเจาะฐานกำลังซื้อจากชุมชนที่อยู่อาศัยและกลุ่มครอบครัว มากกว่าการพึ่งพาทราฟฟิกนักท่องเที่ยว โดยอาศัยความได้เปรียบของเครือข่ายโลตัสที่มีอยู่เดิม และซัพพลายเชนค้าปลีกขนาดใหญ่ เพื่อควบคุมต้นทุนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว
 
ขณะเดียวกัน บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) เดินหน้าขยายคอมมิวนิตี้มอลล์ภายใต้แบรนด์ Market Place อย่างต่อเนื่อง ตามกลยุทธ์ Neighborhood-Centric ล่าสุดปักหมุด Market Place ประชาอุทิศ ใกล้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บนพื้นที่กว่า 8,600 ตารางเมตร รวมร้านค้ากว่า 40 ร้าน ตั้งเป้าทราฟฟิกลูกค้าเฉลี่ย 5,000 คนต่อวัน โดยเน้นร้านอาหาร คาเฟ่ และบริการที่ตอบโจทย์นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และชุมชนโดยรอบ
 
Market Place ของ CPN เป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารศูนย์การค้าขนาดใหญ่ มาปรับใช้กับฟอร์แมตขนาดย่อม ที่เน้นความสะดวก เข้าถึงง่าย และมีร้านค้าคัดสรรมาเป็นอย่างดี แตกต่างจากศูนย์การค้าแบบดั้งเดิม ซึ่งช่วยให้ CPN สามารถขยายฐานรายได้ประจำจากค่าเช่าในทำเลชุมชน โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงเท่าการพัฒนาโครงการระดับภูมิภาค
 
สำหรับคอมมูนิตี้มอลล์แบรนด์ Market Place ของบมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ล้วนพัฒนาอยู่บนทำเลศักยภาพสูงในย่านชุมชนเมืองและย่านกำลังซื้อสำคัญ อาทิ มาร์เก็ตเพลส เจ อเวนิว, ลา วิลล่า, นางลิ้นจี่, พหลโยธิน, กรุงเทพกรีฑา, ประชาอุทิศ และเกษตร–นวมินทร์ ซึ่งสะท้อนกลยุทธ์การเจาะตลาดแบบ Neighborhood-Centric อย่างต่อเนื่อง 
 
การเคลื่อนไหวของกลุ่มซีพีและเซ็นทรัล สะท้อนภาพการกระจายความเสี่ยงจากศูนย์การค้าใจกลางเมืองและแหล่งท่องเที่ยวหลัก สู่ทำเลชุมชนเมืองและเมืองรองที่มีฐานลูกค้าประจำชัดเจน และสามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอในระยะยาว ซึ่งกำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของค้าปลีกไทยในปี 2569
 
ผู้เล่นพลังงาน–อสังหา–ท้องถิ่น แห่ลงสนาม
 
ภาพจาก https://citly.me/io6yw

นอกจากยักษ์ค้าปลีกแล้ว ผู้ประกอบการจากธุรกิจพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงทุนท้องถิ่น ต่างเร่งเข้าสู่ตลาดคอมมิวนิตี้มอลล์อย่างต่อเนื่องในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา โดยมองเห็นโอกาสในการต่อยอดที่ดินและทรัพย์สินเดิมให้สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายที่ชะลอตัว
 
ฝั่งธุรกิจพลังงาน บมจ.ซัสโก้ (SUSCO) เดินหน้าขยายโมเดลคอมมิวนิตี้มอลล์ภายใต้แบรนด์ “SUSCO SQUARE” ล่าสุดเปิดสาขาย่านปิ่นเกล้า นับเป็นสาขาที่ 4 ต่อจากพุทธบูชา ศรีนครินทร์ และลำลูกกา 
 
โดยอาศัยจุดแข็งด้านทำเลสถานีบริการน้ำมันที่มีทราฟฟิกสูง ผสานร้านอาหารและแบรนด์ยอดนิยม เพื่อเพิ่มระยะเวลาการใช้บริการและรายได้ต่อพื้นที่ให้มากกว่าธุรกิจน้ำมันเพียงอย่างเดียว
 
ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกเฉพาะทาง อย่าง บมจ.อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ทุ่มงบลงทุนกว่า 130 ล้านบาท เปิดโครงการ “ลิตเติ้ลวอล์ค รามคำแหง” บนที่ดินขนาด 7 ไร่ พื้นที่เช่ากว่า 4,300 ตารางเมตร รวมร้านค้าประมาณ 30 ร้าน ชูคอนเซ็ปต์ Strip Mall เจาะกลุ่มครอบครัว คนทำงาน และคนรุ่นใหม่ในย่านที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง และยังขาดแคลนแหล่งไลฟ์สไตล์ขนาดกลาง
 
ด้านทุนท้องถิ่นในต่างจังหวัด กลุ่มกรีนบัส ซึ่งทำธุรกิจขนส่งผู้โดยสารมายาวนาน พลิกที่ดินอู่จอดรถกลางเมืองเชียงราย ลงทุนกว่า 350 ล้านบาท พัฒนาโครงการ “Greenpark Chiang Rai” คอมมิวนิตี้มอลล์แห่งแรกของจังหวัด บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ดึงทั้งแบรนด์อินเตอร์และโลคอลเข้ามาเสริมศักยภาพเศรษฐกิจเมืองชายแดน พร้อมตั้งเป้ากลุ่มลูกค้าทั้งคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยว และกำลังซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน
 
คอมมิวนิตี้มอลล์กำลังกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการสร้างมูลค่าที่ดินเดิมที่เคยใช้ประโยชน์ในวงจำกัด ไม่ว่าจะเป็นอู่รถ สถานีบริการน้ำมัน หรือที่ดินรอการพัฒนา ให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ระยะยาวใกล้แหล่งชุมชน  
 
ขณะเดียวกัน ยังช่วยกระจายความเจริญเติบโตและยกระดับเศรษฐกิจของชุมชนโดยรอบข้าง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กลุ่มทุนจากหลากหลายอุตสาหกรรมกระโดดเข้ามาสู่สมรภูมินี้อย่างต่อเนื่อง
 
วิเคราะห์โมเดล “ทุนท้องถิ่น vs ทุนใหญ่” ใครได้เปรียบ
 

ภาพจาก https://citly.me/3uTXD

ในสมรภูมิคอมมิวนิตี้มอลล์ ทุนใหญ่และทุนท้องถิ่นต่างมีจุดแข็งและข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ฝั่งทุนใหญ่ อาทิ กลุ่มพลังงานและค้าปลีกขนาดใหญ่ ได้เปรียบด้านเงินทุน ความพร้อมของแบรนด์ในเครือ และความสามารถในการบริหารต้นทุนแบบอีโคโนมีออฟสเกล ทำให้สามารถพัฒนาโครงการได้รวดเร็ว ดึงแบรนด์เชนและผู้เช่าหลักเข้ามาเสริมทราฟฟิกได้ตั้งแต่วันแรก อีกทั้งยังมีความสามารถในการแบกรับความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นโครงการที่รายได้อาจยังไม่เต็มศักยภาพ
 
อย่างไรก็ตาม ทุนใหญ่ก็มีข้อจำกัดด้านความยืดหยุ่น โดยเฉพาะการออกแบบโครงการและการคัดเลือกผู้เช่าที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานองค์กร ส่งผลให้บางทำเลอาจไม่สอดรับกับวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง ขณะที่ต้นทุนโครงสร้างองค์กรและค่าใช้จ่ายส่วนกลางยังอยู่ในระดับสูง หากทราฟฟิกไม่เป็นไปตามเป้า อัตราผลตอบแทนต่อโครงการอาจถูกกดดันในระยะกลาง
 
ทุนท้องถิ่นมีจุดแข็งสำคัญ คือ ความเข้าใจพื้นที่และพฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงลึก สามารถเลือกทำเลที่ “รู้จักคน” มากกว่าการพึ่งข้อมูลเชิงสถิติ และมีความยืดหยุ่นสูงในการออกแบบร้านค้า ปรับค่าเช่า หรือคัดเลือกแบรนด์โลคอลให้สอดคล้องกับชุมชน ส่งผลให้คอมมิวนิตี้มอลล์ของทุนท้องถิ่นมักมีฐานลูกค้าประจำที่เหนียวแน่น และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้เช่า
 
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของทุนท้องถิ่นอยู่ที่เงินทุนและความสามารถในการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน ผู้เช่ารายย่อยมีสายป่านสั้น หากทราฟฟิกไม่เป็นไปตามคาด อาจกระทบกระแสเงินสดได้รวดเร็ว 
 
ทำให้แนวโน้มในระยะถัดไป อาจเห็นการจับมือระหว่างทุนใหญ่กับทุนท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อผสานความแข็งแกร่งด้านเงินทุนและแบรนด์ เข้ากับความเข้าใจพื้นที่และชุมชน ซึ่งอาจกลายเป็นโมเดลที่ได้เปรียบที่สุดในตลาดคอมมิวนิตี้มอลล์ยุคใหม่
 
จาก Shopping สู่ Living Ecosystem
 
ภาพจาก https://citly.me/YOnW5

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของตลาดคอมมิวนิตี้มอลล์ คือ การขยับบทบาทจากพื้นที่ช็อปปิ้งและรับประทานอาหาร ไปสู่ Living Ecosystem ที่ผสานบริการหลากหลายมากขึ้น ทั้งด้านสุขภาพ กีฬา การศึกษา ศูนย์ดูแลผู้สูงวัย พื้นที่สำหรับครอบครัว เด็ก และสัตว์เลี้ยง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตใกล้บ้าน และต้องการใช้เวลาหลายกิจกรรมในพื้นที่เดียว ลดการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางเมือง
 
การเพิ่มบริการที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน (Essential Services) เข้ามาในโครงการ ช่วยเพิ่มความถี่ในการเข้าใช้บริการ และสร้างทราฟฟิกที่มีคุณภาพมากกว่าการพึ่งพาร้านอาหารหรือร้านแฟชั่นเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะกลุ่มบริการสุขภาพและการดูแลผู้สูงวัย ซึ่งมีดีมานด์ต่อเนื่องและไม่ผันผวนตามฤดูกาล ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการสามารถสร้างรายได้จากค่าเช่าที่มั่นคงในระยะยาว
 
กรณีของ JAS Asset ที่นำโมเดล Lifestyle Nursing Home เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตี้มอลล์ ถือเป็นตัวอย่างของการสร้างความแตกต่างเชิงโครงสร้าง โดยผสมผสานศูนย์ดูแลผู้สูงวัยเข้ากับร้านอาหาร ร้านยา คลินิก และพื้นที่พักผ่อนของครอบครัว ทำให้โครงการไม่ได้เป็นเพียงจุดแวะชั่วคราว แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้บริการต้องเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ และมีแนวโน้มใช้เวลาในโครงการยาวนานขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อพื้นที่ในระยะยาว
 
ขณะเดียวกัน แนวโน้มรีเทลขนาดย่อมอย่างโมเดลไมโครมอลล์ หรือ Life Express ของเครือซีพี ที่ผสานร้านสะดวกซื้อเข้ากับแบรนด์ระดับโลกและบริการจำเป็น สะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาคอมมิวนิตี้มอลล์ในเมืองรองและต่างจังหวัด ที่เน้นความเร็ว ความสะดวก 
 
และการเข้าถึงมากกว่าความอลังการ โดยโมเดลดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายสาขาได้รวดเร็ว ใช้เงินลงทุนต่ำ และตอบโจทย์โครงสร้างเมืองที่กระจายตัว ซึ่งกำลังกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบค้าปลีกไทยในยุคถัดไป
 
โอกาสและความท้าทายที่ต้องจับตา
 

ภาพจาก https://citly.me/YOnW5

การเติบโตของคอมมิวนิตี้มอลล์จะชัดเจนขึ้นในปี 2569 แต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยอมรับตรงกันว่า ความท้าทายยังคงมีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากทั้งผู้เล่นรายใหญ่และทุนท้องถิ่น ส่งผลให้หลายทำเลเริ่มมีซัพพลายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้อัตราการเช่าพื้นที่และการปรับขึ้นค่าเช่าทำได้อย่างจำกัด
 
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือสถานะทางการเงินของผู้เช่ารายย่อย โดยเฉพาะร้านอาหารและธุรกิจบริการที่มีสภาพคล่องจำกัด และยังต้องเผชิญต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าพลังงานที่ผันผวน หากทราฟฟิกลูกค้าไม่เป็นไปตามคาด อาจเกิดการเปลี่ยนผู้เช่าบ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศโครงการและรายได้ค่าเช่าในระยะสั้น
 
ความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอก ทั้งภาวะเศรษฐกิจ การเมือง และทิศทางอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงเป็นตัวแปรที่ผู้ประกอบการต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลายบริษัทจึงเลือกใช้กลยุทธ์ชะลอการลงทุนโครงการใหม่ หันมาโฟกัสการรีโนเวตสาขาเดิม เพิ่มโซนกิจกรรม พื้นที่สีเขียว และบริการที่ช่วยสร้างทราฟฟิกซ้ำ แทนการขยายพื้นที่เช่าเพียงอย่างเดียว
 
นอกจากนี้ การผนึกพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งกับแบรนด์สุขภาพ ผู้ให้บริการดิจิทัล แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ หรือผู้ประกอบการท้องถิ่น ถูกมองเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและควบคุมต้นทุน 
 
โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดยังต้องใช้เวลาในการปรับสมดุล ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่า ผู้ประกอบการที่สามารถบริหารต้นทุนได้ดี มีความยืดหยุ่น และเข้าใจพฤติกรรมชุมชนอย่างแท้จริง จะเป็นผู้ที่ยืนระยะได้ในสมรภูมิคอมมิวนิตี้มอลล์ระยะถัดไป
 
ครึ่งหลังปี 2569 เกมอาจเปลี่ยน
 

ภาพจาก https://citly.me/3uTXD

หากสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น และเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ธุรกิจคอมมิวนิตี้มอลล์จะมีแนวโน้มกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลชุมชนเมืองและเมืองรอง ซึ่งมีฐานกำลังซื้อในประเทศรองรับอย่างต่อเนื่อง และไม่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก
 
ทิศทางการลงทุนในระยะถัดไปคาดว่าจะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ผู้พัฒนาโครงการจะให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง การคัดเลือกผู้เช่าที่มีความหลากหลายและสร้างทราฟฟิกได้ตลอดวัน 
 
รวมถึงการพัฒนาโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูสมากขึ้น ผสมผสานค้าปลีก บริการสุขภาพ ที่อยู่อาศัย และพื้นที่กิจกรรมของชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ทางใดทางหนึ่งมากเกินไป
 
ขณะเดียวกัน การแข่งขันในตลาดคอมมิวนิตี้มอลล์มีแนวโน้มเปลี่ยนจากการขยายสาขาเชิงปริมาณ ไปสู่การแข่งขันด้านการสร้างประสบการณ์และความเข้าใจชุมชน ผู้ประกอบการที่สามารถออกแบบโครงการให้สอดรับกับวิถีชีวิตในแต่ละพื้นที่ และสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในเกมการแข่งขันในระยะกลางถึงยาว
 
จากห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ก้าวไปสู่ศูนย์กลางการใช้ชีวิตใกล้บ้าน ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการแข่งขันของผู้เล่นในตลาดค้าปลีกเท่านั้น หากแต่เป็นปีที่โครงสร้างค้าปลีกไทยกำลังถูกปรับเปลี่ยนใหม่อย่างชัดเจน โดยคอมมิวนิตี้มอลล์กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักของระบบเศรษฐกิจชุมชนเมืองยุคใหม่
 
สรุป
 
ภาพจาก https://citly.me/9cYbv

ปี 2569 ถือเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของธุรกิจค้าปลีกไทย เมื่อคอมมิวนิตี้มอลล์ก้าวขึ้นมาเป็นสมรภูมิการแข่งขันใหม่ของผู้เล่นจากหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่พลังงาน ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงกลุ่มทุนท้องถิ่น การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ขนาดโครงการหรือจำนวนสาขาอีกต่อไป
 
แต่ขยับไปสู่การเข้าใจพฤติกรรมชุมชน การสร้างทราฟฟิกคุณภาพ และการพัฒนาโครงการให้เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ภายใต้โมเดล Living Ecosystem ที่ผสมผสานการค้าปลีก บริการ และสุขภาพเข้าด้วยกัน
 
ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หากปัจจัยการเมืองและเศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ตลาดคอมมิวนิตี้มอลล์มีแนวโน้มกลับมาคึกคัก โดยจะเห็นการลงทุนที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืนมากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณ จากห้างใหญ่ใจกลางเมือง ขยายสู่ศูนย์กลางชีวิตใกล้บ้าน 
 
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนการแข่งขันของผู้ประกอบการ แต่ยังส่งสัญญาณชัดเจนว่าโครงสร้างค้าปลีกไทยกำลังถูกปรับนิยามใหม่ เพื่อรองรับวิถีชีวิตของผู้บริโภคในยุคถัดไปอย่างแท้จริง
 
แหล่งข้อมูล 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
536
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
466
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
444
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
438
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
411
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
404
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด