บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
275
6 นาที
9 กุมภาพันธ์ 2569
Yo-Chi Frozen Yogurt ร้านโยเกิร์ตขายประสบการณ์ จนกลายเป็นธุรกิจพันล้าน
 

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าตลาดของหวานและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทั่วโลกมีการเติบโตและเปลี่ยนแนวทางอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้นรสชาติและความหวานเป็นหลัก สู่การให้ความสำคัญกับวัตถุดิบ คุณค่าทางโภชนาการ และประสบการณ์ด้านการบริโภคที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์มากขึ้น หนึ่งในกลุ่มสินค้าที่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง คือ Frozen Yogurt หรือโยเกิร์ตแช่แข็ง ซึ่งถูกวางตำแหน่งใหม่จาก “ของหวาน” ไปสู่ “Healthy Dessert” ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
 
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่น Millennials และ Gen Z ที่มองหาอาหารซึ่งผสานทั้งความสนุก ความอร่อย และสุขภาพเข้าด้วยกัน กลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้ไม่ได้ต้องการเพียงแคลอรีที่ต่ำลงหรือคำว่าเฮลท์ตี้ในเชิงการตลาด แต่ต้องการความโปร่งใสของวัตถุดิบ ความยืดหยุ่นในการเลือกซื้อ และความมีอิสระในการแสดงตัวตนผ่านสิ่งที่บริโภค
 
แนวคิดดังกล่าวส่งผลให้ร้านอาหารและเครื่องดื่มจำนวนมาก หันมาออกแบบโมเดลธุรกิจที่เน้นประสบการณ์มากกว่าสินค้าเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นระบบ self-serve การปรับแต่งเมนูได้ตามใจชอบ หรือการสร้างพื้นที่ให้ลูกค้าใช้เวลาและมีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งโยเกิร์ตแช่แข็งกลายเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่ตอบโจทย์แนวโน้มนี้ได้อย่างลงตัว
 
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง Yo-Chi Frozen Yogurt ถูกจับตามองในฐานะแบรนด์ที่เติบโตจากไอเดียที่เรียบง่าย แต่สามารถสร้างฐานลูกค้าและคอมมูนิตี้ได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการเข้าใจผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างลึกซึ้ง และการนำเสนอโยเกิร์ตแช่แข็งไม่ใช่แค่ในฐานะสินค้า แต่เป็นพื้นที่แห่งความสนุก การมีส่วนร่วม และพลังงานบวกที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์อย่างชัดเจน

จุดเริ่มต้นของ Yo-Chi จากร้านเล็กในออสเตรเลีย
 
ภาพจาก https://www.facebook.com/iloveyochi
 
Yo-Chi Frozen Yogurt ก่อตั้งขึ้นในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี 2012 ท่ามกลางกระแสความนิยมของโยเกิร์ตแช่แข็งที่กำลังเริ่มได้รับความนิยมในตลาดโลก สาขาแรกเปิดตัวในย่าน Balaclava ด้วยขนาดร้านไม่ใหญ่โต แต่มีตัวตนชัดเจน ทั้งในแง่แนวคิด การออกแบบ และบรรยากาศที่เป็นกันเอง แตกต่างจากร้านของหวานแบบดั้งเดิมในช่วงเวลานั้น
 
แนวคิดของแบรนด์อยู่บนโมเดล self-serve ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วม ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกโยเกิร์ต ตักท็อปปิ้ง ไปจนถึงการออกแบบถ้วยของตัวเอง Yo-Chi มองว่าการกินโยเกิร์ตไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่เมนูสำเร็จรูป แต่ควรเป็นประสบการณ์ที่ผู้บริโภคสามารถแสดงตัวตนและความคิดสร้างสรรค์ได้ตามความต้องการ
 
ในช่วงเริ่มต้น Yo-Chi โดดเด่นในเรื่องภาพลักษณ์จากร้านเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยพลัง สีสัน และความสนุก คาแรกเตอร์ของแบรนด์ถูกสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนผ่านการออกแบบพื้นที่ร้าน เพลง บรรยากาศ และการต้อนรับลูกค้า ซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกที่เป็นมิตร และทำให้ร้านกลายเป็นพื้นที่พบปะของลูกค้าในย่านนั้นอย่างรวดเร็ว
 
จากการตอบรับของผู้บริโภคอย่างรวดเร็วในเมลเบิร์น Yo-Chi จากนั้นร้านค่อยๆ ขยายสาขาไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันมีมากกว่า 50 สาขา และยังคงรักษาแนวคิดดั้งเดิมของแบรนด์เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ทั้งในแง่คุณภาพสินค้า ประสบการณ์ลูกค้า และตัวตนของแบรนด์ในฐานะธุรกิจครอบครัว
 
การเปิดสาขาที่ Orchard Central ประเทศสิงคโปร์ ถือเป็นก้าวสำคัญของ Yo-Chi ในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ สาขานี้นำเสนอเมนูอาซาอิและโยเกิร์ตแช่แข็งรวม 10 รสชาติ พร้อมท็อปปิ้งมากกว่า 30 รายการ โดยมีการปรับบางเมนูให้สอดคล้องกับความชอบของผู้บริโภคท้องถิ่น เช่น วุ้นมะพร้าวและนาตาเดอโคโค่ ซึ่งเป็นท็อปปิ้งพิเศษเฉพาะสิงคโปร์ และมีการหมุนเวียนเมนูตามฤดูกาล
 
โมเดลธุรกิจที่แตกต่าง Self-Serve ไม่ใช่แค่ขายโยเกิร์ต
 

ภาพจาก https://www.facebook.com/iloveyochi

หัวใจสำคัญของ Yo-Chi อยู่ที่โมเดล self-serve แบบชำระเงินตามน้ำหนัก (pay by weight) ซึ่งเปลี่ยนบทบาทของลูกค้าจากผู้รับการให้บริการ มาเป็นผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสรรค์สินค้าโดยตรง โมเดลดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถตักเองและควบคุมทั้งปริมาณ รสชาติ และระดับความพรีเมียมของถ้วยโยเกิร์ตได้ด้วยตัวเอง ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อง่าย
 
ในเชิงพฤติกรรมผู้บริโภค ระบบ pay by weight ยังช่วยกระตุ้นการทดลองและการกลับมาซื้อซ้ำ ลูกค้าสามารถเลือกตักในปริมาณที่เหมาะสมกับงบประมาณ หรือทดลองรสชาติและท็อปปิ้งใหม่ๆ ได้โดยไม่รู้สึกว่าจะเสียเงินไปเปล่าๆ
 
จากมุมมองด้านต้นทุน โมเดล self-serve ช่วยให้ Yo-Chi บริหารจัดการพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับร้านไอศกรีมหรือโยเกิร์ตทั่วไปที่ต้องใช้พนักงานรับออร์เดอร์และเสิร์ฟเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม แม้แบรนด์จะมีต้นทุนลดลง แต่แบรนด์ไม่ได้ลดการสร้างประสบการณ์ลง ยังกลับเพิ่ม engagement ผ่านการออกแบบพื้นที่ในร้าน การจัดวางไลน์สินค้า และบรรยากาศในร้านที่ชวนให้ลูกค้าใช้เวลาและมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์มากขึ้น
 
เมื่อเปรียบเทียบกับร้านของหวานแบบดั้งเดิมที่มุ่งเน้นการขายเมนูสำเร็จรูป Yo-Chi เลือกวางตำแหน่งตัวเองเป็น Experience-Driven Brand ที่ขายประสบการณ์การสร้างสรรค์เองควบคู่ไปกับสินค้า โมเดลนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่ยังทำให้แบรนด์สามารถสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว และขยายตัวได้โดยไม่สูญเสียตัวตนดั้งเดิม
 
สินค้าและจุดขายหลัก (Product & USP)
 

ภาพจาก https://www.facebook.com/iloveyochi

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ Yo-Chi Frozen Yogurt คือ การให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบ โดยเฉพาะการเลือกใช้นมวัวสดจากออสเตรเลียแทนนมผง ซึ่งช่วยให้โยเกิร์ตมีเนื้อสัมผัสที่ครีมมี่ นุ่ม ไม่เป็นน้ำแข็ง และแตกต่างจากโยเกิร์ตแช่แข็งทั่วไปในตลาด นอกจากนี้ โยเกิร์ตของแบรนด์ยังมีไขมันต่ำถึง 98% และอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร ตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นของหวานที่ดีต่อสุขภาพ
 
ในด้านความหลากหลายของสินค้า Yo-Chi ออกแบบไลน์ผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้งโยเกิร์ตสูตร Dairy, ตัวเลือก Vegan อย่างอาซาอิ รวมถึงรสชาติที่ปราศจากกลูเต็น (Gluten-Free) เพื่อรองรับผู้บริโภคที่มีความใส่ใจสุขภาพเป็นพิเศษ รสชาติซิกเนเจอร์ทาร์ตซึ่งเป็นออริจินัลของแบรนด์ 
 
อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยสร้างความแตกต่าง คือ ท็อปปิ้งมากกว่า 30 รายการ ตั้งแต่ผลไม้สด คอมโพต เยลลี่ โมจิ ป๊อปปิ้งเพิร์ล ขนม ไปจนถึงซอสหลากหลายชนิด ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถสร้างสรรค์ถ้วยโยเกิร์ตในแบบเฉพาะตัว ขณะเดียวกัน การหมุนเวียนท็อปปิ้งตามฤดูกาลยังช่วยรักษาความสดใหม่ของประสบการณ์ และกระตุ้นการกลับมาใช้บริการซ้ำ
 
ด้วยองค์ประกอบทั้งหมด Yo-Chi จึงวางตำแหน่งตัวเองไม่ใช่เป็นเพียงร้านขนมหวาน แต่เป็นแบรนด์ที่นำเสนอไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อใจ ผสมผสานความอร่อย สุขภาพ และความสนุกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สินค้าของแบรนด์จึงไม่ได้ถูกมองเป็นแค่โยเกิร์ตแช่แข็งหนึ่งถ้วย แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้คุณค่าทั้งกับร่างกายและความรู้สึก
 
ทำไม Yo-Chi ถึงถูกใจคนรุ่นใหม่
 

ภาพจาก https://www.facebook.com/iloveyochi

เบื้องหลังความสำเร็จของ Yo-Chi ไม่ได้มาจากสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออกแบบประสบการณ์ภายในร้านอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การดีไซน์พื้นที่ที่ใช้สีสันสดใส แสงไฟ และองค์ประกอบที่ให้ความรู้สึกสนุก เป็นกันเอง ไปจนถึงการเลือกเพลงที่ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย แตกต่างจากร้านของหวานแบบดั้งเดิมที่มักเน้นความเรียบง่ายหรือหรูหรา Yo-Chi เลือกสื่อสารความเป็นแบรนด์ผ่านอารมณ์และพลังงานบวกที่สัมผัสได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าร้าน
 
ในแง่การสร้างแบรนด์ Yo-Chi วาง Brand Personality ให้ดูเข้าถึงง่าย สนุก และไม่จริงจังเกินไป ภาพลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านการออกแบบโลโก้ โทนสี การสื่อสารบนสื่อออนไลน์ รวมถึงท่าทีของพนักงานในร้าน ซึ่งช่วยลดระยะห่างระหว่างแบรนด์กับลูกค้า และทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า Yo-Chi เป็นแบรนด์ที่ “คุยด้วยได้” มากกว่าจะเป็นเพียงผู้ขายสินค้า
 
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ Yo-Chi คือการทำหน้าที่เป็น Social Space สำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ร้านไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการซื้อแล้วออก แต่เป็นพื้นที่ให้ลูกค้าใช้เวลา พบปะ พูดคุย และแชร์ประสบการณ์ร่วมกัน การตักโยเกิร์ต การเลือกท็อปปิ้ง และการออกแบบถ้วยของตัวเอง กลายเป็นกิจกรรมที่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน และเสริมความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้
 
การผสมผสานระหว่างประสบการณ์ในร้านและตัวตนของแบรนด์ ส่งผลให้ Yo-Chi เติบโตอย่างต่อเนื่องผ่าน Word of Mouth และโซเชียลมีเดีย ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกแชร์ถ้วยโยเกิร์ตที่ออกแบบเอง ภาพบรรยากาศในร้าน และประสบการณ์ที่แตกต่างลงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือการตลาดที่ทรงพลัง และช่วยขยายการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยแทบไม่ต้องพึ่งพาการโฆษณาแบบดั้งเดิม
 
การขยายสาขา จากออสเตรเลียสู่เวทีนานาชาติ
 

ภาพจาก https://www.facebook.com/iloveyochi

หลังจากสร้างฐานที่แข็งแรงในประเทศออสเตรเลีย Yo-Chi Frozen Yogurt ได้ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีมากกว่า 50 สาขา กระจายอยู่ในเมืองหลักหลายแห่ง โดยการเติบโตของแบรนด์ไม่ได้เร่งขยายในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานสินค้า ประสบการณ์ลูกค้า และอัตลักษณ์ของแบรนด์ในทุกสาขา
 
การเลือกสิงคโปร์เป็นตลาดต่างประเทศแห่งแรก สะท้อนกลยุทธ์การขยายธุรกิจที่เน้นความพร้อมและความสอดคล้องของตลาดเป็นหลัก สิงคโปร์ถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และอาหารของเอเชีย มีผู้บริโภคที่เปิดรับแบรนด์ใหม่ และให้ความสำคัญกับคุณภาพ สุขภาพ และประสบการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของ Yo-Chi อย่างชัดเจน
 
ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 3.50 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อ 100 กรัม โดยชั่งน้ำหนักจริงหลังตัก ลูกค้าสามารถเลือกผสมหลายรสชาติในถ้วยเดียวได้ ตัวอย่างถ้วยที่บรรจุโยเกิร์ตรสมิ้นต์ชาเขียวและสตรอว์เบอร์รีครีม พร้อมโมจิและป๊อปปิ้งเพิร์ล มีน้ำหนักราว 368 กรัม คิดเป็นราคาประมาณ 12.88 ดอลลาร์สิงคโปร์ 
 
โยเกิร์ตซอฟต์เสิร์ฟ จำหน่ายทั้งปี เช่น ทาร์ตสูตรพิเศษ, บัตเตอร์สก็อตเค็ม, วานิลลาคลาสสิก, ช็อคโกแลต, ครีมสตรอว์เบอร์รี, อาซาอิ ส่วนเมนูตามฤดูกาล เช่น คุกกี้แอนด์ครีม, มะพร้าว, มัทฉะ, มะม่วง
 
ในเชิงกลยุทธ์ Yo-Chi เลือกใช้แนวทางการขยายแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากสาขาแฟลกชิปในทำเลศักยภาพ เพื่อทดสอบตลาด ทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค และปรับรายละเอียดสินค้าให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น ก่อนพิจารณาการขยายเพิ่มเติมในระยะถัดไป แนวทางดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยง และรักษาคุณภาพแบรนด์ในระยะยาว
 
ขณะเดียวกัน การจัดตั้งหน่วยงานอย่าง Yo-Chi Asia มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ในภูมิภาคเอเชีย ทั้งด้านการบริหารจัดการ การขยายสาขา และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในตลาดใหม่ๆ โดยยังคงยึดหลักการดำเนินงานจากบริษัทแม่ในออสเตรเลีย เพื่อให้การเติบโตในระดับนานาชาติเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับอัตลักษณ์ของแบรนด์
 
ตัวเลขสะท้อนความสำเร็จ
 

ภาพจาก https://www.facebook.com/iloveyochi

ภายในสิ้นปี 2024 Yo-Chi มีรายได้ 53.7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อนหน้า และทำกำไรสุทธิกว่า 11.5 ล้านดอลลาร์ ผลประกอบการดังกล่าวสะท้อนการเติบโตที่รวดเร็วและมีคุณภาพในช่วงเวลาที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน ค่าแรง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
 
อัตราการทำกำไรของ Yo-Chi ถือว่าโดดเด่นเมื่อเทียบกับแบรนด์อาหารระดับโลกหลายรายในออสเตรเลีย ซึ่งแม้จะมีเครือข่ายสาขาขนาดใหญ่ แต่ยังไม่สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น แบรนด์เชนระดับนานาชาติอย่าง Starbucks ที่มีสาขามากกว่า Yo-Chi ในประเทศเดียวกัน กลับยังต้องใช้เวลาในการปรับโมเดลธุรกิจให้เหมาะกับตลาดท้องถิ่น
 
สำหรับปี 2025 แม้ Yo-Chi ยังไม่เปิดเผยผลประกอบการอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลจากฐานข้อมูลธุรกิจระบุว่า บริษัทมีรายได้ต่อปีโดยประมาณราว 54.8 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,214,583,912 บาท ใกล้เคียงกับระดับของปีก่อนหน้า สะท้อนการเติบโตที่เริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัว ท่ามกลางการขยายสาขาและการเพิ่มจำนวนพนักงานกว่า 28% ภายในหนึ่งปี 
 
นักวิเคราะห์มองว่า ความสำเร็จของ Yo-Chi มาจากการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โมเดลร้านแบบให้ลูกค้าบริการตัวเองที่ใช้พนักงานน้อย รวมถึงการสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถขยายสาขาได้เร็วโดยไม่กระทบภาพลักษณ์ อีกทั้งยังปูทางให้ Yo-Chi มีฐานะทางการเงินที่มั่นคงเพียงพอสำหรับการขยายตลาดในต่างประเทศต่อไป
 
ความท้าทายในตลาดของหวานยุคใหม่
 

ภาพจาก https://www.facebook.com/iloveyochi

แม้ตลาดของหวานเพื่อสุขภาพจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่การแข่งขันก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Yo-Chi ต้องเผชิญกับคู่แข่งหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไอศกรีมพรีเมียม ที่เน้นรสชาติและประสบการณ์, ร้านชานมไข่มุก ที่ครองฐานผู้บริโภครุ่นใหม่มายาวนาน ไปจนถึงโยเกิร์ตปั่นและสมูทตี้ ที่ถูกวางตำแหน่งเป็นเครื่องดื่มสุขภาพในชีวิตประจำวัน ความหลากหลายในการเลือกซื้อทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อสูงขึ้น และแบรนด์จำเป็นต้องสร้างความแตกต่างอย่างต่อเนื่อง
 
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือ ต้นทุนการดำเนินงาน ทั้งในด้านวัตถุดิบคุณภาพสูงและค่าเช่าพื้นที่ โดยเฉพาะในทำเลศักยภาพใจกลางเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่แบรนด์มีไลฟ์สไตล์อย่าง Yo-Chi มักเลือกเข้าไปเปิดสาขา ความผันผวนของราคานม ผลไม้ และวัตถุดิบนำเข้า รวมถึงต้นทุนด้านพลังงาน ล้วนส่งผลต่อโครงสร้างราคาและอัตรากำไรในระยะยาว
 
ในขณะเดียวกัน การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงในการรักษาคุณภาพและประสบการณ์ในการส่งมอบให้ลูกค้าที่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึก หากไม่สามารถควบคุมมาตรฐานได้อย่างใกล้ชิด ทำให้อัตลักษณ์ของแบรนด์อาจถูกลดทอนลงเมื่อเข้าสู่ตลาดใหม่
 
ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือการรักษาความสดใหม่ของแบรนด์ในระยะยาว ท่ามกลางเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว Yo-Chi จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการยึดมั่นในตัวตนดั้งเดิม กับการปรับตัวให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป 
 
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารสชาติใหม่ การอัปเดตประสบการณ์ในร้าน หรือการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้แบรนด์สร้างการรับรู้และมีความน่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
 
อนาคต Yo-Chi กับโอกาสในตลาดเอเชีย
 

ภาพจาก https://www.facebook.com/iloveyochi

ตลาดโยเกิร์ตแช่แข็งในเอเชียยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์การบริโภคมากขึ้น การขยายตัวของชนชั้นกลาง 
 
รวมถึงบทบาทของโซเชียลมีเดียที่ช่วยเร่งให้เทรนด์อาหารเกิดขึ้นและแพร่ขยายอย่างรวดเร็ว ทำให้แบรนด์ต่างชาติที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนอย่าง Yo-Chi มีโอกาสเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของตลาดได้อย่างเหมาะสม
 
ประเทศในเอเชียที่กระแสสุขภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทย ล้วนเป็นตลาดที่สอดคล้องกับแนวคิดของ Yo-Chi ผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้เปิดรับสินค้าใหม่ ให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ และมองหาแบรนด์ที่สะท้อนตัวตนและคุณค่า ซึ่งเป็นจุดแข็งของ Yo-Chi ในฐานะแบรนด์ไลฟ์สไตล์มากกว่าร้านของหวานทั่วไป
 
สำหรับประเทศไทย แม้ตลาดของหวานจะมีการแข่งขันสูง แต่ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ผู้บริโภคตอบรับเทรนด์สุขภาพและคอนเซปต์ self-serve ได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียที่เข้มข้น ทำให้แบรนด์ที่เน้นการสร้างประสบการณ์และการให้ลูกค้ามีส่วนร่วม มีโอกาสสร้างการรับรู้และฐานแฟนคลับได้ในระยะเวลาอันสั้น หาก Yo-Chi ตัดสินใจเข้ามาทำตลาด การเลือกพันธมิตรท้องถิ่นและทำเลที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญนำไปสู่ความสำเร็จ
 
Yo-Chi เป็นแบรนด์ที่ขายประสบการณ์มากกว่าสินค้า ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ในเอเชีย หากแบรนด์สามารถรักษาอัตลักษณ์ พลังบวก และมาตรฐานประสบการณ์ไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ โอกาสในการเติบโตในตลาดเอเชียยังคงเปิดกว้าง และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาของแบรนด์ F&B จากออสเตรเลียที่ประสบความสำเร็จในเวทีนานาชาติ
 
สรุป


ภาพจาก https://www.facebook.com/iloveyochi

เส้นทางการเติบโตของ Yo-Chi Frozen Yogurt สะท้อนให้เห็นว่า ไอเดียในการดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง จากร้านโยเกิร์ตแช่แข็งขนาดเล็กในเมืองเมลเบิร์น 
 
Yo-Chi สามารถพัฒนาแนวคิดการให้บริการแบบ self-serve ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้บริโภคมีส่วนร่วม และต่อยอดไปสู่แบรนด์อของหวานที่มีฐานลูกค้าเหนียวแน่นในระยะเวลาไม่นาน
 
หัวใจสำคัญของความสำเร็จ คือ การเข้าใจผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการเลือกเมนูได้ตามใจชอบ ความใส่ใจสุขภาพ หรือการมองหาแบรนด์ที่สะท้อนตัวตนและเห็นคุณค่าของลูกค้า Yo-Chi ไม่ได้เพียงปรับสินค้าให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภค แต่เลือกออกแบบทั้งโมเดลธุรกิจ ประสบการณ์ในร้าน และการสื่อสารแบรนด์ให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ
 
ในภาพรวม Yo-Chi จึงกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาของธุรกิจ F&B ยุคใหม่ ที่แสดงให้เห็นว่า การขายสินค้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์ที่สามารถขายประสบการณ์ สร้างความผูกพัน และมีจุดยืนที่ชัดเจนในสายตาผู้บริโภค จะเป็นผู้ที่สามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดของหวานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
 
แหล่งข้อมูล
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
เซลล์ร้อยล้าน! ต้องมีเป้าหมาย มีวินัย แก้ปัญหาลู..
793
อวสานตึกธนาคาร ความงดงามที่ไม่เหลือ
709
ยกระดับธุรกิจของคุณด้วยพลังแห่งการออกแบบ
540
สูตรลับ "สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี" แบบขายดีทุกวัน!
492
SWOT Analysis ไม่รู้จริง มีแต่เจ๊ากับเจ๊ง!
450
รู้รายได้ รู้ลูกค้า Business Model Canvas เครื่อ..
436
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด